นิยาย: ยุทธภพเหนือกาล

ตอนที่ 1

ในโลกนี้ มีบางสิ่งคมยิ่งกว่ากระบี่

บางสิ่งเร็วกว่าอาชา
บางสิ่งหนักยิ่งกว่าภูผา

สิ่งนั้นคือ—กาลเวลา

มันไม่เคยปรานีผู้ใด
ไม่ว่าจักรพรรดิผู้ครองแผ่นดิน หรือขอทานผู้หลับใต้สะพาน
เมื่อมันผ่านไป ทุกสิ่งย่อมโรยรา

แต่หากมีผู้ใด…ไหลทวนมันเล่า?



คืนวันที่สิบหก เดือนสิบสอง
ลมหนาวกรุงเทพฯ พัดแผ่วราวลมหายใจคนใกล้สิ้นแรง

บนดาดฟ้าตึกสูงย่านเจริญกรุง ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนพิงราวเหล็ก มือขวาถือกระป๋องเบียร์ราคาถูก มือซ้ายถือโทรศัพท์ที่หน้าจอแตกร้าว

เขาชื่อ คีรี วัฒนากุล

อายุยี่สิบหกปี

ชีวิตล้มเหลวแทบทุกด้าน

งานประจำเพิ่งถูกเลิกจ้าง
หญิงสาวที่คบกันมาห้าปีส่งข้อความสั้นเพียงสามบรรทัด

“เหนื่อยแล้วนะ
นายไม่มีอนาคตเลย
อย่าติดต่อมาอีก”

เขาอ่านมันสิบเจ็ดรอบ

คนบางคนอ่านตำรากระบี่สิบปี ยังไม่เข้าใจสักกระบวนท่า
แต่ข้อความสามบรรทัด กลับแทงทะลุหัวใจคนได้ในพริบตา

คีรีหัวเราะเบา ๆ

เสียงหัวเราะนั้นแห้งยิ่งกว่าฤดูแล้ง

เขาเงยหน้ามองฟ้า เมฆดำบดบังดาวจนหมดสิ้น เหลือเพียงเงาจันทร์เลือนรางคล้ายหญิงงามที่ไม่ยอมให้ใครมองชัด

“ถ้าย้อนกลับไปได้…” เขาพึมพำ
“อย่างน้อยคงไม่เลือกผิดทุกทาง”

ฟ้าร้องคำราม

สายฟ้าฟาดลงกลางมหานคร ราวสวรรค์ได้ยินคำพูดของเขา

แสงสีขาวเจิดจ้ากลืนกินทุกสิ่ง

กระป๋องเบียร์หล่นจากมือ
โทรศัพท์แตกเป็นเสี่ยง
ร่างของคีรีหายไปจากดาดฟ้า ราวไม่เคยมีคนผู้นี้ยืนอยู่ตรงนั้น

เหลือเพียงลมหนาว…กับความเงียบ



เมื่อเขาลืมตาอีกครั้ง

กลิ่นแรกที่ได้สัมผัสไม่ใช่กลิ่นควันรถ
แต่เป็นกลิ่นดินชื้น กลิ่นฟืนไหม้ และกลิ่นเลือด

พื้นใต้กายแข็งกระด้างเย็นเยียบ

คีรีสะดุ้งลุกขึ้นทันที

รอบกายคือป่าโปร่งยามค่ำคืน ต้นสนสูงชะลูดทอดเงาดำทะมึน เสียงม้าร้องแตกตื่นดังมาจากไม่ไกลนัก

เขาก้มมองตนเอง

เสื้อยืดสีดำยังอยู่
กางเกงยีนส์ยังอยู่
รองเท้าผ้าใบยังอยู่

แต่สถานที่นี้…ไม่ใช่กรุงเทพฯ แน่นอน

เบื้องหน้า มีเกวียนไม้คว่ำตะแคง ล้อแตกหักสองซี่
ข้างเกวียนมีศพชายฉกรรจ์สามคน นอนจมกองเลือด
บาดแผลแต่ละแผลเรียบกริบราวถูกคมดาบชั้นยอดฟันเพียงครั้งเดียว

คีรีหน้าซีดเผือด

เขาไม่เคยเห็นศพจริงใกล้เพียงนี้

และยิ่งไม่เคยเห็นคนตายที่ยังลืมตา

ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเงามืด

“ถ้ายังไม่อยากตาย ก็อย่าขยับ”

น้ำเสียงเย็นเฉียบ ราบเรียบ ไม่ดังไม่เบา
แต่กลับทำให้คีรีแข็งค้างยิ่งกว่าถูกงูรัด

จากหลังต้นสน เด็กสาวผู้หนึ่งก้าวออกมา

นางอายุราวสิบหกปี
สวมอาภรณ์สีเทาหม่น เสื้อคลุมขาดตรงชายแขน ใบหน้าเปื้อนฝุ่นและคราบเลือดเล็กน้อย

ทว่านัยน์ตาคู่นั้น…เย็นราวน้ำแข็งพันปี

ในมือขวานางถือกระบี่สั้นเล่มหนึ่ง
ปลายกระบี่ชี้ไปยังลำคอคีรีอย่างมั่นคง ไม่มีสั่นไหวแม้แต่น้อย

“เจ้าเป็นพวกไหน?” นางถาม

คีรีอ้าปากค้าง

“ผะ…พวกไหนอะไร?”

นางขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้ายไม่เข้าใจสำเนียงเขา

“แสร้งโง่?”
ปลายกระบี่ขยับเข้าใกล้อีกครึ่งนิ้ว
“คนของพรรคอินทรีทมิฬ หรือสำนักหุบเขาวิญญาณ”

คีรีแทบร้องไห้

เขาไม่รู้จักทั้งสองชื่อ

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมาอยู่ที่ใด

เขากลืนน้ำลายฝืดคอ แล้วตอบตามจริง

“ผม…เป็นคนส่งพัสดุเก่า”

เด็กสาวนิ่งงันไปชั่วขณะ

ลมหนาวพัดผ่านยอดสน

แม้แต่กระบี่ยังเหมือนชะงัก

นางจ้องเขาอยู่พักใหญ่ ก่อนกล่าวช้า ๆ

“เจ้าบ้า…หรือข้าบ้า”

คีรีอยากตอบว่า ข้าก็อยากรู้เช่นกัน

แต่ยังไม่ทันเอ่ยคำใด เสียงหวูดแหลมก็ดังมาจากไกลออกไปสามครั้ง

เด็กสาวสีหน้าแปรเปลี่ยนทันที

“พวกมันตามมาแล้ว”

นางลดกระบี่ลง พลันคว้าข้อมือคีรีแน่นอย่างไม่น่าเชื่อ แรงมือเล็กนั้นกลับมั่นคงราวคีมเหล็ก

“อยากรอดก็วิ่งตามข้า”

“เดี๋ยวก่อน! คุณคือใคร—”

“เยี่ยนเสวี่ย”

นางตอบโดยไม่หันกลับมา

“จำชื่อข้าไว้ หากคืนนี้เจ้ารอด”

สิ้นคำ ร่างบางก็พุ่งทะยานเข้าสู่ป่าลึก เร็วจนคีรีแทบถูกลากปลิวตามไป

เบื้องหลัง เสียงม้าศึกและเสียงคนตะโกนใกล้เข้ามาทุกขณะ

คืนแรกในโลกที่ไม่รู้จัก

เขาไม่มีวิชา
ไม่มีอาวุธ
ไม่มีสหาย

มีเพียงชื่อหนึ่งที่เพิ่งได้ยิน

เยี่ยนเสวี่ย

และชะตากรรม…ที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

______

รอติมตามตอนต่อไปนะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่