อิสราเอลกับสหรัฐฯใช้แผนผสมผสานเทคโนโลยี HAARP ซ่อนการควบคุมชั้นบรรยากาศ
(High-Frequency Active Auroral Research Program) เป็นประเด็นยอดฮิตของทฤษฎีสมคบคิดเสมอมา แม้ในทางวิทยาศาสตร์กระแสหลักจะบอกว่าเป็นเพียงเครื่องส่งคลื่นวิทยุความถี่สูงเพื่อศึกษาชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere) แต่หลายฝ่ายก็ยังกังวลว่าคลื่นความร้อนระดับสูงนี้อาจส่งผลต่อกระแสน้ำในอากาศ (Jet Stream) ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางพายุได้
กรณีของอิหร่านปี 2018 และ Rain Shadow Effect
ในทางอุตุนิยมวิทยา มีปรากฏการณ์ Rain Shadow (พื้นที่อับฝน) ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ความสงสัยของอิหร่านเกิดจากข้อมูลดาวเทียมที่พบว่าเมฆที่เคลื่อนตัวเข้าหาอิหร่านมักจะ "สลายตัว" หรือ "ฝนหมด" ทันทีที่ข้ามพรมแดน ซึ่งฝ่ายอิหร่านเชื่อว่านี่คือผลจากการทำ Cloud Seeding (ฝนเทียม) ในพื้นที่ต้นลมโดยประเทศเพื่อนบ้านหรือเทคโนโลยีลึกลับเพื่อดึงความชื้นออกไปก่อน
ความเป็นไปได้ในปัจจุบัน แม้ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นเรื่องของความแห้งแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) สหรัฐฯ และพันธมิตรมีงบประมาณมหาศาลในด้าน Black Projects (โครงการลับที่ไม่เปิดเผยงบ)
การใช้ "สภาพอากาศ" เป็นอาวุธ (Weather Warfare) เป็นสิ่งที่ได้เปรียบมาก เพราะตรวจจับผู้กระทำผิดได้ยากกว่าการใช้ขีปนาวุธ และไม่มีร่องรอยการโจมตีที่ชัดเจน
แม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ "เปิดเผย" ว่าสามารถควบคุมเมฆได้อย่างเบ็ดเสร็จในระดับรัฐต่อรัฐ แต่ประวัติศาสตร์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเรดาร์และเลเซอร์ในปัจจุบัน ก็ทำให้ข้อสงสัยนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างมากในเชิง ภูมิรัฐศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ชั้นบรรยากาศ
โดยเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเคยออกมากล่าวหาเรื่อง "การขโมยเมฆ" ในปี 2018 จริง ๆ
และในประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นจริง (Operation Popeye) สหรัฐฯ เคยใช้สภาพอากาศเป็นอาวุธจริงในช่วงสงครามเวียดนาม (ปี 1967-1972) ภายใต้รหัส Operation Popeyeโดยการโปรยสารเคมีเพื่อให้ฝนตกหนักกว่าปกติในเส้นทางโฮจิมินห์เพื่อตัดการส่งกำลังบำรุง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่การทำอนุสัญญา ENMODในปี 1978 ที่ห้ามใช้เทคนิคการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อจุดประสงค์ทางการทหาร
https://youtu.be/hekSpf-IjQw?si=hQm36wkofDiWqnJ6
อิสราเอลกับสหรัฐฯใช้แผนผสมผสานเทคโนโลยี HAARP ซ่อนการควบคุมชั้นบรรยากาศประเทศอิหร่าน
(High-Frequency Active Auroral Research Program) เป็นประเด็นยอดฮิตของทฤษฎีสมคบคิดเสมอมา แม้ในทางวิทยาศาสตร์กระแสหลักจะบอกว่าเป็นเพียงเครื่องส่งคลื่นวิทยุความถี่สูงเพื่อศึกษาชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere) แต่หลายฝ่ายก็ยังกังวลว่าคลื่นความร้อนระดับสูงนี้อาจส่งผลต่อกระแสน้ำในอากาศ (Jet Stream) ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางพายุได้
กรณีของอิหร่านปี 2018 และ Rain Shadow Effect
ในทางอุตุนิยมวิทยา มีปรากฏการณ์ Rain Shadow (พื้นที่อับฝน) ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ความสงสัยของอิหร่านเกิดจากข้อมูลดาวเทียมที่พบว่าเมฆที่เคลื่อนตัวเข้าหาอิหร่านมักจะ "สลายตัว" หรือ "ฝนหมด" ทันทีที่ข้ามพรมแดน ซึ่งฝ่ายอิหร่านเชื่อว่านี่คือผลจากการทำ Cloud Seeding (ฝนเทียม) ในพื้นที่ต้นลมโดยประเทศเพื่อนบ้านหรือเทคโนโลยีลึกลับเพื่อดึงความชื้นออกไปก่อน
ความเป็นไปได้ในปัจจุบัน แม้ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นเรื่องของความแห้งแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) สหรัฐฯ และพันธมิตรมีงบประมาณมหาศาลในด้าน Black Projects (โครงการลับที่ไม่เปิดเผยงบ)
การใช้ "สภาพอากาศ" เป็นอาวุธ (Weather Warfare) เป็นสิ่งที่ได้เปรียบมาก เพราะตรวจจับผู้กระทำผิดได้ยากกว่าการใช้ขีปนาวุธ และไม่มีร่องรอยการโจมตีที่ชัดเจน
แม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ "เปิดเผย" ว่าสามารถควบคุมเมฆได้อย่างเบ็ดเสร็จในระดับรัฐต่อรัฐ แต่ประวัติศาสตร์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเรดาร์และเลเซอร์ในปัจจุบัน ก็ทำให้ข้อสงสัยนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างมากในเชิง ภูมิรัฐศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ชั้นบรรยากาศ
โดยเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเคยออกมากล่าวหาเรื่อง "การขโมยเมฆ" ในปี 2018 จริง ๆ
และในประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นจริง (Operation Popeye) สหรัฐฯ เคยใช้สภาพอากาศเป็นอาวุธจริงในช่วงสงครามเวียดนาม (ปี 1967-1972) ภายใต้รหัส Operation Popeyeโดยการโปรยสารเคมีเพื่อให้ฝนตกหนักกว่าปกติในเส้นทางโฮจิมินห์เพื่อตัดการส่งกำลังบำรุง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่การทำอนุสัญญา ENMODในปี 1978 ที่ห้ามใช้เทคนิคการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อจุดประสงค์ทางการทหาร
https://youtu.be/hekSpf-IjQw?si=hQm36wkofDiWqnJ6