โลกหมุนเร็วกว่าเสียง ทำไมเราถึงไม่รู้สึกเวียนหัวหรือปลิวไปตามลม? คนบนโลกดูสงบสุขดีจัง…
เวลาเรานั่งเครื่องบินที่กำลังพุ่งฉิวด้วยความเร็วเกือบพันกิโลเมตรต่อชั่วโมง เรายังสามารถรินน้ำใส่แก้ว วางแก้วกาแฟไว้บนโต๊ะ
หรือลุกเดินไปมาได้สบายๆ โดยที่น้ำไม่หกสักหยด ตราบใดที่เครื่องบินนั้นยังบินอย่างนิ่งๆ ร่างกายเราจะไม่รู้สึกเลยว่ากำลังพุ่งไปข้างหน้าเร็วแค่ไหน
.
สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะร่างกายมนุษย์จะจับความรู้สึกได้เฉพาะตอนที่มีการเปลี่ยนแปลงความเร็วหรือเปลี่ยนทิศทางกะทันหันเท่านั้น
หรือแม้แต่การหมุน ซึ่งในทางฟิสิกส์จะมีองค์ประกอบของ "ความเร่ง" ปรากฏขึ้นอยู่นั่นเอง
.
ถ้าทุกอย่างเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าเดิมเป๊ะไปเรื่อยๆ ประสาทสัมผัสของเราจะแยกไม่ออกเลยว่าเรากำลังอยู่นิ่งๆ หรือกำลังเคลื่อนที่อยู่
.
ภาพของคนที่กำลังเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้ดี เด็กบนม้าหมุนที่หมุนช้าๆ หรือคนบนรถไฟเหาะที่วิ่งด้วยความเร็วสูง
ต่างก็ถูกหมุนเหวี่ยงและเปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา ร่างกายจึงรับรู้ถึงแรงกระชากเหล่านั้นได้โดยตรง
แถมพวกเขายังพุ่งแหวกผ่านอากาศที่อยู่นิ่ง มวลอากาศจึงปะทะเข้าที่หน้าอย่างจังอีก
.
โลกของเราก็ดำเนินไปตามหลักการเดียวกันนี้ บริเวณเส้นศูนย์สูตร โลกกำลังหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงถึง 1,675 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ซึ่งเร็วกว่าเครื่องบินโดยสารเสียอีก สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ตัวเรา ต้นไม้ ภูเขา ตึกรามบ้านช่อง
หรือแม้แต่ชั้นบรรยากาศหนาทึบ ล้วนกำลังเคลื่อนที่ไปพร้อมกันด้วยความเร็วที่เท่ากันอย่างพอดิบพอดี!
.
แรงโน้มถ่วงดึงทุกคนและทุกสิ่งให้ติดอยู่กับพื้นโลก ขณะที่ระบบทั้งหมดนี้เคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วที่คงที่สม่ำเสมอ
ไม่มีจังหวะเหยียบคันเร่ง ไม่มีจังหวะแตะเบรก อากาศรอบตัวก็หมุนไปพร้อมกับเรา จึงไม่มีกระแสลมกระชากมาปะทะหน้าจากการที่โลกหมุน
เราถึงสามารถนั่งพักผ่อนหรือกินข้าวใต้ต้นไม้ได้อย่างสงบสุข โดยไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดว่ากำลังพุ่งทะยานด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง
SCIWAYS
โลกหมุนเร็วกว่าเสียง ทำไมเราถึงไม่รู้สึกเวียนหัวหรือปลิวไปตามลม? คนบนโลกดูสงบสุขดีจัง
โลกหมุนเร็วกว่าเสียง ทำไมเราถึงไม่รู้สึกเวียนหัวหรือปลิวไปตามลม? คนบนโลกดูสงบสุขดีจัง…
เวลาเรานั่งเครื่องบินที่กำลังพุ่งฉิวด้วยความเร็วเกือบพันกิโลเมตรต่อชั่วโมง เรายังสามารถรินน้ำใส่แก้ว วางแก้วกาแฟไว้บนโต๊ะ
หรือลุกเดินไปมาได้สบายๆ โดยที่น้ำไม่หกสักหยด ตราบใดที่เครื่องบินนั้นยังบินอย่างนิ่งๆ ร่างกายเราจะไม่รู้สึกเลยว่ากำลังพุ่งไปข้างหน้าเร็วแค่ไหน
.
สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะร่างกายมนุษย์จะจับความรู้สึกได้เฉพาะตอนที่มีการเปลี่ยนแปลงความเร็วหรือเปลี่ยนทิศทางกะทันหันเท่านั้น
หรือแม้แต่การหมุน ซึ่งในทางฟิสิกส์จะมีองค์ประกอบของ "ความเร่ง" ปรากฏขึ้นอยู่นั่นเอง
.
ถ้าทุกอย่างเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าเดิมเป๊ะไปเรื่อยๆ ประสาทสัมผัสของเราจะแยกไม่ออกเลยว่าเรากำลังอยู่นิ่งๆ หรือกำลังเคลื่อนที่อยู่
.
ภาพของคนที่กำลังเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้ดี เด็กบนม้าหมุนที่หมุนช้าๆ หรือคนบนรถไฟเหาะที่วิ่งด้วยความเร็วสูง
ต่างก็ถูกหมุนเหวี่ยงและเปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา ร่างกายจึงรับรู้ถึงแรงกระชากเหล่านั้นได้โดยตรง
แถมพวกเขายังพุ่งแหวกผ่านอากาศที่อยู่นิ่ง มวลอากาศจึงปะทะเข้าที่หน้าอย่างจังอีก
.
โลกของเราก็ดำเนินไปตามหลักการเดียวกันนี้ บริเวณเส้นศูนย์สูตร โลกกำลังหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงถึง 1,675 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ซึ่งเร็วกว่าเครื่องบินโดยสารเสียอีก สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ตัวเรา ต้นไม้ ภูเขา ตึกรามบ้านช่อง
หรือแม้แต่ชั้นบรรยากาศหนาทึบ ล้วนกำลังเคลื่อนที่ไปพร้อมกันด้วยความเร็วที่เท่ากันอย่างพอดิบพอดี!
.
แรงโน้มถ่วงดึงทุกคนและทุกสิ่งให้ติดอยู่กับพื้นโลก ขณะที่ระบบทั้งหมดนี้เคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วที่คงที่สม่ำเสมอ
ไม่มีจังหวะเหยียบคันเร่ง ไม่มีจังหวะแตะเบรก อากาศรอบตัวก็หมุนไปพร้อมกับเรา จึงไม่มีกระแสลมกระชากมาปะทะหน้าจากการที่โลกหมุน
เราถึงสามารถนั่งพักผ่อนหรือกินข้าวใต้ต้นไม้ได้อย่างสงบสุข โดยไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดว่ากำลังพุ่งทะยานด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง
SCIWAYS