ประสบการณ์นั้น สำคัญไฉน
เมื่อยามเยาว์วัย ไร้ซึ่งปัญหา
พบมาผ่านไป ไม่ซึ้งตรึงตรา
พอกาลผ่านมา เวลาย้อนวน
อีกหนได้พบ บรรจบครบแจ้ง
เหมือนได้เห็นแสง สาดส่องเวหน
คราวนี้เข้าใจ ทำไมผู้คน
อายุมากล้น เข้มข้นเข้าใจ
ไม่ก่อปัญหา ปัญญามากพอ
รู้ติรู้ก่อ รอเวลาใช่
ถ้าไม่จำเป็น เห็นแล้วปล่อยไป
อีกไม่นานไซร้ ก็ไร้พวกเรา
____________________________________________________
สวัสดีครับ จริงๆ ผมนั่งนึกนานเหมือนกันว่า ผมอยากจะเขียนเกี่ยวกับ ภาพยนต์ที่ผมได้ดูมา แต่ผมอยากให้คนในห้องถนนนักเขียน ซึ่ง ส่วนใหญ่เป็นคนมีประสบการณ์ได้อ่าน เพราะจะเข้าใจอะไรๆ มากกว่า งั้นผมเล่าเลยนะครับ ถ้าใครไม่อยากอ่าน ข้ามไป ถ้าอยากอ่าน กดดูใน สปอยล์
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้หนังญ่ปุ่นเรื่อง สุสานหิ่งห้อย เป็น Animation จาก ญ่ปุ่น ค่ายนึง ที่ผมเคยดู ผมชอบการวาดภาพบรรยากาศ ยุคเก่า สมัยก่อน บ้านเรือนต่างๆ มันดูแล้วสมจริง บ้านเรือนคนจริงๆ ก็เป็นแบบนั้น
ที่เลือกเรื่องนี้มาสาเหตุเพราะอะไร ผมจะแจ้งตอนท้ายของบทความนะครับ
สุสานหิ่งห้อย เป็นเรื่องของ เด็กผู้ชาย อายุ 14 กับ น้องสาว อายุ 4 ขวบ ที่ ( สปอยล์ละนะครับ )
ที่พ่อไปรบ ในสงคราม และ แม่ของพวกเขา ต้องโดนระเบิดจนบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตไป จากเด็กมีบ้านสองพี่น้อง กลายเป็น กำพร้า ต้องหาทางอยู่รอด และ ญาติ คือ ป้า เป็นคนแรกที่พวกเขาได้รับการอุปการะ และไม่ต่างจากยุคนี้ ญาติ ก็คือญาติ ไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ หนังแสดงให้เห็นถึง ความเมตตา แบบ มีข้อแม้ ของญาติ ที่เด็กไม่เคยพบ เพราะ การอยู่กับพ่อแม่นั้น พวกเขาได้รับความรักแบบ ไร้เงื่อนไข
การไปอยู่อาศัยบ้านคนอื่น ยามสงครามในยุค 1945 ในวัยที่ยังไม่จบ มัธยมต้นของพี่ชาย และ อนุบาลยังไม่ได้เข้าแบบ น้องสาว ถ้าเป็นสมัยก่อนผมดู คงไม่จบละครับ หนังชีวิตไม่ใช่หนังสนุก เรื่องราวของคนจริงๆ เอามาถ่ายทอด ในยุคสงคราม มันสะเทือนใจ มันสมจริง มันมีเหตผลไปหมด เมื่อผมได้ดูในวัยที่เราเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว หนังดำเนินเรื่องไป แบบผมไม่คิดจะเลิกดูเลย ทั้งที่มันไม่สวยงาม เพราะผมเห็นใจตัวละคร และ หนังยังแสดงให้เห็น สะท้อน ใจคอของคนเรา ว่า ยามลำบากแล้ว ไม่มีใคร จะเป็นเตี้ยอุ้มค่อม โดยเฉพาะเมื่อ ญ่ปุ่น แพ้ สงคราม ก็คงเข้าใจกันว่า แม้แต่รัฐบาลญี่ปุ่นเอง ก็แย่ ประชาชน ก็ต้องรับมือกับชะตากรรมของตัวเอง ที่มันมืดมนกับคนส่วนใหญ่
สุดท้าย การอยู่กับญาติก็ทำให้เด็ก ที่ถูกปฏิบัติแบบมีเงื่อนไข และไม่ใจดีเหมือนพ่อแม่ จึงย้ายออกจากบ้าน ญาติ และ ไปอาศัยใน พื้นที่รกร้าง สองคนพี่น้อง คือ เป็นพงหญ้าคล้ายๆ รู ให้เข้าไปได้ โดยแม้แต่เด็กก็คงไม่รู้ว่า นั่นคือ พวกเขาเป็นคนเร่ร่อนไปแล้ว คืนแรกๆที่พวกเขาไปอยู่ มีหิ่งห้อยมากมาย มาเป็นเพื่อน แต่ไม่นาน หิ่งห้อยพวกนั้นก็ตาย น้องสาว ฝังหิ่งห้อย นี่คงเป็นประเด็นของชื่อหนัง แต่ สะท้อนอะไรบ้าง ผมจะสรุปตอนท้ายนะ
เวลาผ่านไปไม่นาน สำหรับพวกเขา ก็ส่งผลต่อสุขภาพ อนามัย เพราะ เด็กดูแลตัวเองไม่เป็น นี่คือประเด็นของ เด็กกำพร้าเร่ร่อน พวกเขายังไม่พร้อมจะรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น โดยเฉพาะพี่ชาย ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตน้องสาว เพราะแม้แต่พี่ชายเอง ยังไม่รู้ว่า ชีวิตนั้น ต้องดำเนินอย่างไร ต้องมีเงิน ต้องทำงาน ต้องมีเพื่อน ต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแล หรือ ให้คำปรึกษา คือ เขาต้องไปหางานทำ ซึ่ง ยามสงคราม ยุคโบราณ เด็กตัวเท่านั้นจะไปทำอะไร แม้ ป้า ของเขาจะบอกให้ไปรบ ก็ตาม เด็กชายยังคงดุแลน้องสาวแบบ ไร้ความรู้ มีเพียงหัวใจรักน้องเท่านั้น
เมื่อไม่มีผู้ใหญ่ดูแลเด็ก น้องสาวจึงป่วย มีอาการ มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งภายใน ภายนอก และ สุดท้าย ยามพี่ชายไม่อยู่ เด็กน้องสาว ถึงกับ เล่นคนเดียว และ ปั้นดิน และ กินเข้าไป แบบ พี่ชายไม่รู้เลย หนังมีฉากที่ มีเด็กจำนวนนึงมาเจอที่อยู่พวกเขา เห็นก้อนดิน ปั้น แต่หนังไม่เฉลยว่า น้องสาวกิน จนตอนจบ
หนังจบตรงที่ น้องสาว ตาย ส่วนพี่ชายนั้นเป็นยังไง อันนี้ผม เหลือทิ้งไว้ให้ ถ้าสนใจอยากหามาดู แต่ขอแจ้งว่า นี่คือหนังดี ที่เศร้า เพราะสร้างจากชีวิตจริง ของคนเขียนหนังสือ มันบ่งบอกว่า ชีวิตนั้นยากลำบากแค่ไหน และ บุญแค่ไหนแล้ว สำหรับ คนเกิดมามีพ่อแม่ดูแล จนเรียนหนังสือจบ ได้งานทำ มีบ้านอยู่ มีอาหารทาน มีเสื้อผ้าใส่ มีน้ำสะอาด มีความสุขง่ายๆ ไม่ต้องร่ำรวยด้วยซ้ำ ถ้า ตลอดชีวิตเรา เป็นแบบนั้น
แอบนึกถึง เด็กที่มีพ่อแม่ดูแล แต่ก็ยังดิ้นรนไปก่อเรื่อง คงสบายเกินไป คงไม่รู้ว่าพ่อแม่ลำบากแค่ไหน การเลี้ยงดูเด็กให้โตขึ้นมา ต้องใช้ความรู้ ความระมัดระวัง อดทน เสียสละ เพียงใด
คำว่า สุสานหิ่งห้อย ผมก็ไม่เคยเห็นใครพูดถึงทำไมหนังถึงใช้ชื่อนี้ แต่เท่าที่ผมดู คือ เด็กนั้นเหมือนอนาคต พวกเขาเหมือนแสง และ จะเปล่งประกายมากขึ้นยามเติบใหญ่ แต่ตอนยังเล็กพวกเขาเป็นได้แค่ เหมือนหิ่งห้อย ตัวน้อยๆ แสงน้อยๆ หากไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล พวกเขาคงไม่รอด และ ตายจากไป เหมือนหิ่งห้อยที่ เป็นสัตว์มีอายุสั้น เพียง 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน แสงของพวกเขาก็จะดับลงไป
การตายของเด็ก ก็เหมือน กับ หิ่งห้อยอายุสั้น นั่นอาจเป็นแง่นึง หรือ อาจเป็น ประสบการณ์ของผู้เขียนจริงๆ เท่านั้นก็ได้
สุดท้ายคือ ถ้าดูหนังเรื่องนี้จบ ผมต้องรีบหาเรื่องอื่นดูต่อ หนังที่มัน ฟื้นฟูจิตใจผม ให้มันกลับมา เพราะ สุสานหิ่งห้อย จะทำให้คุณ รู้สึกเหมือนป่วยหนักได้เลย คล้ายๆ นั่งดู One lite of Tear ซีรีส์ ญ่ปุ่นที่ดูแล้วหายใจไม่ออก น่ะแหล่ะ
หนังเรื่องนี้ เหมาะกับคนที่อายุเยอะนะ ประสบการณ์เยอะ คุณดูแล้วจะได้อะไรมากมาย ผมมองว่าถ้าผมดูตอนเด็กๆ ผมคง หลับ บอกตรงๆ เพราะไม่เห็นประเด็นของหนัง
และมันทำให้ผมเข้าใจว่า ทำไม Pop culture ถึงสำคัญ คนยอมรับทั่วโลก ทำไม ต้องมีคำว่า โลกสวย ก็คือ มันจำเป็นต่อจิตใจ คนเราอายุยืน จิตใจมันต้องดีก่อน วัฒนธรรมที่มีชีวิตดี มีความสุขที่ โลกเรามีในยุคหลังสงครามโลก มันจำเป็นจริงๆ การฟื้นฟู ความเจริญ ทั้งวัตถุ และ วิธีปฏิบัติต่อกัน ในยุค 70 80 90 นั่นคือ ต้องยกเครดิตให้พวกคนรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า มีมุมมองที่สร้างโลกให้มันสวยงาม จนบางมุม มันฟุ้งเฟ้อไปบ้าง แต่นั่นก็ส่วนน้อย
ถ้าสถานการณ์โลกปัจจุบัน มันนำไปสู่ส่งครามขยายตัวจริงๆ คงน่าเศร้า เพราะอาจกลับไป ทุกข์ระทมกันแบบในหนังสุสานหิ่งห้อยอีกครั้ง
สงคราม ไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย แต่มันเป็นวิถีที่มาแทรก ให้คนเรา ตั้งต้นกันใหม่ เพียงแต่ผมเกรงว่า การตั้งต้นรอบนี้ จะยากกว่ายุคไหนๆ เพราะยามที่ ไร้สงคราม ก็เจอ สังคมแย่ๆอยู่แล้ว ในปัจจุบัน สังคมที่ ต้องระวังตัวกันแจมากขึ้น สังคมที่ พวกเราทำอะไรก็ถูก เพราะนั่นคือพวกเรา
แต่เรื่องที่ถูกต้องจริงๆ กลับยอมรับกันได้ว่า คงไม่แก้ไข เพราะพวกของเขาทำกันเองไง เช่น ทำหน้าบ้านให้มันจอดรถไม่ได้ ทำให้ในซอยรถสวนกันลำบาก พอพูดประเด็นนี้ ทุกคนจะ เงียบเพราะ มันก็ทำกันทุกคนไง พอรวมตัวกัน มันมีพลัง เหมือนสามัคคีคือพลัง แต่ไม่ทำเรื่องที่ถูกต้อง กลับทำเรื่องที่ เป็นประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น นี่คือสังคมปัจจุบันจริงๆ
และเมื่อโลก รีเซ็ต ประชาชนทั้งโลก ก็ต้องเหมือนเดินตามเข็มทิศที่ ประเทศ มหาอำนาจและ นายทุนที่อยู่ฝ่ายชนะ วาง road map ให้เดินกันไปอีก หลายสิบปี
ขอบคุณที่อ่านจบครับ
ประสบการณ์นั้น สำคัญไฉน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ขอบคุณที่อ่านจบครับ