ข้าวผัดรถไฟ สีน้ำตาลหรือสีชมพู แล้วมันรถไฟขบวนไหนกันแน่?
เมื่อพูดถึงเมนู ‘ข้าวผัดรถไฟ’ เรามักจะนึกถึงข้าวผัดเม็ดร่วนหอมกลิ่นกระทะ ใส่หมูชิ้น ไข่ ผักคะน้า บ้างก็เพิ่มมะเขือเทศ และที่สำคัญก็คือข้าวผัดมีสีน้ำตาลเข้มจากการใส่ซีอิ๊วดำหรือบางแห่งก็มีสีแดงชมพูจากซอสมะเขือเทศเข้มข้น เสริฟ์กับไข่ดาวทอดเกรียมๆ ซึ่งปัจจุบันร้านอาหารไทยร่วมสมัยมักจะมีเมนู ‘ข้าวผัดรถไฟ’
.
หรือที่บางร้านก็เรียกว่า ‘ข้าวผัดโบราณ’ ไว้ติดร้านให้คนรุ่นใหม่ได้ลองกินกัน คำถามก็คือมันเกี่ยวกับรถไฟยังไง รถไฟขบวนไหน โบราณแค่ไหน แล้วทำไมบางร้านถึงมีสีน้ำตาลบางร้านก็ออกสีชมพู

คำตอบก็คือมันเกี่ยวกับรถไฟโดยตรงและมันก็เกิดขึ้นร่วมๆ 90 ปีมาแล้ว เรียกได้ว่ายาวนานเคียงข้างประวัติศาสตร์ร้อยกว่าปีของรถไฟไทยเลยทีเดียว ส่วนคำถามที่ว่าแล้วมันหมายถึงรถไฟขบวนไหน
.
คำตอบน่าจะเป็นรถไฟสายธนบุรี (บางกอกน้อย-หัวหิน) โดยตำนานข้าวผัดรถไฟ ผูกพันกับเส้นทางเดินรถไฟจากบางกอกน้อยถึงหัวหินอย่างเหนียวแน่น หลังจากหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ อย่างหัวหินมีเส้นทางสายใต้พาดผ่าน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2454 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อจากเพชรบุรีลงมา การก่อสร้างดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งแล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมระยะทางจากสถานีธนบุรีถึงหัวหิน 212.95 กิโลเมตร
.
พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง เมื่อมีโอกาสได้ทอดพระเนตรหมู่บ้านชายทะเลหัวหิน ก็เกิดชอบใจในหาดทรายสีขาวสวย จึงทรงชักชวนพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก ซื้อและจับจองที่ดินชายทะเลหัวหินไว้เป็นที่พักผ่อนตากอากาศ หัวหินจึงกลายเป็นที่นิยมสำหรับการพักผ่อนของชนชั้นสูงอย่างรวดเร็วตั้งแต่นั้นมา
.
ความนิยมในเมืองตากอากาศอย่างหัวหินเพิ่มมากขึ้น กระทั่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ดำเนินการสร้างโรงแรมแบบยุโรปสไตล์โคโลเนียล ทรงมะนิลา โดยใช้ไม้สักทั้งหลังเรียกว่า ‘โรงแรมรถไฟ’ ขึ้นที่ริมหาดหัวหิน และให้ เอ รีกาซซี สถาปนิกชาวอิตาเลียนประจำกรมรถไฟหลวงเป็นผู้ออกแบบ โดยให้สร้างสนามเทนนิสกับสนามกอล์ฟไปพร้อมๆ กัน เริ่มก่อสร้างในปี 2464 แล้วเสร็จเปิดทำการในวันที่ 1 มกราคม 2465 นับเป็นโรงแรมที่หรูหราที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย
.
ด้วยระยะทาง 212.95 กิโลเมตร จากธนบุรีถึงหัวหินในสมัยนั้นกินเวลายาวนานถึง 5 ชั่วโมง ทำให้กรมรถไฟหลวงจัดบริการตู้รถขายอาหารซึ่งมีที่นั่งสำหรับนั่งรับประทานอาหารพ่วงกับขบวนรถโดยสาร จัดบริการในรถเสบียง กำหนดมาตรฐานการบริการให้คล้ายคลึงกับการบริการในรถเสบียงของต่างประเทศ เนื่องจากผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นผู้มีฐานะดี ซึ่งนิยมไปตากอากาศและตีกอล์ฟในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ รายการอาหารก็จะเน้นหนักไปทางอาหารฝรั่งซึ่งต้องนั่งรับประทานให้เรียบร้อย เนื่องด้วยมีอุปกรณ์บนโต๊ะมากมาย ส่วนอาหารไทยจะจัดใส่ถาดเป็นชุดและนำไปให้ถึงที่นั่ง ซึ่งอาหารไทยที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในยุคนั้น ต้องยกให้ ‘ข้าวผัดรถไฟ’ กินคู่กับ ‘ยำเนื้อรถไฟ’ แล้วรสชาติส่งเสริมกันพอดี เมนูคู่นี้จึงกลายเป็นตำนานอาหารจานพิเศษมาตั้งแต่นั้น
.
ต่อมาเมนูข้าวผัดรถไฟก็ได้รับความนิยมมากขึ้น มีการพัฒนาสูตรและเพิ่มวัตถุดิบราคาสูง ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด เช่น เนย กุนเชียง ถั่วลันเตา ซอสมะเขือเทศ อาหารจานนี้จึงไม่ใช่อาหารธรรมดาที่หากินได้ทั่วไปเหมือนทุกวันนี้ และนั่นก็ทำให้ ‘ข้าวผัดรถไฟ’ มีวิวัฒนาการแตกออกเป็นอีกสูตร คือสูตรสีแดงที่ได้จากซอสมะเขือเทศเข้มข้น
.
ในนิตยสาร ‘อาหาร ภัตตาคาร โรงแรม’ เดือนเมษายน 2527 ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ผู้ให้กำเนิด ‘เชลล์ชวนชิม’ ได้เขียนบทความชื่อว่า ‘ข้าวผัดรถไฟ’ พาดหัวประกอบว่า “ข้าวผัดรถไฟที่แสนอร่อยนั้น ต้องใส่ซ้อสมะเขือเทศสีแดงแช้ด แตงกวา พริกชี้ฟ้า ต้นหอม อย่าขาดเป็นอันขาด” โดยส่วนหนึ่งในบทความระบุว่า “สำหรับข้อท้วงติงนั้น ผมได้บอกผ่านทางรายการวิทยุไปแล้ว เชื่อว่าตอนนั้นคงกำลังฟังอยู่ เอกลักษณ์ของข้าวผัดรถไฟนั้น ต้องผัดข้าวกับมะเขือเทศบด หรือที่เขาเรียกว่า ซ้อสมะเขือเทศเข้มข้น หรือภาษาฝรั่งเรียกว่า โทเมโต เพสต์ อันนี้ไม่ใช่แคชชัพ ไม่ใช่ซ้อสมะเขือเทศที่เราใส่ไข่ดาว แฮมเบอร์เกอร์อะไรพวกนี้ แต่เป็นมะเขือเทศบด บรรจุในกระป๋องเล็ก ๆ เรียกว่าซ้อสมะเขือเทศเข้มข้น ตามธรรมดาแล้วเขาจะใช้สีของมะเขือเทศ ไม่ใช้สีผสมอาหาร แต่สมัยผมยังเด็ก ๆ นั้น เขาใช้สีผสมอาหารไปด้วย” และยังปิดท้ายด้วยว่า “อยากอนุรักษ์ไม่ให้ข้าวผัดรถไฟหายไป”
.
นี่จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมข้าวผัดอายุร่วมศตวรรษที่มาพร้อมการเดินทางของรถไฟจึงมีทั้งสองแบบ บ้างน้ำตาล บ้างก็อมชมพู แต่ไม่ว่าจะแบบไหนก็อร่อยและสะท้อนประวัติศาสตร์ของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
.
ที่มา : SAUCEเรื่องราวกินได้
ข้าวผัดรถไฟ สีน้ำตาลหรือสีชมพู
เมื่อพูดถึงเมนู ‘ข้าวผัดรถไฟ’ เรามักจะนึกถึงข้าวผัดเม็ดร่วนหอมกลิ่นกระทะ ใส่หมูชิ้น ไข่ ผักคะน้า บ้างก็เพิ่มมะเขือเทศ และที่สำคัญก็คือข้าวผัดมีสีน้ำตาลเข้มจากการใส่ซีอิ๊วดำหรือบางแห่งก็มีสีแดงชมพูจากซอสมะเขือเทศเข้มข้น เสริฟ์กับไข่ดาวทอดเกรียมๆ ซึ่งปัจจุบันร้านอาหารไทยร่วมสมัยมักจะมีเมนู ‘ข้าวผัดรถไฟ’
.
หรือที่บางร้านก็เรียกว่า ‘ข้าวผัดโบราณ’ ไว้ติดร้านให้คนรุ่นใหม่ได้ลองกินกัน คำถามก็คือมันเกี่ยวกับรถไฟยังไง รถไฟขบวนไหน โบราณแค่ไหน แล้วทำไมบางร้านถึงมีสีน้ำตาลบางร้านก็ออกสีชมพู
คำตอบก็คือมันเกี่ยวกับรถไฟโดยตรงและมันก็เกิดขึ้นร่วมๆ 90 ปีมาแล้ว เรียกได้ว่ายาวนานเคียงข้างประวัติศาสตร์ร้อยกว่าปีของรถไฟไทยเลยทีเดียว ส่วนคำถามที่ว่าแล้วมันหมายถึงรถไฟขบวนไหน
.
คำตอบน่าจะเป็นรถไฟสายธนบุรี (บางกอกน้อย-หัวหิน) โดยตำนานข้าวผัดรถไฟ ผูกพันกับเส้นทางเดินรถไฟจากบางกอกน้อยถึงหัวหินอย่างเหนียวแน่น หลังจากหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ อย่างหัวหินมีเส้นทางสายใต้พาดผ่าน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2454 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อจากเพชรบุรีลงมา การก่อสร้างดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งแล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมระยะทางจากสถานีธนบุรีถึงหัวหิน 212.95 กิโลเมตร
.
พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง เมื่อมีโอกาสได้ทอดพระเนตรหมู่บ้านชายทะเลหัวหิน ก็เกิดชอบใจในหาดทรายสีขาวสวย จึงทรงชักชวนพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก ซื้อและจับจองที่ดินชายทะเลหัวหินไว้เป็นที่พักผ่อนตากอากาศ หัวหินจึงกลายเป็นที่นิยมสำหรับการพักผ่อนของชนชั้นสูงอย่างรวดเร็วตั้งแต่นั้นมา
.
ความนิยมในเมืองตากอากาศอย่างหัวหินเพิ่มมากขึ้น กระทั่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ดำเนินการสร้างโรงแรมแบบยุโรปสไตล์โคโลเนียล ทรงมะนิลา โดยใช้ไม้สักทั้งหลังเรียกว่า ‘โรงแรมรถไฟ’ ขึ้นที่ริมหาดหัวหิน และให้ เอ รีกาซซี สถาปนิกชาวอิตาเลียนประจำกรมรถไฟหลวงเป็นผู้ออกแบบ โดยให้สร้างสนามเทนนิสกับสนามกอล์ฟไปพร้อมๆ กัน เริ่มก่อสร้างในปี 2464 แล้วเสร็จเปิดทำการในวันที่ 1 มกราคม 2465 นับเป็นโรงแรมที่หรูหราที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย
.
ด้วยระยะทาง 212.95 กิโลเมตร จากธนบุรีถึงหัวหินในสมัยนั้นกินเวลายาวนานถึง 5 ชั่วโมง ทำให้กรมรถไฟหลวงจัดบริการตู้รถขายอาหารซึ่งมีที่นั่งสำหรับนั่งรับประทานอาหารพ่วงกับขบวนรถโดยสาร จัดบริการในรถเสบียง กำหนดมาตรฐานการบริการให้คล้ายคลึงกับการบริการในรถเสบียงของต่างประเทศ เนื่องจากผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นผู้มีฐานะดี ซึ่งนิยมไปตากอากาศและตีกอล์ฟในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ รายการอาหารก็จะเน้นหนักไปทางอาหารฝรั่งซึ่งต้องนั่งรับประทานให้เรียบร้อย เนื่องด้วยมีอุปกรณ์บนโต๊ะมากมาย ส่วนอาหารไทยจะจัดใส่ถาดเป็นชุดและนำไปให้ถึงที่นั่ง ซึ่งอาหารไทยที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในยุคนั้น ต้องยกให้ ‘ข้าวผัดรถไฟ’ กินคู่กับ ‘ยำเนื้อรถไฟ’ แล้วรสชาติส่งเสริมกันพอดี เมนูคู่นี้จึงกลายเป็นตำนานอาหารจานพิเศษมาตั้งแต่นั้น
.
ต่อมาเมนูข้าวผัดรถไฟก็ได้รับความนิยมมากขึ้น มีการพัฒนาสูตรและเพิ่มวัตถุดิบราคาสูง ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด เช่น เนย กุนเชียง ถั่วลันเตา ซอสมะเขือเทศ อาหารจานนี้จึงไม่ใช่อาหารธรรมดาที่หากินได้ทั่วไปเหมือนทุกวันนี้ และนั่นก็ทำให้ ‘ข้าวผัดรถไฟ’ มีวิวัฒนาการแตกออกเป็นอีกสูตร คือสูตรสีแดงที่ได้จากซอสมะเขือเทศเข้มข้น
.
ในนิตยสาร ‘อาหาร ภัตตาคาร โรงแรม’ เดือนเมษายน 2527 ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ผู้ให้กำเนิด ‘เชลล์ชวนชิม’ ได้เขียนบทความชื่อว่า ‘ข้าวผัดรถไฟ’ พาดหัวประกอบว่า “ข้าวผัดรถไฟที่แสนอร่อยนั้น ต้องใส่ซ้อสมะเขือเทศสีแดงแช้ด แตงกวา พริกชี้ฟ้า ต้นหอม อย่าขาดเป็นอันขาด” โดยส่วนหนึ่งในบทความระบุว่า “สำหรับข้อท้วงติงนั้น ผมได้บอกผ่านทางรายการวิทยุไปแล้ว เชื่อว่าตอนนั้นคงกำลังฟังอยู่ เอกลักษณ์ของข้าวผัดรถไฟนั้น ต้องผัดข้าวกับมะเขือเทศบด หรือที่เขาเรียกว่า ซ้อสมะเขือเทศเข้มข้น หรือภาษาฝรั่งเรียกว่า โทเมโต เพสต์ อันนี้ไม่ใช่แคชชัพ ไม่ใช่ซ้อสมะเขือเทศที่เราใส่ไข่ดาว แฮมเบอร์เกอร์อะไรพวกนี้ แต่เป็นมะเขือเทศบด บรรจุในกระป๋องเล็ก ๆ เรียกว่าซ้อสมะเขือเทศเข้มข้น ตามธรรมดาแล้วเขาจะใช้สีของมะเขือเทศ ไม่ใช้สีผสมอาหาร แต่สมัยผมยังเด็ก ๆ นั้น เขาใช้สีผสมอาหารไปด้วย” และยังปิดท้ายด้วยว่า “อยากอนุรักษ์ไม่ให้ข้าวผัดรถไฟหายไป”
.
นี่จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมข้าวผัดอายุร่วมศตวรรษที่มาพร้อมการเดินทางของรถไฟจึงมีทั้งสองแบบ บ้างน้ำตาล บ้างก็อมชมพู แต่ไม่ว่าจะแบบไหนก็อร่อยและสะท้อนประวัติศาสตร์ของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
.
ที่มา : SAUCEเรื่องราวกินได้