‘นิด้าโพล’ สำรวจความคิดเห็น ‘มาตรการช่วยค่าครองชีพ’ ยุค ‘อนุทิน’
https://www.dailynews.co.th/news/5812550/
.

.
ประชาชนส่วนใหญ่ขานรับนโยบายอุดหนุนค่าน้ำมันและดอกเบี้ยคนละครึ่งช่วยเกษตรกรว่าเหมาะสมดีแล้ว ขณะที่เสียงสะท้อนส่วนใหญ่ระบุการเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 400 บาท ยังไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ
.
เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “
นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง
“พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 – 21 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง
.
เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการช่วยค่าครองชีพของรัฐบาล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่าง โดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่าง แบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนด ค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อ
“มาตรการช่วยค่าครองชีพ” สำหรับประชาชน ภาคการเกษตรและภาคการขนส่ง ภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า
1. โครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับภาคการเกษตร ไม่เกิน 100,000 บาท โดยประชาชน จ่ายดอกเบี้ย 3% และรัฐจ่ายให้ 3% ตัวอย่าง ร้อยละ 71.30 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.43 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 8.09 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 6.18 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
2. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถสองแถว ใน กทม./รถมินิบัส รถตู้โดยสาร ใน กทม. และจังหวัดต่อเนื่องเหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 68.78 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.27 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 10.92 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 6.03 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
3. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทมินิบัสหรือรถตู้โดยสาร เหมาจ่าย 3,600 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 66.87 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 16.49 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 8.78 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 7.86 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
4. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทรถบัสเหมาจ่าย 5,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 65.50 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.12 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 12.44 ระบุว่า น้อยเกินไป และร้อยละ 7.94 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
5. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก น้อยกว่า 10 ล้อ (รวมรถกระบะ) เหมาจ่าย 3,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 65.26 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 22.37 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 7.18 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 5.19 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
6. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถแท็กซี่ ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 64.12 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 15.73 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 13.20 ระบุว่า น้อยเกินไป และร้อยละ 6.95 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
7.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางระหว่างจังหวัด (กทม. – จังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 700 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 63.89 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 22.98 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.87 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 6.26 ระบุว่า มากเกินไป
.
8. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป เหมาจ่าย 6,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 62.51 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 18.17 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 11.76 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 7.56 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
9. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะเหมาจ่าย 842 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 62.14 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 27.79 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.02 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 4.05 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
10. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางข้ามจังหวัด (ระหว่างจังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 500 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 59.85 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 27.63 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 5.80 ระบุว่า มากเกินไป
.
11. ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ในการติดตั้งระบบ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV ตัวอย่าง ร้อยละ 56.49 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 19.92 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 14.35 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 9.24 ระบุว่า น้อยเกินไป
.
12. เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท เป็น 400 บาท ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. – 12 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 54.27 ระบุว่า น้อยเกินไป รองลงมา ร้อยละ 39.09 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว ร้อยละ 5.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ ไม่ทราบ และร้อยละ 1.60 ระบุว่า มากเกินไป
.
.
ปริญญา ชำแหละยิบ 3 ข้อ ปปช.แจงเหตุ ยกฟ้องศักดิ์สยาม ยันแปลกประหลาดในทางกม.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5692129
.
ปริญญา ชำแหละยิบ 3 ข้อ ปปช.แจงเหตุ ยกฟ้องศักดิ์สยาม สุดแปลกประหลาดในทางกม.
.
เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง
[ คำชี้แจง ปปช. ที่ยกคำร้องศักดิ์สยามฟังขึ้นหรือไม่ และไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจริงหรือ? ] แสดงความคิดเห็น
.
คำชี้แจงของ ปปช. ยาว 5 หน้าเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ว่าทำไมจึงเห็นว่าคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน” และจึงมีมติยกคำร้อง (ยกคำร้องตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 แต่ ปปช. ไม่ได้แถลง) แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วว่า คุณศักดิ์สยามให้คนถือหุ้นแทน เป็นคำวินิจฉัยที่ฟังขึ้นหรือไม่? หรือยิ่งชี้แจงแล้วยิ่งหนักกว่าเดิม? มีประเด็นที่สำคัญที่สุดดังนี้ครับ
.
1. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 1/2567 (17 มกราคม 2567) สรุปว่า “ผู้ถูกร้องยังคงไว้ซึ่งความเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมี นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นผู้ถือหุ้นแทนผู้ถูกร้องมาโดยตลอด อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่น“ ซึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ผู้ถูกร้องคือคุณศักดิ์สยามจึงพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี (ดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในภาพประกอบ)
.
2. คำชี้แจงในวันนี้ของ ปปช. คือ ข้อเท็จจริงที่ ปปช. ได้วินิจฉัยและมีมติว่า คุณศักดิ์สยาม “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน” นั้น ”เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย” มติ ปปช. ”จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ“ (คำชี้แจง ปปช. หน้า 4 ย่อหน้าสอง)
.
คำถามคือ ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้แล้วว่าคุณศักดิ์สยามเป็นผู้เจ้าของหุ้น 119 ล้าน 5 แสนบาทตัวจริง โดยคุณศุภวัฒน์ “เป็นผู้ถือหุ้นแทน” ทำไม ปปช. จึงเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็น? เพราะการให้คนอื่นถือหุ้นแทนก็คือการปกปิดบัญชีทรัพย์สินมิใช่หรือ? โดยให้คนอื่นถือแทนก็ย่อมแสดงเจตนาปกปิดอยู่แล้ว ทำไม ปปช. จึงเห็นว่า “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน”?
.
กรณีที่พ้นตำแหน่งเพราะถือหุ้น แล้วไม่มีเจตนาในการปกปิดทรัพย์สิน จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ ทรัพย์สินที่ทำให้พ้นตำแหน่งนั้นเป็นทรัพย์สินในชื่อตัวเองแต่หลงลืมหรือตกหล่นไม่ได้แจ้ง แต่กรณีนี้คือทรัพย์สินตนเองที่ให้คนอื่นถือแทน การให้คนอื่นถือแทนนั้นเป็นการปกปิดทรัพย์สินโดยเจตนาอยู่ในตัวดังที่ได้กล่าวไป แล้ว มติ ปปช. นี้จะไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร?
.
3. ที่สำคัญเหตุผลที่ ปปช. นำมาชี้แจงว่า คุณศักดิ์สยาม “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน” ซึ่งสรุปได้ 3 ข้อเป็นเหตุผลที่ผมเห็นว่าแปลกประหลาดในทางกฎหมาย ดังนี้คือ
.
(1) เหตุผลแรก ปปช. ชี้แจงว่า คุณศักดิ์สยาม “เข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้น” และไม่ปรากฏว่าคุณศักดิ์สยาม “เข้าไปดำเนินการใดๆ ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว” ปปช. จึงเชื่อว่าไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน (คำชี้แจง ปปช. หน้า 4)
.
การให้คนอื่นถือหุ้นแทนก็ต้องโอนให้อยู่แล้ว และเมื่อโอนให้แล้วก็ต้องให้คนถือหุ้นแทนดำเนินการใดๆ ให้ ปปช. รับฟังเหตุผลเช่นนี้ ปปช. รับฟังจนเอามาสรุปว่าไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินได้อย่างไร? และที่สำคัญในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ไปแล้วว่าการโอนหุ้นเป็นการให้คนรับโอนถือหุ้นแทน!
.
(2) เหตุผลที่สอง คุณศักดิ์สยามชี้แจง ปปช. ว่าคุณศุภวัฒน์ “ไม่ดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” คุณศักดิ์สยามจึงไปฟ้องศาลแพ่ง (ศาลนนทบุรี) บังคับให้นายศุภวัฒน์โอนเงินลงหุ้นใน หจก. บุรีเจริญคนสตรัคชั่น จำนวน 119 ล้าน 5 แสนบาทคืนให้ตน แต่ต่อมาในชั้นศาลอุทธรณ์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยนายศักดิ์สยามไม่ติดใจเรียกร้องเงินจำนวนนี้ โดยแลกกันกับคุณศุภวัฒน์รับซื้อที่ดินของคุณศักดิ์สยามจำนวน 323 ไร่ ในราคา 51 ล้าน 5 แสนบาท “เพื่อยุติข้อพิพาท” (คำชี้แจง ปปช. หน้า 2 และ 3)
.
เหตุผลนี้ประหลาดมาก เพราะศาลรัฐธรรมนูญมิได้วินิจฉัยให้คุณศุภวัฒน์โอนหุ้นหรือเงินลงหุ้นคืนให้คุณศักดิ์สยาม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคุณศักดิ์สยามพ้นตำแหน่งเพราะยังถือหุ้นใน หจก. บุรีเจริญฯ การที่คุณศุภวัฒน์จะโอนหุ้นคืนให้หรือไม่ มิได้มีผลต่อข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญสรุปว่าคุณศักดิ์สยามให้คุณศุภวัฒน์ถือหุ้นแทนขณะเป็นรัฐมนตรีแต่ประการใดเลย
.
แล้วที่ประหลาดกว่าคือ คุณศักดิ์สยาม “ไม่ติดใจ” ที่คุณศุภวัฒน์ไม่โอนหุ้น 119 ล้าน 5 แสนบาทคืนให้ เพราะคุณศุภวัฒน์ตกลงซื้อที่ดินคุณศักดิ์สยามในราคา 51 ล้าน 5 แสนบาทเพื่อชดเชยกัน ทั้งๆ ที่ 51 ล้าน 5 แสนบาทน้อยกว่า 119 ล้าน 5 แสนบาทถึง 68 ล้านบาท!
.
(3) เหตุผลของ ปปช. ประการที่ 3 คือ หลังจากดำเนินการขายที่และยุติข้อพิพาทแล้ว คุณศักดิ์สยามได้มีหนังสือขอ “ปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินให้เป็นปัจจุบัน (ทุกบัญชี)” โดยเพิ่มเติมรายการค่าที่ดิน 51 ล้าน 5 แสนบาทเข้าไป (คำชี้แจง ปปช. หน้า 3 และ 4)
.
คำถามคือ บัญชีทรัพย์สินขอปรับปรุง “ให้เป็นปัจจุบัน” ได้อย่างไร? บัญชีทรัพย์สินต้องถูกต้องตรงความจริงขณะที่ยื่น ไม่ว่าจะตอนเข้ารับตำแหน่งหรือตอนพ้นตำแหน่ง ถ้าขอปรับปรุง “ให้เป็นปัจจุบัน” ได้ ก็คือการปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินย้อนหลังได้ แล้วการแสดงบัญชีทรัพย์สินจะใช้ในการตรวจสอบการเพิ่มขึ้นผิดปกติได้อย่างไร?
.
แม้เหตุผลจะประหลาดในทางกฎหมายและฟังไม่ขึ้น แต่ก็เป็นสิทธิของคุณศักดิ์สยามที่จะชี้แจงแสดงเหตุผลว่าตนเองไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน ปัญหาคือ ปปช. ทำไมรับฟังเหตุผลแบบนี้ และเชื่อทุกอย่างจนสรุปว่า “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน”?
มติ ปปช. โดยเหตุผลเช่นนี้ ได้นำมาสู่บรรทัดฐานใหม่คือ การให้คนอื่นถือหุ้นแทน ปปช. ไม่ถือว่ามีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน! ซึ่งนี่เป็นบรรทัดฐานที่มีปัญหาแน่นอนครับ
JJNY : ‘นิด้าโพล’สำรวจความคิดเห็น│ปริญญา ชำแหละยิบ 3 ข้อ ปปช.│รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครน ดับอย่างน้อย 7│เตือนพายุฤดูร้อน
https://www.dailynews.co.th/news/5812550/
.
.
ประชาชนส่วนใหญ่ขานรับนโยบายอุดหนุนค่าน้ำมันและดอกเบี้ยคนละครึ่งช่วยเกษตรกรว่าเหมาะสมดีแล้ว ขณะที่เสียงสะท้อนส่วนใหญ่ระบุการเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 400 บาท ยังไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ
.
เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 – 21 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง
.
เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการช่วยค่าครองชีพของรัฐบาล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่าง โดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่าง แบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนด ค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อ “มาตรการช่วยค่าครองชีพ” สำหรับประชาชน ภาคการเกษตรและภาคการขนส่ง ภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า
1. โครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับภาคการเกษตร ไม่เกิน 100,000 บาท โดยประชาชน จ่ายดอกเบี้ย 3% และรัฐจ่ายให้ 3% ตัวอย่าง ร้อยละ 71.30 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.43 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 8.09 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 6.18 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
2. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถสองแถว ใน กทม./รถมินิบัส รถตู้โดยสาร ใน กทม. และจังหวัดต่อเนื่องเหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 68.78 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.27 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 10.92 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 6.03 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
3. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทมินิบัสหรือรถตู้โดยสาร เหมาจ่าย 3,600 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 66.87 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 16.49 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 8.78 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 7.86 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
4. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทรถบัสเหมาจ่าย 5,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 65.50 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.12 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 12.44 ระบุว่า น้อยเกินไป และร้อยละ 7.94 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
5. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก น้อยกว่า 10 ล้อ (รวมรถกระบะ) เหมาจ่าย 3,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 65.26 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 22.37 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 7.18 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 5.19 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
6. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถแท็กซี่ ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 64.12 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 15.73 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 13.20 ระบุว่า น้อยเกินไป และร้อยละ 6.95 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
7.อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางระหว่างจังหวัด (กทม. – จังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 700 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 63.89 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 22.98 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.87 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 6.26 ระบุว่า มากเกินไป
.
8. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป เหมาจ่าย 6,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 62.51 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 18.17 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 11.76 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 7.56 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
9. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะเหมาจ่าย 842 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 62.14 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 27.79 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.02 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 4.05 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
.
10. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางข้ามจังหวัด (ระหว่างจังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 500 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 59.85 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 27.63 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 5.80 ระบุว่า มากเกินไป
.
11. ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ในการติดตั้งระบบ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV ตัวอย่าง ร้อยละ 56.49 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 19.92 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 14.35 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 9.24 ระบุว่า น้อยเกินไป
.
12. เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท เป็น 400 บาท ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. – 12 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 54.27 ระบุว่า น้อยเกินไป รองลงมา ร้อยละ 39.09 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว ร้อยละ 5.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ ไม่ทราบ และร้อยละ 1.60 ระบุว่า มากเกินไป
.
.
ปริญญา ชำแหละยิบ 3 ข้อ ปปช.แจงเหตุ ยกฟ้องศักดิ์สยาม ยันแปลกประหลาดในทางกม.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5692129
.
ปริญญา ชำแหละยิบ 3 ข้อ ปปช.แจงเหตุ ยกฟ้องศักดิ์สยาม สุดแปลกประหลาดในทางกม.
.
เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง [ คำชี้แจง ปปช. ที่ยกคำร้องศักดิ์สยามฟังขึ้นหรือไม่ และไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจริงหรือ? ] แสดงความคิดเห็น
.
คำชี้แจงของ ปปช. ยาว 5 หน้าเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ว่าทำไมจึงเห็นว่าคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน” และจึงมีมติยกคำร้อง (ยกคำร้องตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 แต่ ปปช. ไม่ได้แถลง) แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วว่า คุณศักดิ์สยามให้คนถือหุ้นแทน เป็นคำวินิจฉัยที่ฟังขึ้นหรือไม่? หรือยิ่งชี้แจงแล้วยิ่งหนักกว่าเดิม? มีประเด็นที่สำคัญที่สุดดังนี้ครับ
.
1. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 1/2567 (17 มกราคม 2567) สรุปว่า “ผู้ถูกร้องยังคงไว้ซึ่งความเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมี นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นผู้ถือหุ้นแทนผู้ถูกร้องมาโดยตลอด อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่น“ ซึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ผู้ถูกร้องคือคุณศักดิ์สยามจึงพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี (ดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในภาพประกอบ)
.
2. คำชี้แจงในวันนี้ของ ปปช. คือ ข้อเท็จจริงที่ ปปช. ได้วินิจฉัยและมีมติว่า คุณศักดิ์สยาม “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน” นั้น ”เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย” มติ ปปช. ”จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ“ (คำชี้แจง ปปช. หน้า 4 ย่อหน้าสอง)
.
คำถามคือ ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้แล้วว่าคุณศักดิ์สยามเป็นผู้เจ้าของหุ้น 119 ล้าน 5 แสนบาทตัวจริง โดยคุณศุภวัฒน์ “เป็นผู้ถือหุ้นแทน” ทำไม ปปช. จึงเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็น? เพราะการให้คนอื่นถือหุ้นแทนก็คือการปกปิดบัญชีทรัพย์สินมิใช่หรือ? โดยให้คนอื่นถือแทนก็ย่อมแสดงเจตนาปกปิดอยู่แล้ว ทำไม ปปช. จึงเห็นว่า “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน”?
.
กรณีที่พ้นตำแหน่งเพราะถือหุ้น แล้วไม่มีเจตนาในการปกปิดทรัพย์สิน จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ ทรัพย์สินที่ทำให้พ้นตำแหน่งนั้นเป็นทรัพย์สินในชื่อตัวเองแต่หลงลืมหรือตกหล่นไม่ได้แจ้ง แต่กรณีนี้คือทรัพย์สินตนเองที่ให้คนอื่นถือแทน การให้คนอื่นถือแทนนั้นเป็นการปกปิดทรัพย์สินโดยเจตนาอยู่ในตัวดังที่ได้กล่าวไป แล้ว มติ ปปช. นี้จะไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร?
.
3. ที่สำคัญเหตุผลที่ ปปช. นำมาชี้แจงว่า คุณศักดิ์สยาม “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน” ซึ่งสรุปได้ 3 ข้อเป็นเหตุผลที่ผมเห็นว่าแปลกประหลาดในทางกฎหมาย ดังนี้คือ
.
(1) เหตุผลแรก ปปช. ชี้แจงว่า คุณศักดิ์สยาม “เข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้น” และไม่ปรากฏว่าคุณศักดิ์สยาม “เข้าไปดำเนินการใดๆ ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว” ปปช. จึงเชื่อว่าไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน (คำชี้แจง ปปช. หน้า 4)
.
การให้คนอื่นถือหุ้นแทนก็ต้องโอนให้อยู่แล้ว และเมื่อโอนให้แล้วก็ต้องให้คนถือหุ้นแทนดำเนินการใดๆ ให้ ปปช. รับฟังเหตุผลเช่นนี้ ปปช. รับฟังจนเอามาสรุปว่าไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินได้อย่างไร? และที่สำคัญในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ไปแล้วว่าการโอนหุ้นเป็นการให้คนรับโอนถือหุ้นแทน!
.
(2) เหตุผลที่สอง คุณศักดิ์สยามชี้แจง ปปช. ว่าคุณศุภวัฒน์ “ไม่ดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” คุณศักดิ์สยามจึงไปฟ้องศาลแพ่ง (ศาลนนทบุรี) บังคับให้นายศุภวัฒน์โอนเงินลงหุ้นใน หจก. บุรีเจริญคนสตรัคชั่น จำนวน 119 ล้าน 5 แสนบาทคืนให้ตน แต่ต่อมาในชั้นศาลอุทธรณ์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยนายศักดิ์สยามไม่ติดใจเรียกร้องเงินจำนวนนี้ โดยแลกกันกับคุณศุภวัฒน์รับซื้อที่ดินของคุณศักดิ์สยามจำนวน 323 ไร่ ในราคา 51 ล้าน 5 แสนบาท “เพื่อยุติข้อพิพาท” (คำชี้แจง ปปช. หน้า 2 และ 3)
.
เหตุผลนี้ประหลาดมาก เพราะศาลรัฐธรรมนูญมิได้วินิจฉัยให้คุณศุภวัฒน์โอนหุ้นหรือเงินลงหุ้นคืนให้คุณศักดิ์สยาม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคุณศักดิ์สยามพ้นตำแหน่งเพราะยังถือหุ้นใน หจก. บุรีเจริญฯ การที่คุณศุภวัฒน์จะโอนหุ้นคืนให้หรือไม่ มิได้มีผลต่อข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญสรุปว่าคุณศักดิ์สยามให้คุณศุภวัฒน์ถือหุ้นแทนขณะเป็นรัฐมนตรีแต่ประการใดเลย
.
แล้วที่ประหลาดกว่าคือ คุณศักดิ์สยาม “ไม่ติดใจ” ที่คุณศุภวัฒน์ไม่โอนหุ้น 119 ล้าน 5 แสนบาทคืนให้ เพราะคุณศุภวัฒน์ตกลงซื้อที่ดินคุณศักดิ์สยามในราคา 51 ล้าน 5 แสนบาทเพื่อชดเชยกัน ทั้งๆ ที่ 51 ล้าน 5 แสนบาทน้อยกว่า 119 ล้าน 5 แสนบาทถึง 68 ล้านบาท!
.
(3) เหตุผลของ ปปช. ประการที่ 3 คือ หลังจากดำเนินการขายที่และยุติข้อพิพาทแล้ว คุณศักดิ์สยามได้มีหนังสือขอ “ปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินให้เป็นปัจจุบัน (ทุกบัญชี)” โดยเพิ่มเติมรายการค่าที่ดิน 51 ล้าน 5 แสนบาทเข้าไป (คำชี้แจง ปปช. หน้า 3 และ 4)
.
คำถามคือ บัญชีทรัพย์สินขอปรับปรุง “ให้เป็นปัจจุบัน” ได้อย่างไร? บัญชีทรัพย์สินต้องถูกต้องตรงความจริงขณะที่ยื่น ไม่ว่าจะตอนเข้ารับตำแหน่งหรือตอนพ้นตำแหน่ง ถ้าขอปรับปรุง “ให้เป็นปัจจุบัน” ได้ ก็คือการปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินย้อนหลังได้ แล้วการแสดงบัญชีทรัพย์สินจะใช้ในการตรวจสอบการเพิ่มขึ้นผิดปกติได้อย่างไร?
.
แม้เหตุผลจะประหลาดในทางกฎหมายและฟังไม่ขึ้น แต่ก็เป็นสิทธิของคุณศักดิ์สยามที่จะชี้แจงแสดงเหตุผลว่าตนเองไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน ปัญหาคือ ปปช. ทำไมรับฟังเหตุผลแบบนี้ และเชื่อทุกอย่างจนสรุปว่า “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน”?
มติ ปปช. โดยเหตุผลเช่นนี้ ได้นำมาสู่บรรทัดฐานใหม่คือ การให้คนอื่นถือหุ้นแทน ปปช. ไม่ถือว่ามีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน! ซึ่งนี่เป็นบรรทัดฐานที่มีปัญหาแน่นอนครับ