⛽🛢️"เอกนัฏ" เผยมติ กบง.เคาะลดค่าโรงกลั่นเป็นลิตรละ 5 บาท มีผล 24 เม.ย.
'เอกนัฏ' รมว.พลังงาน ลั่น มติ กบง. ลดค่าการกลั่น 6 โรงกลั่น จาก 2 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร ถึง 9 พ.ค. มีผล 24 เม.ย.นี้
และอีกรอบหลัง 9 พ.ค. จะลดเพิ่มอีก 3 บาท ชี้ดึงเงินส่วนต่างค่าการกลั่นได้ร่วมหมื่นล้านบาท
วันนี้ (23 เม.ย.2569) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า
ที่ประชุมมีมติให้ลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นจากเดิม 2 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร ไปจนถึงวันที่ 9 พ.ค. 2569 และหลังจากนั้นจะลดเพิ่มอีก 3 บาท
ภายหลังวันที่ 9 พ.ค. 2569 โดยในวันนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) อีกครั้ง
และคาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในวันนี้ ซึ่งจะมีผลในวันพรุ่งนี้ (24 เม.ย.)
สำหรับเหตุผลที่สามารถลดราคาค่าการกลั่นจาก 2 บาท เป็น 5 บาทได้ จากหน้าโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง เนื่องจากข้อมูลการคำนวณในช่วงต้นเดือน เม.ย.
พบว่าค่าการกลั่นปรับสูงขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 14 บาทต่อลิตร โดยกระทรวงได้อนุญาตให้นำต้นทุนที่สูงกว่าปกติในทุกด้าน อาทิ
ค่าประกันและค่าขนส่ง มาพิจารณา ซึ่งทั้ง 6 โรงกลั่นจะต้องส่งตัวเลขจริงมายังกระทรวง และเมื่อพิจารณาแล้วจะกำหนดค่าการกลั่นที่เหมาะสม
โดยส่วนต่างที่เป็นผลประโยชน์ส่วนเกินจะนำมาปรับลดราคา
“อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า การคำนวณค่าการกลั่น กระทรวงพิจารณาทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นเบนซินหรือดีเซล
เมื่อนำมาคำนวณแล้วพบว่ามีผลประโยชน์ส่วนเกิน โดยในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือน เม.ย. มีส่วนเกินกว่า 5,000 ล้านบาท
จึงนำส่วนดังกล่าวมาลดราคาน้ำมันดีเซล เนื่องจากราคาที่ปรับสูงในขณะนี้คือดีเซล ทำให้ปรับลดอยู่ที่ -5 บาทต่อลิตร
โดยไม่นับรวมของเดิมที่เคย -2 บาท ขณะนี้คำนวณได้ว่าผลประโยชน์ส่วนเกินอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท
และรอบนี้ประมาณ 5,000 ล้านบาท รวมแล้วราว 10,000 ล้านบาท ซึ่งนำมาเป็นส่วนลดราคาที่หน้าโรงกลั่น”
สำหรับการลดราคาหน้าโรงกลั่น จะส่งผลต่อราคาขายปลีกหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงราคาตั้งต้นที่หน้าโรงกลั่น
ซึ่งอาจเกิดได้ 2 แนวทาง คือ 1. นำไปลดราคาขายปลีกหน้าปั๊ม และ 2. นำไปลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
เนื่องจากปัจจุบันกองทุนติดลบกว่า 60,000 ล้านบาท หากไม่เร่งชำระหนี้ อาจส่งผลให้ประชาชนต้องใช้น้ำมันในราคาสูงขึ้นในอนาคต
จึงต้องบริหารทั้ง 2 ส่วนควบคู่กัน
สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันในขณะนี้ ราคาที่สิงคโปร์ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นถึง 3 บาทต่อลิตร
ขณะที่ประเทศไทยยังไม่ได้ปรับราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ดังนั้นกระทรวงจะนำเงินส่วนนี้มาบริหารเพื่อให้ราคาหน้าปั๊มอยู่ในระดับเหมาะสม
โดยในช่วงเย็นวันนี้จะมีการประชุม กบน. เพื่อพิจารณาราคาขายปลีกอีกครั้ง ทั้งนี้ต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ประกอบด้วย

นายเอกนัฏ ย้ำว่า การลดราคาหน้าโรงกลั่น 5 บาทในขณะนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะลดราคาหน้าปั๊มทันที
โดยในระยะต่อไปการปรับราคาจะไม่ขึ้นลงแบบกระชาก 5-6 บาทต่อลิตร หรือปรับลดครั้งละ 3-4 บาทเหมือนที่ผ่านมา
แต่จะเป็นการทยอยปรับขึ้นลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ยังต้องอิงราคาตลาดสิงคโปร์เป็นหลัก
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอรัฐบาลเพื่อขอกู้เงินวงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาพยุงกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
โดยยืนยันว่าจะไม่กู้เกินกรอบตามกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องกับวงเงินกู้ 500,000 ล้านบาทที่มีการกล่าวถึง
“การกู้จะไม่สูงถึง 100,000-150,000 ล้านบาท เพราะจะกระทบต่อสถานะกองทุน โดยจะมีการเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อยืดหนี้ออกไป
พร้อมบริหารให้กองทุนขาดทุนลดลง จากเดิมติดลบวันละ 2,600 ล้านบาท ให้เหลือขาดทุนหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
ประมาณวันละ 100 ล้านบาท เพื่อให้สามารถทยอยชำระหนี้ได้ โดยไม่ต้องกู้เกินกรอบกฎหมาย” นายเอกนัฏ กล่าว
นายเอกนัฏ ย้ำว่า จะพยายามรักษาสถานะกองทุนให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อรองรับความผันผวน
โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากสถานการณ์คลี่คลายก็พร้อมทยอยปรับลดราคาลง
โดยเฉพาะราคาขายปลีกหน้าปั๊ม
นอกจากนี้ กระทรวงยังดูแลการอุดหนุนราคาน้ำมันสำหรับภาคเกษตร รถบรรทุก และไรเดอร์
โดยเฉพาะน้ำมันที่มีส่วนผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น บี20 และบี7 ซึ่งได้รับการอุดหนุนมากกว่าน้ำมันทั่วไป
ที่มา
⛽🛢️"เอกนัฏ" เผยมติ กบง.เคาะลดค่าโรงกลั่นเป็นลิตรละ 5 บาท มีผล 24 เม.ย.
'เอกนัฏ' รมว.พลังงาน ลั่น มติ กบง. ลดค่าการกลั่น 6 โรงกลั่น จาก 2 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร ถึง 9 พ.ค. มีผล 24 เม.ย.นี้
และอีกรอบหลัง 9 พ.ค. จะลดเพิ่มอีก 3 บาท ชี้ดึงเงินส่วนต่างค่าการกลั่นได้ร่วมหมื่นล้านบาท
วันนี้ (23 เม.ย.2569) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า
ที่ประชุมมีมติให้ลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นจากเดิม 2 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร ไปจนถึงวันที่ 9 พ.ค. 2569 และหลังจากนั้นจะลดเพิ่มอีก 3 บาท
ภายหลังวันที่ 9 พ.ค. 2569 โดยในวันนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) อีกครั้ง
และคาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในวันนี้ ซึ่งจะมีผลในวันพรุ่งนี้ (24 เม.ย.)
สำหรับเหตุผลที่สามารถลดราคาค่าการกลั่นจาก 2 บาท เป็น 5 บาทได้ จากหน้าโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง เนื่องจากข้อมูลการคำนวณในช่วงต้นเดือน เม.ย.
พบว่าค่าการกลั่นปรับสูงขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 14 บาทต่อลิตร โดยกระทรวงได้อนุญาตให้นำต้นทุนที่สูงกว่าปกติในทุกด้าน อาทิ
ค่าประกันและค่าขนส่ง มาพิจารณา ซึ่งทั้ง 6 โรงกลั่นจะต้องส่งตัวเลขจริงมายังกระทรวง และเมื่อพิจารณาแล้วจะกำหนดค่าการกลั่นที่เหมาะสม
โดยส่วนต่างที่เป็นผลประโยชน์ส่วนเกินจะนำมาปรับลดราคา
“อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า การคำนวณค่าการกลั่น กระทรวงพิจารณาทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นเบนซินหรือดีเซล
เมื่อนำมาคำนวณแล้วพบว่ามีผลประโยชน์ส่วนเกิน โดยในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือน เม.ย. มีส่วนเกินกว่า 5,000 ล้านบาท
จึงนำส่วนดังกล่าวมาลดราคาน้ำมันดีเซล เนื่องจากราคาที่ปรับสูงในขณะนี้คือดีเซล ทำให้ปรับลดอยู่ที่ -5 บาทต่อลิตร
โดยไม่นับรวมของเดิมที่เคย -2 บาท ขณะนี้คำนวณได้ว่าผลประโยชน์ส่วนเกินอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท
และรอบนี้ประมาณ 5,000 ล้านบาท รวมแล้วราว 10,000 ล้านบาท ซึ่งนำมาเป็นส่วนลดราคาที่หน้าโรงกลั่น”
สำหรับการลดราคาหน้าโรงกลั่น จะส่งผลต่อราคาขายปลีกหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงราคาตั้งต้นที่หน้าโรงกลั่น
ซึ่งอาจเกิดได้ 2 แนวทาง คือ 1. นำไปลดราคาขายปลีกหน้าปั๊ม และ 2. นำไปลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
เนื่องจากปัจจุบันกองทุนติดลบกว่า 60,000 ล้านบาท หากไม่เร่งชำระหนี้ อาจส่งผลให้ประชาชนต้องใช้น้ำมันในราคาสูงขึ้นในอนาคต
จึงต้องบริหารทั้ง 2 ส่วนควบคู่กัน
สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันในขณะนี้ ราคาที่สิงคโปร์ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นถึง 3 บาทต่อลิตร
ขณะที่ประเทศไทยยังไม่ได้ปรับราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ดังนั้นกระทรวงจะนำเงินส่วนนี้มาบริหารเพื่อให้ราคาหน้าปั๊มอยู่ในระดับเหมาะสม
โดยในช่วงเย็นวันนี้จะมีการประชุม กบน. เพื่อพิจารณาราคาขายปลีกอีกครั้ง ทั้งนี้ต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ประกอบด้วย
นายเอกนัฏ ย้ำว่า การลดราคาหน้าโรงกลั่น 5 บาทในขณะนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะลดราคาหน้าปั๊มทันที
โดยในระยะต่อไปการปรับราคาจะไม่ขึ้นลงแบบกระชาก 5-6 บาทต่อลิตร หรือปรับลดครั้งละ 3-4 บาทเหมือนที่ผ่านมา
แต่จะเป็นการทยอยปรับขึ้นลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ยังต้องอิงราคาตลาดสิงคโปร์เป็นหลัก
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอรัฐบาลเพื่อขอกู้เงินวงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาพยุงกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
โดยยืนยันว่าจะไม่กู้เกินกรอบตามกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องกับวงเงินกู้ 500,000 ล้านบาทที่มีการกล่าวถึง
“การกู้จะไม่สูงถึง 100,000-150,000 ล้านบาท เพราะจะกระทบต่อสถานะกองทุน โดยจะมีการเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อยืดหนี้ออกไป
พร้อมบริหารให้กองทุนขาดทุนลดลง จากเดิมติดลบวันละ 2,600 ล้านบาท ให้เหลือขาดทุนหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
ประมาณวันละ 100 ล้านบาท เพื่อให้สามารถทยอยชำระหนี้ได้ โดยไม่ต้องกู้เกินกรอบกฎหมาย” นายเอกนัฏ กล่าว
นายเอกนัฏ ย้ำว่า จะพยายามรักษาสถานะกองทุนให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อรองรับความผันผวน
โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากสถานการณ์คลี่คลายก็พร้อมทยอยปรับลดราคาลง
โดยเฉพาะราคาขายปลีกหน้าปั๊ม
นอกจากนี้ กระทรวงยังดูแลการอุดหนุนราคาน้ำมันสำหรับภาคเกษตร รถบรรทุก และไรเดอร์
โดยเฉพาะน้ำมันที่มีส่วนผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น บี20 และบี7 ซึ่งได้รับการอุดหนุนมากกว่าน้ำมันทั่วไป
ที่มา