JJNY : ‘พิธา’ โพสต์ทันควัน│คนชราบุรีรัมย์ ร้องเพิ่มเบี้ย│มะม่วง ราคาดิ่งเหว จากโลละ 60 เหลือ 3│30 ล้านคนเข้าสู่ภาวะยากจน

‘พิธา’ โพสต์ทันควัน ‘ขอให้ทำงานต่อเพื่อประชาชน’ หลังศาลฎีกาไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
https://www.dailynews.co.th/news/5807922/
.

.
'พิธา' โพสต์ทันควัน 'ขอให้ทำงานต่อเพื่อประชาชน' หลังศาลฎีการับคำร้อง 44 สส. ชงแก้มาตรา 112 แต่ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ จับตาพรรคส้มจะยังเปลี่ยนหัวหน้าหรือไม่
.
เมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลังศาลฎีกามีมติรับคำร้อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณียื่นเรื่องขอให้มีการวินิจฉัย 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ผิดจริยธรรมร้ายแรงกรณีเข้าชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 112 ทั้งนี้ศาลรับคำร้องแต่ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่า “ขอให้ทำงานเพื่อประชาชนต่อไปอย่างเต็มที่ครับ
.
วันเดียวกันนี้ ที่โรงแรมเมเปิล สส.พรรคประชาชน จะประชุมกำหนดทิศทางความเคลื่อนไหวหลังศาลฎีกามีมติ การประชุมพรรคจะหารือในหลายเรื่อง และต้องจับตาวันที่ 26 เม.ย. พรรคจะเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่จะให้ ‘อ.ต้น’ วีระยุทธ กาจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ เป็นหัวหน้าพรรคแทนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือไม่ ซึ่งนายณัฐพงษ์จะขยับไปเป็นเลขาธิการพรรค
.
และพรรคจะเลือกหัวหน้าระดับภูมิภาคด้วย
.

.
คนชราบุรีรัมย์ ร้องรัฐบาล ปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ เป็นเดือนละ 3,000 บาท โอดค่าครองชีพพุ่ง ไม่พออยู่พอกิน
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10220363
.
คนชราบุรีรัมย์ ร้องรัฐบาล ปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ เป็นเดือนละ 3,000 บาท ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น โอดค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไม่พออยู่พอกิน
.
วันที่ 24 เม.ย.2569 กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพเป็นเดือนละ 3,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้สูงอายุและผู้พิการบางครอบครัวลูกหลานเสียชีวิตไปแล้วไม่มีคนดูแล ต้องอาศัยเบี้ยคนชราและเบี้ยผู้พิการประทังชีวิต
.
ขณะที่บางครอบครัวลูกหลานทำงานอยู่ต่างจังหวัด เพื่อส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่ ซึ่งมีรายได้คงที่ แต่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งค่าน้ำมัน ค่าอาหาร และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ก็ได้รับผลกระทบต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
.
โดยปัจจุบันเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอยู่ที่ 600 –1,000 บาทต่อเดือนตามช่วงอายุ ส่วนผู้พิการได้รับ 800 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพได้อย่างมีคุณภาพ จึงอยากให้มีการปรับเพิ่มเป็นอัตราเดียวกันเดือนละ 3,000 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ซึ่งการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้พิการเท่านั้น แต่ยังช่วยบรรเทาภาระของครอบครัวในช่วงภาวะวิกฤตอีกด้วย
.
ยายทองศรี อายุ 72 ปี ชาว อ.บ้านกรวด บอกว่า ทุกวันนี้อยู่กับหลาน 2 คน เพราะลูกไปทำงาน เงินที่ใช้กินอยู่ในปัจจุบันก็มีเบี้ยคนชราเดือนละ 700 บาท และเงินที่ลูกส่งมาให้ แต่ปัจจุบันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นทุกอย่างบางเดือนไม่พอใช้ ก็ต้องไปเซ็นร้านค้าในหมู่บ้านมาก่อน พอได้รับเบี้ยคนชราหรือลูกหลานส่งมาให้ค่อยเอาไปจ่าย
.
จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาปรับเพิ่มเบี้ยคนชราเป็นเดือนละ 3,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะลูกหลานเองก็ลำบากเหมือนกัน
.
ด้าน ป้ารวม อายุ 59 ปี บอกว่า ปัจจุบันอาศัยอยู่กับสามีสองคน เพราะลูกเสียชีวิตหมดแล้ว ทุกวันนี้ก็มีเพียงเบี้ยคนชราของสามีเดือนละ 600 บาท เบี้ยคนพิการของสามีเดือนละ 800 บาท และเบี้ยคนพิการของตนเองเดือนละ 800 บาท ที่ไว้สำหรับประทังชีวิตและมีเพื่อนบ้านที่สงสารเอาข้าวและอาหารมาให้บ้าง เพราะพิการทั้งสองคน ก็ไปทำงานไม่ได้ ก็อยากให้ภาครัฐพิจารณาเพิ่มเบี้ยคนชราและเบี้ยผู้พิการเป็นคนละ 3,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
.

.
ชาวสวนมะม่วง น้ำตาร่วง ราคาดิ่งเหว จากขายได้ โลละ 60 บาท เหลือเพียง 3 บาท 
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10220405
.
ชาวสวนมะม่วง น้ำตาร่วง ราคาดิ่งเหว จากขายได้ โลละ 60 บาท หลังวิกฤตพลังงาน ทำเสียหายยับ เหลือเพียง 3 บาท วอนรัฐบาลเร่งช่วยเหลือ
.
วันที่ 24 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการเก็บผลลิตมะม่วง ในช่วงปลายฤดูของเกษตรกรชาวสวนมะม่วงที่ จ.กาฬสินธุ์ พบว่าเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่คึกคักเหมือนอย่างช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ถึงแม้ผลผลิตในปีนี้ ทั้งมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้และมะม่วงแก้ว ลูกสวย รสชาติหวานฉ่ำ จะออกสู่ตลาดจำนวนมาก แต่เกษตรกรชาวสวนมะม่วงแทบทุกรายกลับรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง กับราคาที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 10 ปี
.
น.ส.ภันทิสา มุคสิงห์ อายุ 37 ปี กล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง บ้านบึงวิชัย กล่าวว่า พื้นที่ ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ทำการปลูกมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้และมะม่วงแก้วมาประมาณ 10 ปี เป็นการกลุ่มแปลงใหญ่เกษตรกรนับร้อยราย พื้นที่หลายพันไร่ จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ส่วนใหญ่จำหน่ายให้กับล้งแถบภาคกลาง ทุกฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาก็จำหน่ายเรื่อยๆ ตามปกติ กก.ละ 30-60 บาทตามกลไกตลาดและคุณภาพของมะม่วง มีกำไรทุกปี
.
โดยปีนี้เริ่มต้นเก็บเกี่ยวผลผลิตต้นเดือน เม.ย. ได้ราคา กก.ละ 35-40 บาท แต่พอจะถึงเทศกาลสงกรานต์ เกิดวิกฤติน้ำมันขาดแคลน บรรยากาศการค้าขายพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ มีปัญหาการขนส่ง ราคาเริ่มตกต่ำ เหลือที่ราคา กก.ละ 3-5 บาทเท่านั้น บางส่วนขายไม่ได้ ผลมะม่วงจึงตกค้างเต็มสวน และสุกหล่นเสียหายจำนวนมาก
.
น.ส.ภันทิสา กล่าวอีกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยราคาซื้อขายมะม่วงตกต่ำอย่างนี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ทำเอาเกษตรกรชาวสวนมึนงง ทำอะไรไม่ถูก เพราะไหนจะต้องเก็บผลจากสวน ทำการคัดแยกและบรรจุเพื่อการขนส่ง ทุกขั้นตอนมีรายจ่ายทั้งนั้น โดยค่าจ้างแรงงานวันละ 300-400 บาท หากล่วงเวลาวันละ 700 บาทต่อราย
.
ขณะที่ขายมะม่วงขาดทุน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้วางแผนรับมือมาก่อน ก็ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร จะแปรรูปโดยการทำมะม่วงกวนหรืออย่างอื่น ก็ไม่ได้เตรียมการไว้ ปีหน้าค่อยวางแผนสำรองใหม่ ปีนี้ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย เพราะขาดทุนยับเยิน แก้ไขสถานการณ์อะไรไม่ทัน ก็ได้ปลอบตัวเองไปวันๆว่าได้เก็บมะม่วงขายพอได้เงินซื้อน้ำแข็งกินคลายร้อน และพอมีเงินใช้จ่ายในครัวเรือนเท่านั้น
.
ด้าน นายคำพันธ์ ทองจำปา อายุ 69 ปี เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงบ้านบึงวิชัยอีกราย กล่าวว่า ผลผลิตมะม่วงปีที่ผ่านมา ตนขายได้เงินประมาณ 3 แสนบาท หักค่าปุ๋ยเคมี ค่าบำรุง ค่าแรงงานแล้ว ก็พอมีกำไร และเป็นทุนหมุนเวียน แต่ปีนี้ผลผลิตดีมาก มะม่วงสวยทุกลูก ราคาเริ่มต้นค่อนข้างสูง ตนขายได้ในราคา กก.ละ 50-60 บาท หรือตันละ 5-6 หมื่นบาท ชาวสวนทุกคนต่างดีใจ มองเห็นอนาคตที่สดใส
.
แต่อยู่ๆก็เกิดสถานการณ์น้ำมันขาดแคลน การขนส่งมะม่วงไปยังล้งต่างๆในหลายจังหวัด โดยเฉพาะที่ภาคกลางเกิดสะดุด จะบรรทุกมะม่วงไปส่งเอง หรือเถ้าแก่ล้งจะขึ้นมารับซื้อถึงที่เองก็มีปัญหาด้านน้ำมัน ปัญหาการจำหน่ายมะม่วงเริ่มเกิดขึ้น กระทั่งถึงทุกวันนี้ที่เข้าสู่ช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว ขายได้แค่ กก.ละ 3 บาท หรือตันละ 2-3 พันบาทเท่านั้น ซึ่งก็พอที่จะได้ค่าปุ๋ยเคมีคืนบ้าง ส่วนจะกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ ยังไม่อยากคิดในตอนนี้ เพราะยังมึนงงกับสถานการณ์เหลือเกิน
.
ขณะที่ นางไพรินทร์ แสงเมล์ เถ้าแก่ล้ง จาก จ.กำแพงเพชร กล่าวว่า การรับซื้อผลผลิตมะม่วงฤดูกาลนี้มาปัญหามาตั้งแต่น้ำมันขึ้นราคา จนเกษตรกรไม่สามารถจ้างรถขนส่งหรือบรรทุกมะม่วงนำส่งล้งได้ จึงได้โทร.ให้ตนขึ้นมารับซื้อถึงที่ โดยพื้นที่ ต.บึงวิชัย มีล้งขึ้นมาเปิดจุดรับซื้อถึง 5 จุด เพื่อช่วยระบายผลผลิตออกให้ทันก่อนได้รับความเสียหาย
.
แต่ด้วยต้นเหตุของปัญหาน้ำมันขาดแคลนและราคาสูง ก็เป็นอุปสรรคต่อการรับซื้อ จึงจำเป็นต้องปรับราคาซื้อลงตามกลไก กำหนดราคาขั้นต่ำ กก.ละ 3 บาทไม่เกิน 5 บาทตามคุณภาพ ถึงแม้วันนี้น้ำมันจะลดลงบ้าง แต่ระบบการตลาดหรือการค้าการขาย ที่เกิดการสะดุดก่อนหน้านี้ ก็ยังมีผลกระทบต่อเนื่องกับภาคธุรกิจการค้าขายอยู่ดี
.
ทุกปีที่ผ่านมาค่าขนส่งเที่ยวละ 6 พันบาท แต่ปีนี้สิ้นเปลืองค่าน้ำมันเที่ยวละ 1 หมื่นบาท ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงทีเดียว ในส่วนปริมาณมะม่วงที่ซื้อไป เมื่อถึงปลายทางก็เกิดความเสียหายเป็นธรรมดา เนื่องจากสภาพอากาศร้อนมาก มีผลให้ลูกมะม่วงเกิดการเน่าเสีย อย่างเมื่อวาน (23 เม.ย.) ซื้อไป 9 ตันกว่า ไปถึงปลายทางที่ล้งเหลือจากการคัดแยกเพียง 8 ตันกว่าเท่านั้น ซึ่งน้ำหนักลดหายไป ขาดทุนเฉลี่ยต่อเที่ยวถึง 2 พันกว่าบาททีเดียว
.
ทำให้บรรยากาศการซื้อข่ายมะม่วงปีนี้วิกฤตมาก และรู้สึกสงสารเกษตรกรมาก ขณะที่ตนเองที่เป็นแม่ค้าคนกลางก็ได้รับผลกระทบหนักไม่น้อยไปกว่ากัน จะเลิกกลางคันก็ไม่ได้เพราะเป็นอาชีพ ต้องทนสู้ต่อไปเพื่ออนาคตจะดีขึ้น ซึ่งหวังว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะลงมาดูปัญหาและมีมาตรการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนมะม่วง รวมทั้งผู้ประกอบการค้ามะม่วงด้วย” นางไพรินทร์ กล่าว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่