สร้างพอร์ตโต 7 เท่า ด้วยหุ้นปันผล
.....
ผมลงทุนหุ้นไทยมา 15 ปี เริ่มต้นปี 2010 และลาออกจากงานประจำในปี 2020 ใช้เวลา 10 ปี ผ่านมรสุมการลงทุนมาหลายวิกฤติ โดยแต่ละช่วงเวลาการลงทุน ผมจะปรับแผนการลงทุนเป็นระยะ ๆ จนมาถึงปี 2025 ที่ผมปรับแผนใหญ่อีกครั้ง …
.
ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้ชัดเจนที่สุดคือ “ตลาดไม่เคยเหมือนเดิม” และ “แผนการลงทุนที่ใช้ได้ในอดีต ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้ตลอดไป” ช่วงปี 2010–2015 เป็นยุคที่ผมเริ่มต้นแบบนักลงทุนทั่วไป เน้นเก็งกำไร วิ่งตามกระแส ซื้อหุ้นตามข่าว ตามบทวิเคราะห์ และหวังผลตอบแทนเร็ว ซึ่งผมก็ได้ทั้งกำไรและขาดทุนแบบรุนแรงสลับกันไป
.
ให้ผมเล่าเรื่องเงินก้อนแรกในการลงทุนให้คุณฟัง
.
เงินก้อนแรกที่ผมเริ่มลงทุน คือ 30,000 บาท ด้วยความที่ผมยังไม่ค่อยเข้าใจการลงทุนหุ้นมากนัก ผมจึงนำเงินก้อนนี้ไปซื้อกองทุนรวมของหลักทรัพย์บัวหลวง หรือ LTF ที่ใครเคยรู้จักนั่นเองครับ ... หลังจากที่ผมลงเงินไป มันก็แทบไม่เห็นผลตอบแทนอะไรเลย สิ่งที่ผมได้รับก็คือ การที่ผมได้ใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี เพราะเงินเดือนผมในตอนนั้นมันเข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีแล้วนั่นเอง
.
เอาล่ะ ... แล้วผมเริ่มต้นการลงทุนยังไง ในเมื่อเงินเดือนผมน้อยมาก ผมจบการศึกษาปริญญาตรี และเริ่มงานประจำด้วยเงินเดือน 12,000 บาท ... น่าเศร้าว่า สมัยนี้เงินเดือนเริ่มต้นของเด็กจบใหม่ ก็ไม่ได้ดีไปกว่าผมเท่าไหร่นัก ... แต่นั่นไม่ใช่ข้อแก้ตัว ! ผมยืนยัน ... เพราะหากเราเสียเวลาไปคิดเรื่องพวกนี้ เราก็จะเสียโอกาสนำกำลังความคิดของเราไปคิดในเรื่องที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเสียเปล่า !
.
ผมพยายามเก็บเงินอีกก้อน ... จนได้เงินเก็บราว ๆ 7-8 หมื่นบาท ด้วยความที่ผมเป็นคนเก็บเงินเก่ง ประหยัดมาก ๆ และถือคติ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” ทำให้ผมได้เงินก้อนนี้มาลงทุนหุ้นครั้งแรกได้สำเร็จ !
.
ในตอนนั้นผมมีเพื่อนร่วมงานที่เริ่มซื้อหุ้นก่อนผม ตอนนั้นเขามีพอร์ตราว ๆ 1-2 แสนบาท ถ้าจำไม่ผิด ... ผมยังรู้สึกอิจฉาเพื่อนผมคนนี้มาก เพราะพอร์ตค่อนข้างใหญ่ (หลักแสน) ในขณะที่ผมเริ่มต้นแค่หลักหมื่น และเขาเอากำไรมาโชว์ “หนึ่งหมื่นบาทภายใน 2 สัปดาห์” !! ... ผมยอมรับตัวตกใจกับตัวเลขไม่น้อย เพราะในตอนนั้น (ช่วงปี 2009-2010) ผมมีเงินเดือนหมื่นปลาย ๆ สองหมื่นบาทเท่านั้น เงินหมื่นถือเป็นเงินก้อนใหญ่ของผม
.
ผมกัดฟันซื้อหุ้นธนาคารกสิกรไทยไปทั้งหมดในมือ ... และหุ้นก็ขึ้นดีจนผมทำกำไรได้เยอะมาก (ในสมัยนั้น) พอร์ตพุ่งทะยานจนทะลุ “สองแสนบาท” ภายในขวบปี ! แต่หลังจากนั้นผมก็ได้บทเรียนอย่างแสนสาหัส (ไว้จะเล่าในบทต่อ ๆ ไป)
.
ผ่านวิกฤติใหญ่น้อยอย่างโชกโชน
.
หลังจากผ่านวิกฤติหลายครั้ง ทั้งวิกฤติหนี้ยุโรป น้ำมันตกต่ำ และเหตุการณ์ไม่คาดคิดในตลาด ผมเริ่มเข้าใจว่าความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่ “ราคาหุ้นลง” แต่คือ “เราไม่รู้ว่าทำไมเราถือหุ้นตัวนั้นอยู่” นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมหันมาโฟกัสการลงทุนเชิงพื้นฐานมากขึ้น เริ่มศึกษางบการเงิน กระแสเงินสด ความสามารถในการแข่งขัน และ “ความยั่งยืนของกำไร”
.
ช่วงปี 2016–2020 เป็นช่วงที่ผมค่อย ๆ สร้างระบบการลงทุนของตัวเอง ผมเริ่มให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีกระแสเงินสดจริง ไม่ใช่แค่กำไรบนกระดาษ และเริ่มสะสมหุ้นที่สามารถสร้างรายได้ระยะยาวได้ จนในปี 2020 ผมตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพราะรายได้จากการลงทุนเริ่มมีเสถียรภาพมากพอ
.
แต่โลกหลังปี 2020 ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป วิกฤติ COVID-19 ทำให้ผมเห็นชัดว่าธุรกิจที่เคยแข็งแกร่งก็สามารถสะดุดได้ในชั่วข้ามคืน ขณะเดียวกัน ธุรกิจบางประเภทกลับเติบโตแบบก้าวกระโดด นี่ทำให้ผมต้อง “รีเซ็ตมุมมอง” อีกครั้ง
.
ผมเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า “อะไรคือธุรกิจที่อยู่รอดได้ในทุกสภาพแวดล้อม” และ “อะไรคือรายได้ที่ไม่ต้องลุ้นทุกไตรมาส” คำตอบที่ผมได้ คือ หุ้นปันผลคุณภาพ ไม่ใช่หุ้นปันผลแบบเลือกเพราะยีลด์สูง แต่เป็นหุ้นที่มีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ มีความได้เปรียบทางธุรกิจ และสามารถจ่ายปันผลได้ต่อเนื่องแม้ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน
.
ในปี 2025 ผมจึงตัดสินใจปรับแผนใหญ่อีกครั้ง เปลี่ยนจากการ “ล่าผลตอบแทน” มาเป็นการ “สร้างระบบรายได้” พอร์ตของผมถูกออกแบบใหม่ให้เน้นความมั่นคงมากขึ้น ลดความผันผวน และเพิ่มน้ำหนักในหุ้นที่ให้กระแสเงินสดระยะยาว
.
ผมไม่ได้ต้องการรวยเร็วอีกต่อไป แต่ต้องการ “รวยแบบยั่งยืน”
ไม่ใช่แค่พอร์ตโต แต่ต้อง “อยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์”
สุดท้ายแล้ว การลงทุนไม่ใช่การแข่งขันกับคนอื่น
แต่คือการเข้าใจตัวเอง และสร้างระบบที่เหมาะกับชีวิตของเรา
15 ปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้เก่งขึ้นเพราะผมหาหุ้นเทพเจอ
.
แต่เพราะผม “เลิกทำสิ่งที่ทำให้พอร์ตพัง” และค่อย ๆ สร้างสิ่งที่มั่นคงขึ้นทีละนิด
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ “สูตรลับพอร์ตโต 700% ด้วยหุ้นปันผล” ที่ผมกำลังเดินอยู่ในวันนี้นั่นเองครับ
.
อย่างไรก็ตามกว่าจะมาถึงจุดนี้ ผมทำกำไรได้จากหุ้นวัฏจักรเดินเรือตัวหนึ่ง ทำให้พอร์ตผมทะลุ 30 ล้าน และลาออกจากงานประจำได้สำเร็จ ซึ่งอยากให้อ่านต่อในบทต่อ ๆ ไปว่าผมทำได้ยังไง และติดตามกันไว้ อย่าเพิ่งหนีไปไหนก่อนนะครับ.
จุดเริ่มต้น ... สร้างพอร์ตโต 7 เท่า ด้วยหุ้นปันผล
.....
ผมลงทุนหุ้นไทยมา 15 ปี เริ่มต้นปี 2010 และลาออกจากงานประจำในปี 2020 ใช้เวลา 10 ปี ผ่านมรสุมการลงทุนมาหลายวิกฤติ โดยแต่ละช่วงเวลาการลงทุน ผมจะปรับแผนการลงทุนเป็นระยะ ๆ จนมาถึงปี 2025 ที่ผมปรับแผนใหญ่อีกครั้ง …
.
ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้ชัดเจนที่สุดคือ “ตลาดไม่เคยเหมือนเดิม” และ “แผนการลงทุนที่ใช้ได้ในอดีต ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้ตลอดไป” ช่วงปี 2010–2015 เป็นยุคที่ผมเริ่มต้นแบบนักลงทุนทั่วไป เน้นเก็งกำไร วิ่งตามกระแส ซื้อหุ้นตามข่าว ตามบทวิเคราะห์ และหวังผลตอบแทนเร็ว ซึ่งผมก็ได้ทั้งกำไรและขาดทุนแบบรุนแรงสลับกันไป
.
ให้ผมเล่าเรื่องเงินก้อนแรกในการลงทุนให้คุณฟัง
.
เงินก้อนแรกที่ผมเริ่มลงทุน คือ 30,000 บาท ด้วยความที่ผมยังไม่ค่อยเข้าใจการลงทุนหุ้นมากนัก ผมจึงนำเงินก้อนนี้ไปซื้อกองทุนรวมของหลักทรัพย์บัวหลวง หรือ LTF ที่ใครเคยรู้จักนั่นเองครับ ... หลังจากที่ผมลงเงินไป มันก็แทบไม่เห็นผลตอบแทนอะไรเลย สิ่งที่ผมได้รับก็คือ การที่ผมได้ใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี เพราะเงินเดือนผมในตอนนั้นมันเข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีแล้วนั่นเอง
.
เอาล่ะ ... แล้วผมเริ่มต้นการลงทุนยังไง ในเมื่อเงินเดือนผมน้อยมาก ผมจบการศึกษาปริญญาตรี และเริ่มงานประจำด้วยเงินเดือน 12,000 บาท ... น่าเศร้าว่า สมัยนี้เงินเดือนเริ่มต้นของเด็กจบใหม่ ก็ไม่ได้ดีไปกว่าผมเท่าไหร่นัก ... แต่นั่นไม่ใช่ข้อแก้ตัว ! ผมยืนยัน ... เพราะหากเราเสียเวลาไปคิดเรื่องพวกนี้ เราก็จะเสียโอกาสนำกำลังความคิดของเราไปคิดในเรื่องที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเสียเปล่า !
.
ผมพยายามเก็บเงินอีกก้อน ... จนได้เงินเก็บราว ๆ 7-8 หมื่นบาท ด้วยความที่ผมเป็นคนเก็บเงินเก่ง ประหยัดมาก ๆ และถือคติ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” ทำให้ผมได้เงินก้อนนี้มาลงทุนหุ้นครั้งแรกได้สำเร็จ !
.
ในตอนนั้นผมมีเพื่อนร่วมงานที่เริ่มซื้อหุ้นก่อนผม ตอนนั้นเขามีพอร์ตราว ๆ 1-2 แสนบาท ถ้าจำไม่ผิด ... ผมยังรู้สึกอิจฉาเพื่อนผมคนนี้มาก เพราะพอร์ตค่อนข้างใหญ่ (หลักแสน) ในขณะที่ผมเริ่มต้นแค่หลักหมื่น และเขาเอากำไรมาโชว์ “หนึ่งหมื่นบาทภายใน 2 สัปดาห์” !! ... ผมยอมรับตัวตกใจกับตัวเลขไม่น้อย เพราะในตอนนั้น (ช่วงปี 2009-2010) ผมมีเงินเดือนหมื่นปลาย ๆ สองหมื่นบาทเท่านั้น เงินหมื่นถือเป็นเงินก้อนใหญ่ของผม
.
ผมกัดฟันซื้อหุ้นธนาคารกสิกรไทยไปทั้งหมดในมือ ... และหุ้นก็ขึ้นดีจนผมทำกำไรได้เยอะมาก (ในสมัยนั้น) พอร์ตพุ่งทะยานจนทะลุ “สองแสนบาท” ภายในขวบปี ! แต่หลังจากนั้นผมก็ได้บทเรียนอย่างแสนสาหัส (ไว้จะเล่าในบทต่อ ๆ ไป)
.
ผ่านวิกฤติใหญ่น้อยอย่างโชกโชน
.
หลังจากผ่านวิกฤติหลายครั้ง ทั้งวิกฤติหนี้ยุโรป น้ำมันตกต่ำ และเหตุการณ์ไม่คาดคิดในตลาด ผมเริ่มเข้าใจว่าความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่ “ราคาหุ้นลง” แต่คือ “เราไม่รู้ว่าทำไมเราถือหุ้นตัวนั้นอยู่” นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมหันมาโฟกัสการลงทุนเชิงพื้นฐานมากขึ้น เริ่มศึกษางบการเงิน กระแสเงินสด ความสามารถในการแข่งขัน และ “ความยั่งยืนของกำไร”
.
ช่วงปี 2016–2020 เป็นช่วงที่ผมค่อย ๆ สร้างระบบการลงทุนของตัวเอง ผมเริ่มให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีกระแสเงินสดจริง ไม่ใช่แค่กำไรบนกระดาษ และเริ่มสะสมหุ้นที่สามารถสร้างรายได้ระยะยาวได้ จนในปี 2020 ผมตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพราะรายได้จากการลงทุนเริ่มมีเสถียรภาพมากพอ
.
แต่โลกหลังปี 2020 ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป วิกฤติ COVID-19 ทำให้ผมเห็นชัดว่าธุรกิจที่เคยแข็งแกร่งก็สามารถสะดุดได้ในชั่วข้ามคืน ขณะเดียวกัน ธุรกิจบางประเภทกลับเติบโตแบบก้าวกระโดด นี่ทำให้ผมต้อง “รีเซ็ตมุมมอง” อีกครั้ง
.
ผมเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า “อะไรคือธุรกิจที่อยู่รอดได้ในทุกสภาพแวดล้อม” และ “อะไรคือรายได้ที่ไม่ต้องลุ้นทุกไตรมาส” คำตอบที่ผมได้ คือ หุ้นปันผลคุณภาพ ไม่ใช่หุ้นปันผลแบบเลือกเพราะยีลด์สูง แต่เป็นหุ้นที่มีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ มีความได้เปรียบทางธุรกิจ และสามารถจ่ายปันผลได้ต่อเนื่องแม้ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน
.
ในปี 2025 ผมจึงตัดสินใจปรับแผนใหญ่อีกครั้ง เปลี่ยนจากการ “ล่าผลตอบแทน” มาเป็นการ “สร้างระบบรายได้” พอร์ตของผมถูกออกแบบใหม่ให้เน้นความมั่นคงมากขึ้น ลดความผันผวน และเพิ่มน้ำหนักในหุ้นที่ให้กระแสเงินสดระยะยาว
.
ผมไม่ได้ต้องการรวยเร็วอีกต่อไป แต่ต้องการ “รวยแบบยั่งยืน”
ไม่ใช่แค่พอร์ตโต แต่ต้อง “อยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์”
สุดท้ายแล้ว การลงทุนไม่ใช่การแข่งขันกับคนอื่น
แต่คือการเข้าใจตัวเอง และสร้างระบบที่เหมาะกับชีวิตของเรา
15 ปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้เก่งขึ้นเพราะผมหาหุ้นเทพเจอ
.
แต่เพราะผม “เลิกทำสิ่งที่ทำให้พอร์ตพัง” และค่อย ๆ สร้างสิ่งที่มั่นคงขึ้นทีละนิด
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ “สูตรลับพอร์ตโต 700% ด้วยหุ้นปันผล” ที่ผมกำลังเดินอยู่ในวันนี้นั่นเองครับ
.
อย่างไรก็ตามกว่าจะมาถึงจุดนี้ ผมทำกำไรได้จากหุ้นวัฏจักรเดินเรือตัวหนึ่ง ทำให้พอร์ตผมทะลุ 30 ล้าน และลาออกจากงานประจำได้สำเร็จ ซึ่งอยากให้อ่านต่อในบทต่อ ๆ ไปว่าผมทำได้ยังไง และติดตามกันไว้ อย่าเพิ่งหนีไปไหนก่อนนะครับ.