
- สิ่งที่ชอบหลังจากดูจบไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วจนเกือบลืมก็คือชื่อเรื่องและรูปภาพใน Poster นี่แหล่ะที่สะดุดตาจนทำให้ผมอยากกลับมาสัมผัสความสุนทรีย์ขององค์ประกอบศิลป์ที่ทั้งฉูดฉาดและทะยานยิ่งกว่าผลงานก่อนหน้าอย่าง
Daniel Isn’t Real (2019) ของผู้กำกับ Adam Egypt Mortimer โดยเฉพาะในแง่ของการต่อยอดวิสัยทัศน์ด้านเทคนิคแบบ
Cosmic Horror ชวนให้นึกถึงงานภาพสีม่วงอมชมพูที่มีลักษณะคล้ายกันกับเรื่อง
Mandy (2018) และ
Color Out of Space (2019) ซึ่งความหวือหวาที่ยกมานี้แม้คนละแนวแต่มันลงตัวกับโทนเรื่องในแบบ
Anti-Hero ผ่านการสำรวจชีวิตของคนธรรมดาที่มีพลังพิเศษซ่อนอยู่ในตัวด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่แปลกตาจึงให้อารมณ์เหมือนอ่าน Comics ที่ซ่อนปริศนาชวนให้ติดตามและค้นหาอย่างน่าสนใจ

- ตลอดความยาว 1 ชั่วโมง 21 นาที โดยรวมดูง่าย คลำปมที่ปูตามทางไว้ได้ไม่ยากเพราะ Timeline จะเล่าไปมาระหว่าง 2 มิติหลัก คือโลกมนุษย์และโลกเสมือนที่ชื่อ “โครเมี่ยม” ผ่านตัวละครอย่าง Max Fist บุรุษผู้ทรงพลังที่รับบทโดยเฮียยักษ์ Joe Manganiello โดยเหตุการณ์ส่วนใหญ่จะเอนไปฝั่งโลกมนุษย์มากกว่าเพราะปมสำคัญมันอยู่ในนี้ด้วยการเกริ่นปมผ่านงานภาพแบบ Visual Graphic ก่อนจะพาตัว Max วาร์ปมายังโลกมนุษย์อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นคนธรรมดาไร้ตัวตนในสังคมที่แทบไม่มีเวลาซึมซับความเป็นมาและความขัดแย้งระหว่างตัวเขา กับ Cleo ศัตรูคนสำคัญให้ชัดเจนหลังจากดำเนินไปในทิศทางของ “การตามหา” บางสิ่งที่สูญหายหรือสิ่งที่แต่ละคนต้องการซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องเช่นกัน

- ด้วยข้อจำกัดทางด้านทุนสร้างที่ไม่ได้ใหญ่โต ทุกองค์ประกอบที่หนังนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นตัวบทก็ดี จำนวนตัวละครที่มีไม่มากก็ดี หรือทิศทางการเล่าเรื่อง ล้วนถูกจัดสรรให้อยู่ในครรลองที่วางไว้อย่างเจียมตัว แม้โครงเรื่องใหญ่พอที่จะต่อยอดเป็นจักรวาล Seriesได้แต่เมื่อหนังเลือกเล่าในสเกลที่พอเหมาะกับงบประมาณที่มีมันจึงช่วยให้ผมประติดประต่อตามปมต่าง ๆ ได้สะดวกว่าอะไรเป็นอะไร ? ถึงอย่างนั้นก็มีจุดเอ๊ะในด้านการตัดต่อที่รวบรัดจนทำให้บางเหตุการณ์ดูไม่ลื่นไหลเหมือนข้ามรายละเอียดบางอย่างไปต่อหน้าต่อตา แต่ในอีกมุม ความรวบรัดนี้ก็ช่วยร่นเวลาให้ทุกอย่างพุ่งไปสู่ชนวนสำคัญได้ไวขึ้น โดยมี Hamster เด็กหนุ่มวัยรุ่นผิวสีผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักข่าวเป็นตัวเชื่อมทั้งเรื่องราวรวมถึงความสัมพันธ์ที่มีตัว Max เป็นแรงบันดาลใจ

- ระหว่างที่หนังกำลังจูงสายตาเราให้สำรวจความสัมพันธ์ของคู่หูต่างมิติที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละนิด ตัวหนังได้แวะไปเล่าอีก Part ที่กำลังทำหน้าที่เผยปมตัว Max พร้อม ๆ กับการขยับเข้ามาของศัตรูคนสำคัญที่เริ่มมีบทบาทขึ้น ซึ่งช่วงนี้รู้สึกว่ามันเลี้ยงอารมณ์ในโหมด Drama นิ่งเกินไปจนเสียงในหัวเริ่มเรียกร้องหา Scene Action แล้วว่าจะมาซักทีกี่โมง ?” ทั้งที่สภาพแวดล้อมก็เอื้อให้เกิดการปะทะแบบเต็มระบบ กว่าจะถึงจุดที่ว่าก็เกือบวูบกลางทางขณะที่เรื่องนำพา Max และ Hamster เข้าไป joint ในโลกอาชญากรรม เมื่อทั้งคู่ทราบว่า Indigo พี่สาวของ Hamster ไปพัวพันกับแก๊งมาเฟียที่คุมบังเหียนโดย The Manager กำลังทำให้บรรยากาศที่ปูไข้มาอย่างตึงเริ่มมีกลิ่นอายแบบ Batman และยิ่งดุดันเข้าไปอีกเมื่อ Max เปิดโหมดบวกใส่บรรดาลูกสมุนด้วยมือเปล่ากับลูกตะกั่วแทนการใช้พลังพิเศษนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แม้ Scene Action มีไม่มากแต่สิ่งที่ขัดใจยิ่งกว่ากลับเป็นจังหวะความ “slow แบบสุนทรีย์” ที่ไปลดทอนความรุนแรงด้วยเศษวัตถุและแรงปะทะจากระเบิดซึ่งควรถูกปล่อย Joint ไปตามราวเพื่อให้ได้อรรถรสที่จริงใจและสะใจกว่านี้

- ถึงทุกอย่างที่หนังประเคนมาจะดำเนินไปตามสูตรของหนังแนวนี้ที่พอคาดการณ์หนทางแต่ละ Pattern ได้ไม่ยาก แต่อีกใจอดตะลึงไม่ได้ว่าจะออกมาในรูปแบบนี้ แม้หนังจะพยายามเล่าผ่านงานเส้นและภาพที่แปลกตาแต่ความสัมพันธ์ของตัวละครที่นำเสนอกลับยังดูคลุมเครือจนรู้สึกว่าไม่ได้ถูกเจาะลึกให้ผมได้ซึมซับอย่างลึกซึ้งเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทัศนียภาพและงาน Visuals ที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตาเลยไปกลบ Details ส่วนอื่นซะเกือบจมแถมการที่หนังให้น้ำหนักกับปมของสองพี่น้องมากเกินไปก็ยิ่งไปกินพื้นที่ของ Max ซึ่งควรเป็นแก่นหลักของเรื่องที่ควรต้องใส่ใจจึงทำให้ช่วงท้ายก่อนต้องรีบเร่งให้ทันก่อนหมดเวลาโดยไม่ทันได้เก็บมาใส่ใจอีกตามเคย อย่างไรก็ตามหนังยังได้ทิ้งสารสำคัญไว้อย่างหล่อไม่น้อยว่า “การเป็นฮีโร่” ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นคนดีหรือมีพลังวิเศษเสมอไป เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมใช้ตัดสินว่าเป็นใคร คือ “การกระทำ” แม้ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงก็ตาม

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] No.195 Archenemy (2020) : เพียงชายคนนี้ อาจไม่ใช่ผู้วิเศษ ที่โลกต้องการ
- สิ่งที่ชอบหลังจากดูจบไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วจนเกือบลืมก็คือชื่อเรื่องและรูปภาพใน Poster นี่แหล่ะที่สะดุดตาจนทำให้ผมอยากกลับมาสัมผัสความสุนทรีย์ขององค์ประกอบศิลป์ที่ทั้งฉูดฉาดและทะยานยิ่งกว่าผลงานก่อนหน้าอย่าง Daniel Isn’t Real (2019) ของผู้กำกับ Adam Egypt Mortimer โดยเฉพาะในแง่ของการต่อยอดวิสัยทัศน์ด้านเทคนิคแบบ Cosmic Horror ชวนให้นึกถึงงานภาพสีม่วงอมชมพูที่มีลักษณะคล้ายกันกับเรื่อง Mandy (2018) และ Color Out of Space (2019) ซึ่งความหวือหวาที่ยกมานี้แม้คนละแนวแต่มันลงตัวกับโทนเรื่องในแบบ Anti-Hero ผ่านการสำรวจชีวิตของคนธรรมดาที่มีพลังพิเศษซ่อนอยู่ในตัวด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่แปลกตาจึงให้อารมณ์เหมือนอ่าน Comics ที่ซ่อนปริศนาชวนให้ติดตามและค้นหาอย่างน่าสนใจ
- ตลอดความยาว 1 ชั่วโมง 21 นาที โดยรวมดูง่าย คลำปมที่ปูตามทางไว้ได้ไม่ยากเพราะ Timeline จะเล่าไปมาระหว่าง 2 มิติหลัก คือโลกมนุษย์และโลกเสมือนที่ชื่อ “โครเมี่ยม” ผ่านตัวละครอย่าง Max Fist บุรุษผู้ทรงพลังที่รับบทโดยเฮียยักษ์ Joe Manganiello โดยเหตุการณ์ส่วนใหญ่จะเอนไปฝั่งโลกมนุษย์มากกว่าเพราะปมสำคัญมันอยู่ในนี้ด้วยการเกริ่นปมผ่านงานภาพแบบ Visual Graphic ก่อนจะพาตัว Max วาร์ปมายังโลกมนุษย์อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นคนธรรมดาไร้ตัวตนในสังคมที่แทบไม่มีเวลาซึมซับความเป็นมาและความขัดแย้งระหว่างตัวเขา กับ Cleo ศัตรูคนสำคัญให้ชัดเจนหลังจากดำเนินไปในทิศทางของ “การตามหา” บางสิ่งที่สูญหายหรือสิ่งที่แต่ละคนต้องการซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องเช่นกัน
- ด้วยข้อจำกัดทางด้านทุนสร้างที่ไม่ได้ใหญ่โต ทุกองค์ประกอบที่หนังนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นตัวบทก็ดี จำนวนตัวละครที่มีไม่มากก็ดี หรือทิศทางการเล่าเรื่อง ล้วนถูกจัดสรรให้อยู่ในครรลองที่วางไว้อย่างเจียมตัว แม้โครงเรื่องใหญ่พอที่จะต่อยอดเป็นจักรวาล Seriesได้แต่เมื่อหนังเลือกเล่าในสเกลที่พอเหมาะกับงบประมาณที่มีมันจึงช่วยให้ผมประติดประต่อตามปมต่าง ๆ ได้สะดวกว่าอะไรเป็นอะไร ? ถึงอย่างนั้นก็มีจุดเอ๊ะในด้านการตัดต่อที่รวบรัดจนทำให้บางเหตุการณ์ดูไม่ลื่นไหลเหมือนข้ามรายละเอียดบางอย่างไปต่อหน้าต่อตา แต่ในอีกมุม ความรวบรัดนี้ก็ช่วยร่นเวลาให้ทุกอย่างพุ่งไปสู่ชนวนสำคัญได้ไวขึ้น โดยมี Hamster เด็กหนุ่มวัยรุ่นผิวสีผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักข่าวเป็นตัวเชื่อมทั้งเรื่องราวรวมถึงความสัมพันธ์ที่มีตัว Max เป็นแรงบันดาลใจ
- ระหว่างที่หนังกำลังจูงสายตาเราให้สำรวจความสัมพันธ์ของคู่หูต่างมิติที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละนิด ตัวหนังได้แวะไปเล่าอีก Part ที่กำลังทำหน้าที่เผยปมตัว Max พร้อม ๆ กับการขยับเข้ามาของศัตรูคนสำคัญที่เริ่มมีบทบาทขึ้น ซึ่งช่วงนี้รู้สึกว่ามันเลี้ยงอารมณ์ในโหมด Drama นิ่งเกินไปจนเสียงในหัวเริ่มเรียกร้องหา Scene Action แล้วว่าจะมาซักทีกี่โมง ?” ทั้งที่สภาพแวดล้อมก็เอื้อให้เกิดการปะทะแบบเต็มระบบ กว่าจะถึงจุดที่ว่าก็เกือบวูบกลางทางขณะที่เรื่องนำพา Max และ Hamster เข้าไป joint ในโลกอาชญากรรม เมื่อทั้งคู่ทราบว่า Indigo พี่สาวของ Hamster ไปพัวพันกับแก๊งมาเฟียที่คุมบังเหียนโดย The Manager กำลังทำให้บรรยากาศที่ปูไข้มาอย่างตึงเริ่มมีกลิ่นอายแบบ Batman และยิ่งดุดันเข้าไปอีกเมื่อ Max เปิดโหมดบวกใส่บรรดาลูกสมุนด้วยมือเปล่ากับลูกตะกั่วแทนการใช้พลังพิเศษนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แม้ Scene Action มีไม่มากแต่สิ่งที่ขัดใจยิ่งกว่ากลับเป็นจังหวะความ “slow แบบสุนทรีย์” ที่ไปลดทอนความรุนแรงด้วยเศษวัตถุและแรงปะทะจากระเบิดซึ่งควรถูกปล่อย Joint ไปตามราวเพื่อให้ได้อรรถรสที่จริงใจและสะใจกว่านี้
- ถึงทุกอย่างที่หนังประเคนมาจะดำเนินไปตามสูตรของหนังแนวนี้ที่พอคาดการณ์หนทางแต่ละ Pattern ได้ไม่ยาก แต่อีกใจอดตะลึงไม่ได้ว่าจะออกมาในรูปแบบนี้ แม้หนังจะพยายามเล่าผ่านงานเส้นและภาพที่แปลกตาแต่ความสัมพันธ์ของตัวละครที่นำเสนอกลับยังดูคลุมเครือจนรู้สึกว่าไม่ได้ถูกเจาะลึกให้ผมได้ซึมซับอย่างลึกซึ้งเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทัศนียภาพและงาน Visuals ที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตาเลยไปกลบ Details ส่วนอื่นซะเกือบจมแถมการที่หนังให้น้ำหนักกับปมของสองพี่น้องมากเกินไปก็ยิ่งไปกินพื้นที่ของ Max ซึ่งควรเป็นแก่นหลักของเรื่องที่ควรต้องใส่ใจจึงทำให้ช่วงท้ายก่อนต้องรีบเร่งให้ทันก่อนหมดเวลาโดยไม่ทันได้เก็บมาใส่ใจอีกตามเคย อย่างไรก็ตามหนังยังได้ทิ้งสารสำคัญไว้อย่างหล่อไม่น้อยว่า “การเป็นฮีโร่” ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นคนดีหรือมีพลังวิเศษเสมอไป เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมใช้ตัดสินว่าเป็นใคร คือ “การกระทำ” แม้ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงก็ตาม
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้