The Drama แต่งก็บ้า..ดราม่าเบอร์นี้.. ความรักจะดีได้ ต้องเริ่มจากความ (จริง) ใจ



ต้องบอกเลยว่า "The Drama แต่งก็บ้า..ดราม่าเบอร์นี้" เป็นหนังที่เริ่มเรื่องได้อย่างอ่อม แต่จบเรื่องได้อย่างเอี่ยม จขกท. เกือบจะหลับแล้วนะกับช่วงองก์แรก ๆ ของหนัง แต่ยังดีที่กลับมาได้ในช่วงองก์ต่อ ๆ มาของเรื่อง ก่อนที่จะตาสว่างในช่วงพีคตอนท้ายของเรื่อง

หนังว่าด้วยเรื่องราวของ Charlie (Robert Pattinson) ภัณฑารักษ์หนุ่ม ที่ทำงานอยู่ในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา วันหนึ่งระหว่างที่เขาเข้าไปซื้อกาแฟในร้าน เขาได้พบกับหญิงสาวที่ดูเซอร์ ๆ แต่มีสไตล์ ชื่อ Emma (Zendaya) กำลังอ่านหนังสือเรื่อง The Damage อยู่ ด้วยความอยากจีบ เขาจึงแกล้งทำเป็นเข้าไปทักว่า ตัวเองก็ชอบอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน (แต่จริง ๆ เขาไม่ได้อ่าน) ในขณะที่ต่อมาเขาจะรู้ว่าหญิงสาวนั้น มีอาการหูหนวกข้างหนึ่ง แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความรักของทั้งคู่

ทั้งคู่บ่มเพาะความรักจนได้ที่ ถึงขั้นเตรียมแต่งงาน จนวันหนึ่งระหว่างที่ทั้งคู่และเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวได้ไปเทสก์เครื่องดื่มและอาหารที่ทั้งคู่จะเตรียมไว้รับแขกในงาน ทั้ง 4 คน ได้ตัดสินใจเล่นเกมส์บอกเล่าเรื่องราวที่ตัวเองเคยทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในอดีต ซึ่งการเผยความจริงนี้ จะนำมาซึ่งเรื่องราววุ่น ๆ ของว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาว และทุกคนที่เกี่ยวข้องในงานแต่งนี้ ชนิดที่ว่าโลกถล่มดินทลาย เราคงต้องมาลุ้นกันว่า ความรักเพียงอย่างเดียว มันพอเพียงให้คนสองคนเริ่มต้นชีวิตคู่กันได้หรือไม่..

ความรู้สึกหลังดูหนังจบ บอกเลยว่าช่วงองก์แรกของเรื่อง คือ หายนะมาก ๆ เหมือนมานั่งดูคนจีบกัน มีแต่บทพูดน่าเบื่อ ๆ และบทพูดยังเยอะมาก ๆ แบบไม่ลืมหูลืมตา แถมการตัดภาพก็ยังชวนเวียนหัว ตัดสลับไปมา อดีต ปัจจุบัน และก็ยังตัดภาพแบบเร็ว ๆ รีบ ๆ จนงงไปหมด เรียกได้ว่าติสท์แตกสไตล์ A24 ของแทร่ แต่พอเรื่องผ่านมาถึงการเล่นเกมส์เล่าเรื่องความเลวร้ายที่แต่ละคนเคยทำมาในอดีต อันนั้น เหมือนจุดเปลี่ยนของหนังเลย

ความจริงเรื่องราวที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนนั้น มันอาจจะดูไกลตัวสำหรับคนบ้านเรา แต่ที่เมืองฝรั่งเขาคงเห็นว่ามันคงเป็นความเจ็บปวดสำหรับคนที่ได้รับผลกระทบ เขาจึงซีเรียสกันมาก มาถึงตอนนี้หนังก็ยังคงมีแต่บทพูดแบบพูด ๆ ๆ แล้วฉากตัดสลับเร็ว ๆ ที่วิงเวียนเหมือนเดิม แต่เหมือน จขกท. เริ่มชินกับแนวทางนี้หรือยังไงไม่ทราบ (ตรงนี้ จขกท. อยากขอตีความว่า ทาง ผกก. คงอยากสื่อให้คนดูรู้สึกถึงการที่คู่บ่าวสาวยังไม่ได้มองเห็นกันและกันแบบชัดแจ้ง คือ การสลับภาพเร็ว ๆ มันเหมือนการที่คนเรามองเห็นกันแค่ผิวเผิน) แต่ที่แน่ ๆ คือ จขกท. เริ่ม concentrate กับสารที่หนังต้องการนำเสนอแล้ว และสารนั้นมันก็เป็นอะไรที่น่าคิด วิเคราะห์ แยกแยะอยู่ รวมทั้งเริ่มลุ้นกับการจัดการชีวิตของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ว่ามันจะไปรอดกันมั้ยหว้า จนมาถึงองก์ท้ายของเรื่อง คือ จขกท. ลุ้นแบบจิกเลย อยากดูว่ามันจะจบยังไง สุดท้ายตอนจบก็เป็นอะไรที่ จขกท. ชอบนะ คือ มันเป็นตอนจบที่ดูมีชั้นเชิงดี จากหนังที่คิดว่าจะอ่อม กลับกลายเป็นหนังที่เอี่ยมใช้ได้เลย

สิ่งที่ชอบจากหนังเรื่อง The Drama จริง ๆ คงเป็นเรื่องสารที่หนังต้องการนำเสนอ โดยเฉพาะเรื่องความรัก กับคำถามที่ว่าความรักมันเป็นเรื่องคนสองคนจริงหรือ ? และที่สำคัญ ความรักที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความ (จริง) และ (จริง) ใจ มันจะสามารถไปรอดได้มั้ย ? เพราะบางทีคนเราเมื่อมีความรักก็มักจะเผยแต่ด้านดี ๆ ด้านเดียวให้คนรักเราเห็น แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อด้านมืดของกันและกันเผยโฉมออกมา เราจะยังรักกันเหมือนเดิมได้อยู่หรือไม่ ? น่าค้นหาคำตอบนะครับ

ส่วนใครที่ไปดูหนังมาแล้วบ้าง คิดเห็นอย่างไรมาแชร์กันได้ครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่