ตามที่วิเคราะห์นำเสนอแก่กัน เชิญชวนพิจารณาตามหลักกาลามสูตรกันไปครับ
(อ่านอย่างเดียวไม่ต้องร่วมคอมเมนต์ก็ได้ เพราะต้องการแค่นำเสนอให้ท่านได้อ่านอีกข้อมูลข้อวิเคราะห์หนึ่ง)
เนื่องจากผลปัจจัย(ผลกรรม)ของการเกิดในโลกปัจจุบัน นั้นเป็นโลกสุคติภูมิขั้นพื้นฐาน(มนุสสภูมิ) และเป็นโลกที่คาบเกี่ยวหรือเกี่ยวเนื่องมาจากโลกทุคติภูมิพื้นฐาน(เดรัจฉานภูมิ) ........ เหล่านี้จะยังไม่เอื้อให้แปลงร่างเป็นผู้วิเศษได้ !!
ซึ่งจะยังไม่อาจเทียบได้กับสุคติภูมิขั้นสูงเหล่านี้ที่เอื้อให้แปลงร่างเป็นผู้วิเศษได้อย่างยิ่ง ตามลำดับเช่น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้- โลกอสังขารภูมิ(ปรินิพพาน,อนัตตภูมิ,อนันตภูมิ,อนุตรภูมิ,โลกุตรภูมิ,ฯลฯ) ซึ่งเป็นผลปัจจัยโลกหน้าของอรหัตผล ย่อมมีศักยภาพแห่งกายผู้วิเศษขั้นอนันต์สิ้นเชิง เป็นไปได้เหนือเหตุผลหรือเหตุปัจจัยใดๆ เป็นอมตะสิ้นเชิงเหนือกาลเวลาใดๆ(อกาลิโก) ไม่ถูกจำกัดให้ต้องอยู่ภายใต้สังขารตัวตนหรืออัตภาพใดๆ(เป็นอนัตตภาพ,อนันตภาพ) พ้นสภาพทุกขังหรือขีดจำกัดทั้งปวง ฯลฯ
- โลกสังขารภูมิ(อวิญญาณภูมิ,อจินไตยภูมิ,มหิทธิภูมิ,ฯลฯ) ซึ่งเป็นผลปัจจัยโลกหน้าของอรหัตมรรค ย่อมมีศักยภาพแห่งกายผู้วิเศษขั้นเหนือวิญญาณหรือเหนือจินตนาการหรือเป็นอจินไตย หรือตามแต่การดำเนินทิฏฐิจิตใจโดยไม่ต้องมีอาการทางวิญญาณหรือสังกัปปะความนึกคิดให้เป็นทุกข์มากขึ้น แต่ทั้งหมดจะยังไม่ถึงขั้นอนันต์หรืออมตะสิ้นเชิง ฯลฯ
- โลกวิญญาณภูมิ(อรูปภูมิ) ซึ่งเป็นผลปัจจัยโลกหน้าของอนาคามิผล ย่อมมีศักยภาพแห่งกายผู้วิเศษได้ตามสังกัปปะความนึกคิดหรือจินตนาการใหม่ๆโดยอิสระ ไม่ต้องมาอยู่ในกรอบรูปภูมิภายในอันเป็นนามธรรมสิ่งคิดแนวคิดไว้ก่อนในใจ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม แม้การรับผลกรรมในโลกปัจจุบันจะไม่เอื้อให้แปลงร่างเป็นผู้วิเศษ แต่ในแง่การก่อเหตุก่อกรรมใหม่ในโลกภพภูมิใดๆนั้น ผู้พ้นสภาพขัดข้องหรือพ้นนัยยะหรือพ้นเนยยะ หรือเป็นวินัยยะ,วิเนยยะ,วินัย,เวไนย,วิปจิตัญญู ในโลกใดๆ ล้วนเอื้อให้
แปลงใจเป็นผู้วิเศษ(อริยบุคคล)ได้คล่องเสมอ
ทั้งนี้ผู้ที่แปลงใจเป็นผู้วิเศษได้คล่องสุดตามลำดับ คือ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้อุคฆติตัญญ ซึ่งเป็นตัวสัมมาทิฏฐิอันเป็น "เหตุ" ให้ "ต้อง" มีจิตใจเป็นผู้วิเศษเสมอ
* ขั้นสัมมาทิฏฐิเที่ยงแท้บริสุทธิ์สิ้นเชิงของผู้บรรลุอรหัตผลในโลกภพภูมิใดๆ โดยที่เนยยะหรืออบายภูมิในโลกพืช,โลกสัตว์,โลกนรกใดๆ,ฯลฯ ก็บรรลุอรหัตผลกันได้ ณ โลกกัปกัลป์ต่างๆ แม้บางภพภูมินั้นๆจะเป็นปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลยก็ตาม แต่ตราบที่มีสัจธรรมอันเป็นเหตุแห่งการพ้นกิเลสอวิชชาหรือสังขารจิตใจที่เป็นสัมมาทิฏฐิของชีวิตในภพภูมินั้นๆอย่างบริสุทธิ์จริงแท้ขั้นอนุตระ นั้นย่อมต้องนำพาสู่การบรรลุอรหัตผลโดยเที่ยงแท้เสมอ และขณะเดียวกันก็มีสัจธรรมอันเป็นเหตุให้ไม่มีทางบรรลุอรหัตผลอย่างเที่ยงแท้เช่นกันไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิที่เป็นปัจจัยเอื้ออำนวยเพียงใดก็ตาม ซึ่งคือกิเลสอวิชชาหรือสังขารจิตใจที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทั้งนี้ภพภูมิทั้งปวงในสังขารธรรมที่เป็นปัจจัยเอื้ออำนวยหรือไม่เอื้ออำนวยต่างๆนั้น จะไม่ได้ถึงขั้นเที่ยงแท้ตายตัวว่าใครอยู่ในภพภูมินั้นแล้วจะต้องบรรลุอรหัตผลอย่างเที่ยงแท้100% หรือใครอยู่ในภพภูมินี้แล้วจะต้องไม่มีทางบรรลุอรหัตผลโดยเที่ยงแท้100% ต้องขึ้นอยู่กับเหตุเป็นสำคัญนั่นเอง
* รองลงมาคือนิยตสัมมาทิฏฐิ ซึ่งก็คือนิยตโพธิสัตว์หรืออรหัตมรรคผู้ประเสริฐยิ่งใกล้เคียงอรหัตผล แม้บางชาติอาจมีผลปัจจัยหรือผลกรรมแต่ปางใดให้เกิดในอบายภูมิ แต่ก็จะมีเหตุจากสัมมาทิฏฐิติดตัวแบบเอาชนะพฤติกรรมตามธรรมชาติของโลกภพภูมินั้นๆได้อย่างเหลือเชื่อและหาได้ยากยิ่ง กรณีถ้าถึงขั้นบรรลุเป็นอรหัตผลในอัตภาพอบายภูมิ นั้นจะเป็นไปตามข้อแรกซึ่งเป็นลักษณะพระปัจเจกพุทธเจ้านั่นเอง เพราะรอบตัวย่อมเป็นสัตว์โลกอบายภูมิที่ยังไม่อาจเป็นเวไนยสัตว์ที่เรียนรู้ธรรมได้ชัดเจน
* รองลงมาคืออุคฆติตัญญูหรือสัมมาทิฏฐิอันเป็นอรหัตมรรคหรือโพธิสัตว์ผู้พยายามฝึกปฏิบัติพัฒนาทิฏฐิจิตใจหรือปฏิบัติภาวนามัย ทั่วไปในโลกทั้งปวง
* รองๆลงมาคืออุคฆติตัญญูผู้มีคุณสมบัติสัมมาทิฏฐิ(อริยบุคคลขั้นต้นขั้นกลางต่างๆ)ในโลกสุคติภูมิหรือโลกเวไนยสัตว์ใดๆ แต่การมีใจเป็นผู้วิเศษของสุคติภูมิเหล่านี้ ย่อมยังคล่องน้อยกว่าเนยยะหรือทุคติภูมิผู้เป็นอรหัตมรรคหรือโพธิสัตว์ในโลกใดๆนะ
วิปจิตัญญู ซึ่งพ้นสภาพขัดข้องแล้ว หรือเป็นวินัยยะ,วิเนยยะ,วินัย,เวไนย โดยจะเป็น "ปัจจัย" ที่ "เอื้อ" ให้แปลงใจเป็นผู้วิเศษได้คล่องแล้ว
* สุคติภูมิขั้นสูงสุดในสังขารธรรม(สังขารภูมิ,อจินไตยภูมิ) นั้นย่อมเป็นผลปัจจัยที่เอื้อให้แปลงใจเป็นผู้วิเศษได้คล่องกว่าภพภูมิอื่นเป็นธรรมดา และอย่างน้อยก็ควรต้องมีสัมมาทิฏฐิขั้นอรหัตมรรคของชาติที่แล้วติดตัวมา (ขอเพียงไม่มีเหตุเป็นอาการเหลิงหลงกิเลสอวิชชา,หรือสังขารจิตใจที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งย่อมเป็นสภาพของปทปรมะซ่อนฝังอยู่ในใจ)
* รองลงมาก็คือสุคติภูมิขั้นสูงอันเป็นวิญญาณภูมิ,รูปภูมิ,อายตนภูมิ,ฯลฯ ซึ่งจะเอื้อให้แปลงใจเป็นผู้วิเศษได้คล่องตามลำดับ (ขอเพียงไม่มีเหตุเป็นอาการเหลิงหลงกิเลสอวิชชา,หรือสังขารจิตใจที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งย่อมเป็นสภาพของปทปรมะซ่อนฝังอยู่ในใจ)
* ตัณหาภูมิ,อุปาทานภูมิ อันเป็นระดับมนุสสภูมิ เช่น ชาวบ้านรากหญ้าในโลกปัจจุบัน (ขอเพียงไม่มีเหตุเป็นอาการเหลิงหลงกิเลสอวิชชา,หรือสังขารจิตใจที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งย่อมเป็นสภาพของปทปรมะซ่อนฝังอยู่ในใจ)
เนยยะ หรือนัยยะซึ่งเป็นสภาพขัดข้อง โดยจะเป็น "ปัจจัย" ที่ "ไม่เอื้อ" ให้แปลงใจเป็นผู้วิเศษได้คล่อง
* ภวภูมิ(ภูมิแห่งภพภายในหรือภาวะจิตใจ)หรือคือเดรัจฉานภูมิขั้นสูงในโลกต่างๆ เช่น มนุษย์เด็กเล็ก มนุษย์พิการทางปัญญา สัตว์ขั้นสูงทั่วไปในโลกปัจจุบัน
* ชาติภูมิ(ภูมิแห่งชาติภายในหรือสัญชาตญาณ)หรือคือเดรัจฉานภูมิขั้นพื้นฐานในโลกต่างๆ เช่น บรรดาเซลล์,จุลินทรีย์,พืช,ผู้พิการทางปัญญาขั้นรุนแรง ในโลกปัจจุบัน
* มรณทุกขภูมิ(ภูมิแห่งทุกข์ภายในที่ต้องให้มรณาการสิ้นไปแต่ละขณะ) หรือคือทุคติภูมิอันยิ่งในโลกใดๆ แม้แต่สัญชาตญาณการดิ้นรนรอดพ้นทุกข์ยังเกิดได้ยากกับเขาเหล่านี้ เสริมตรงนี้หน่อยว่าทุคติภูมิอันยิ่งอาจรุนแรงกว่าที่เราคิดตรึกตรองกันเอาเองก็ได้ อาจเป็นสิ่งควรกลัวเกรงของจริงตามหลักหิริโอตัปปะที่พระพุทธเจ้าเน้นย้ำชี้สอน โดยที่ทุกข์สุดแสนเลวร้ายใดๆในโลกเราไม่อาจเทียบได้เลย ไม่ควรประมาทอย่างยิ่งต่อสิ่งเหล่านี้ครับ
ปทปรมะ ซึ่งเป็นตัวมิจฉาทิฏฐิ อันเป็น "เหตุ" ให้ "ต้อง" ไม่มีจิตใจเป็นผู้วิเศษเสมอ
นั่นคือในทุกอัตภาพภพภูมิใดก็ตาม หากสั่งสมหรือเหลิงหลงทิฏฐิจิตใจไม่ดีไม่งามอันเป็นมิจฉาทิฏฐิ ล้วนเป็นสภาพที่แปลงใจเป็นผู้วิเศษได้ยากสุดเสมอ
โดยอาจถึงขั้นสั่งสมเป็นมิจฉาทิฏฐิตัวพ่อตัวแม่(นิยตมิจฉาทิฏฐิ) ซึ่งเป็นการเหลิงหลงทิฏฐิไม่ดีไม่งามติดตัวอย่างเลวลึกและยาวนานข้ามกัปข้ามกัลป์ได้เลยทีเดียว ทั้งยังเป็นเหตุที่เลวบริสุทธิ์ชัดเจนจนเอาชนะผลปัจจัยเช่นเอาชนะพฤติกรรมที่ไร้เดียงสาตามธรรมชาติของภพภูมินั้นๆได้ หรือถ้าสมมุตินิยตมิจฉาทิฏฐิมาเกิดในโลกปัจจุบันก็จะมีศักยภาพของกริยาพฤติกรรมในทางร้ายผิดธรรมชาติอย่างเหลือเชื่อ ตั้งแต่เป็นทารกแล้ว !!
นิยตมิจฉาทิฏฐินั้น จะว่าไปแล้วก็หาได้ยากยิ่งเป็นอจินไตยเหมือนนิยตโพธิสัตว์ แต่ย่อมมีกันได้ในยุคกัปกัลป์ใดๆ และสามารถมาจากเราๆทุกคนได้ทั้งนั้น ถ้าสั่งสมทิฏฐิจิตใจไม่ดีไม่งามกันอย่างยิ่ง
โลกเราไม่เอื้อให้แปลงร่างเป็นผู้วิเศษได้ !! แต่อาจเอื้อให้เปลี่ยนแปลงจิตใจเป็นผู้วิเศษได้ หรือเปล่า ?
(อ่านอย่างเดียวไม่ต้องร่วมคอมเมนต์ก็ได้ เพราะต้องการแค่นำเสนอให้ท่านได้อ่านอีกข้อมูลข้อวิเคราะห์หนึ่ง)
เนื่องจากผลปัจจัย(ผลกรรม)ของการเกิดในโลกปัจจุบัน นั้นเป็นโลกสุคติภูมิขั้นพื้นฐาน(มนุสสภูมิ) และเป็นโลกที่คาบเกี่ยวหรือเกี่ยวเนื่องมาจากโลกทุคติภูมิพื้นฐาน(เดรัจฉานภูมิ) ........ เหล่านี้จะยังไม่เอื้อให้แปลงร่างเป็นผู้วิเศษได้ !!
ซึ่งจะยังไม่อาจเทียบได้กับสุคติภูมิขั้นสูงเหล่านี้ที่เอื้อให้แปลงร่างเป็นผู้วิเศษได้อย่างยิ่ง ตามลำดับเช่น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
อย่างไรก็ตาม แม้การรับผลกรรมในโลกปัจจุบันจะไม่เอื้อให้แปลงร่างเป็นผู้วิเศษ แต่ในแง่การก่อเหตุก่อกรรมใหม่ในโลกภพภูมิใดๆนั้น ผู้พ้นสภาพขัดข้องหรือพ้นนัยยะหรือพ้นเนยยะ หรือเป็นวินัยยะ,วิเนยยะ,วินัย,เวไนย,วิปจิตัญญู ในโลกใดๆ ล้วนเอื้อให้ แปลงใจเป็นผู้วิเศษ(อริยบุคคล)ได้คล่องเสมอ
ทั้งนี้ผู้ที่แปลงใจเป็นผู้วิเศษได้คล่องสุดตามลำดับ คือ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้