ทุกครั้งที่มีกระแสข่าวเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากฐานปัจจุบันที่ 7% สังคมไทยมักจะเกิดแรงกระเพื่อมและข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง ในฝั่งหนึ่ง การขึ้นภาษีคือการเพิ่มรายได้ให้รัฐเพื่อนำไปจัดสวัสดิการและพัฒนาประเทศ แต่อีกฝั่งหนึ่ง นี่คือการเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามสำคัญคือ
"เราควรจะเพิ่ม VAT ไหม?" ก่อนจะตอบคำถามนี้ เราอาจจะต้องถอยออกมามองบริบทภาพรวมของเพื่อนบ้าน และหาวิธีอุดช่องโหว่เพื่อไม่ให้การขึ้นภาษีครั้งนี้ไปบีบรัด "คนตัวเล็ก" จนเกินไป
ทราบหรือไม่ว่าคนไทยอยู่ในระบบภาษีเงินได้เพียง17
% และจ่ายภาษีเงินได้จริงเพียง6% อย่าปล่อยให้มนุษย์เงินเดือนเหล่านี้ต้องแบกรับภาระภาษีของคนทั้งประเทศ
VAT ไทย 7% อยู่ตรงไหนในอาเซียน?
หากเรากางแผนที่ภูมิภาคอาเซียนและเปรียบเทียบอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (หรือภาษีในลักษณะใกล้เคียงกัน) จะพบว่า
ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เก็บ VAT ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ *
ฟิลิปปินส์: 12%
อินโดนีเซีย: 11% (และมีแผนจะปรับเป็น 12% ในอนาคต)
เวียดนาม: 10% (มีการลดเหลือ 8% เป็นบางช่วงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ)
กัมพูชา และ สปป.ลาว: 10%
สิงคโปร์: 9% (เพิ่งปรับขึ้นจาก 8% เมื่อต้นปี 2024)
ไทย: 7% (ลดหย่อนจากอัตราเพดานจริงที่ 10% มาอย่างยาวนาน)
เมื่อมองจากตัวเลขนี้ หากประเทศไทยจะพิจารณาปรับขึ้น VAT เช่น ขยับเป็น 8% หรือ 9% เพื่อให้รัฐมีรายได้เพียงพอต่อการรับมือกับสังคมสูงวัยและการจัดทำรัฐสวัสดิการ ในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาคถือเป็นเรื่องที่
"สมเหตุสมผลและสามารถทำได้"
เห็นด้วยที่จะขึ้น... แต่ต้องไม่ทิ้ง "ผู้ประกอบการรายย่อย" ไว้ข้างหลัง
หากถามความเห็นว่าควรขึ้น VAT ไหม? คำตอบคือ
"เห็นด้วย แต่มีเงื่อนไข" การปรับขึ้น VAT จะส่งผลดีอย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อฐานภาษีของประเทศกว้างและครอบคลุมเพียงพอ ปัญหาหลักของระบบเศรษฐกิจไทยคือ เรามีเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) ที่ใหญ่มาก ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) พ่อค้าแม่ขายจำนวนมากยังอยู่นอกระบบภาษี
หากเราปรับขึ้น VAT ทันทีโดยไม่ทำอะไรเลย ภาระหนักจะตกอยู่กับประชาชนผู้บริโภค และธุรกิจที่อยู่ในระบบที่ต้องแบกรับต้นทุนทางบัญชีที่สูงขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากอยากเข้าสู่ระบบ แต่กลับต้องเผชิญกับ
"กำแพงความยุ่งยาก" ทั้งเรื่องการทำบัญชี การจ้างคนทำเอกสารเพื่อยื่นจ่าย VAT และความหวาดระแวงว่าจะถูกเก็บภาษีย้อนหลัง
ดังนั้น หากจะขึ้น VAT รัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือรายย่อยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปลี่ยนจากการ "บังคับและจับผิด" มาเป็นการ "จูงใจและสนับสนุน"
"หวยใบเสร็จ+คนละครึ่งพลัส" และการสนับสนุนระบบบัญชี: กุญแจสู่การดึงคนเข้าระบบ
โครงการที่ประสพความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมากคือคนละครึ่งพลัสที่รันบนแอปเป๋าตังค์ เมื่อนำมารวมกับหนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจอย่าง
"หวยใบเสร็จ" ซึ่งเคยถูกเสนอโดย
พรรคประชาชน หลักการของนโยบายนี้คือการเปลี่ยนผู้บริโภคให้เป็น "ผู้ตรวจสอบ" และเป็นแรงจูงใจให้ร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบ โดยมีกลไกดังนี้:
ดึงดูดผู้บริโภค: เมื่อประชาชนซื้อสินค้าหรือบริการจากร้านค้ารายย่อย (SMEs) ที่จดทะเบียนเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ใบเสร็จที่ได้รับจะมีสิทธิ์นำไปลุ้นรางวัล (สลากกินแบ่ง) ได้
ร้านค้าได้ประโยชน์: เมื่อลูกค้าต้องการใบเสร็จเพื่อไปลุ้นรางวัล ร้านค้าก็จะมีแรงจูงใจในการเข้าระบบภาษีและออกใบเสร็จอย่างถูกต้อง เพราะหากไม่อยู่ในระบบ ลูกค้าก็อาจจะเลือกไปซื้อร้านอื่นแทน
รัฐได้ฐานข้อมูล: รัฐสามารถดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบได้อย่างแนบเนียน ขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น โดยไม่ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายไปไล่บี้จับผิด
แต่แค่หวยใบเสร็จอย่างเดียวอาจไม่พอ รัฐต้องเสริมด้วยการลดภาระทางบัญชี:
ซอฟต์แวร์บัญชีฟรี: รัฐควรพัฒนาหรืออุดหนุนแอปพลิเคชันทำบัญชีและออกใบกำกับภาษีที่ใช้งานง่ายผ่านสมาร์ทโฟน ให้ร้านค้ารายย่อยใช้งานได้ฟรี
ช่วงเวลาผ่อนผัน (Grace Period): สำหรับร้านค้าที่เพิ่งเข้าสู่ระบบ ควรมีระยะเวลาปลอดค่าปรับ หรือไม่ตรวจประวัติภาษีย้อนหลัง เพื่อทลายความกลัวของพ่อค้าแม่ค้า
การสร้างแต้มต่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อลดภาระการทำบัญชีการจัดการเอกสาร รายย่อยที่ยอดขายไม่ถึง3.6ล้านบาทต่อปี อาจได้รับการยกเว้นให้เสียภาษีการค้า แบบเหมา ไม่ต้องเก็บใบเสร็จซื้อมาหัก ไม่ต้องทำบัญชีซื้อขาย แต่ให้จ่ายภาษีแบบเหมาจากยอดขาย 2.1% (นโยบายนี้เป็นแนวคิดของพรรคประชาชนที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์)
บทสรุป
การขยับ VAT จาก 7% ขึ้นไปในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เป็นก้าวที่ประเทศไทยอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตเพื่อความมั่นคงทางการคลัง แต่การก้าวครั้งนี้จะสำเร็จและได้รับการยอมรับจากสังคม ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีแผนรองรับที่ชัดเจน
เราไม่สามารถขึ้นภาษีโดยปล่อยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเผชิญชะตากรรมกับเอกสารกองโตและระบบบัญชีที่ซับซ้อนตามลำพังได้ นโยบายเชิงรุกที่ใช้แรงจูงใจอย่าง
"หวยใบเสร็จ" ผนวกกับการสนับสนุนเครื่องมือดิจิทัลฟรี จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขยายฐานภาษี และเปลี่ยนการขึ้น VAT จาก "ยาขม" ให้กลายเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้โปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
เราควรจะเพิ่ม VAT จาก7เป็น10 หรือไม่
คำถามสำคัญคือ "เราควรจะเพิ่ม VAT ไหม?" ก่อนจะตอบคำถามนี้ เราอาจจะต้องถอยออกมามองบริบทภาพรวมของเพื่อนบ้าน และหาวิธีอุดช่องโหว่เพื่อไม่ให้การขึ้นภาษีครั้งนี้ไปบีบรัด "คนตัวเล็ก" จนเกินไป
ทราบหรือไม่ว่าคนไทยอยู่ในระบบภาษีเงินได้เพียง17% และจ่ายภาษีเงินได้จริงเพียง6% อย่าปล่อยให้มนุษย์เงินเดือนเหล่านี้ต้องแบกรับภาระภาษีของคนทั้งประเทศ
VAT ไทย 7% อยู่ตรงไหนในอาเซียน?
หากเรากางแผนที่ภูมิภาคอาเซียนและเปรียบเทียบอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (หรือภาษีในลักษณะใกล้เคียงกัน) จะพบว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เก็บ VAT ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ * ฟิลิปปินส์: 12%
อินโดนีเซีย: 11% (และมีแผนจะปรับเป็น 12% ในอนาคต)
เวียดนาม: 10% (มีการลดเหลือ 8% เป็นบางช่วงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ)
กัมพูชา และ สปป.ลาว: 10%
สิงคโปร์: 9% (เพิ่งปรับขึ้นจาก 8% เมื่อต้นปี 2024)
ไทย: 7% (ลดหย่อนจากอัตราเพดานจริงที่ 10% มาอย่างยาวนาน)
เมื่อมองจากตัวเลขนี้ หากประเทศไทยจะพิจารณาปรับขึ้น VAT เช่น ขยับเป็น 8% หรือ 9% เพื่อให้รัฐมีรายได้เพียงพอต่อการรับมือกับสังคมสูงวัยและการจัดทำรัฐสวัสดิการ ในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาคถือเป็นเรื่องที่ "สมเหตุสมผลและสามารถทำได้"
เห็นด้วยที่จะขึ้น... แต่ต้องไม่ทิ้ง "ผู้ประกอบการรายย่อย" ไว้ข้างหลัง
หากถามความเห็นว่าควรขึ้น VAT ไหม? คำตอบคือ "เห็นด้วย แต่มีเงื่อนไข" การปรับขึ้น VAT จะส่งผลดีอย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อฐานภาษีของประเทศกว้างและครอบคลุมเพียงพอ ปัญหาหลักของระบบเศรษฐกิจไทยคือ เรามีเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) ที่ใหญ่มาก ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) พ่อค้าแม่ขายจำนวนมากยังอยู่นอกระบบภาษี
หากเราปรับขึ้น VAT ทันทีโดยไม่ทำอะไรเลย ภาระหนักจะตกอยู่กับประชาชนผู้บริโภค และธุรกิจที่อยู่ในระบบที่ต้องแบกรับต้นทุนทางบัญชีที่สูงขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากอยากเข้าสู่ระบบ แต่กลับต้องเผชิญกับ "กำแพงความยุ่งยาก" ทั้งเรื่องการทำบัญชี การจ้างคนทำเอกสารเพื่อยื่นจ่าย VAT และความหวาดระแวงว่าจะถูกเก็บภาษีย้อนหลัง
ดังนั้น หากจะขึ้น VAT รัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือรายย่อยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปลี่ยนจากการ "บังคับและจับผิด" มาเป็นการ "จูงใจและสนับสนุน"
"หวยใบเสร็จ+คนละครึ่งพลัส" และการสนับสนุนระบบบัญชี: กุญแจสู่การดึงคนเข้าระบบ
โครงการที่ประสพความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมากคือคนละครึ่งพลัสที่รันบนแอปเป๋าตังค์ เมื่อนำมารวมกับหนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจอย่าง "หวยใบเสร็จ" ซึ่งเคยถูกเสนอโดย พรรคประชาชน หลักการของนโยบายนี้คือการเปลี่ยนผู้บริโภคให้เป็น "ผู้ตรวจสอบ" และเป็นแรงจูงใจให้ร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบ โดยมีกลไกดังนี้:
ดึงดูดผู้บริโภค: เมื่อประชาชนซื้อสินค้าหรือบริการจากร้านค้ารายย่อย (SMEs) ที่จดทะเบียนเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ใบเสร็จที่ได้รับจะมีสิทธิ์นำไปลุ้นรางวัล (สลากกินแบ่ง) ได้
ร้านค้าได้ประโยชน์: เมื่อลูกค้าต้องการใบเสร็จเพื่อไปลุ้นรางวัล ร้านค้าก็จะมีแรงจูงใจในการเข้าระบบภาษีและออกใบเสร็จอย่างถูกต้อง เพราะหากไม่อยู่ในระบบ ลูกค้าก็อาจจะเลือกไปซื้อร้านอื่นแทน
รัฐได้ฐานข้อมูล: รัฐสามารถดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบได้อย่างแนบเนียน ขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น โดยไม่ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายไปไล่บี้จับผิด
แต่แค่หวยใบเสร็จอย่างเดียวอาจไม่พอ รัฐต้องเสริมด้วยการลดภาระทางบัญชี:
ซอฟต์แวร์บัญชีฟรี: รัฐควรพัฒนาหรืออุดหนุนแอปพลิเคชันทำบัญชีและออกใบกำกับภาษีที่ใช้งานง่ายผ่านสมาร์ทโฟน ให้ร้านค้ารายย่อยใช้งานได้ฟรี
ช่วงเวลาผ่อนผัน (Grace Period): สำหรับร้านค้าที่เพิ่งเข้าสู่ระบบ ควรมีระยะเวลาปลอดค่าปรับ หรือไม่ตรวจประวัติภาษีย้อนหลัง เพื่อทลายความกลัวของพ่อค้าแม่ค้า
การสร้างแต้มต่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อลดภาระการทำบัญชีการจัดการเอกสาร รายย่อยที่ยอดขายไม่ถึง3.6ล้านบาทต่อปี อาจได้รับการยกเว้นให้เสียภาษีการค้า แบบเหมา ไม่ต้องเก็บใบเสร็จซื้อมาหัก ไม่ต้องทำบัญชีซื้อขาย แต่ให้จ่ายภาษีแบบเหมาจากยอดขาย 2.1% (นโยบายนี้เป็นแนวคิดของพรรคประชาชนที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์)
บทสรุป
การขยับ VAT จาก 7% ขึ้นไปในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เป็นก้าวที่ประเทศไทยอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตเพื่อความมั่นคงทางการคลัง แต่การก้าวครั้งนี้จะสำเร็จและได้รับการยอมรับจากสังคม ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีแผนรองรับที่ชัดเจน
เราไม่สามารถขึ้นภาษีโดยปล่อยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเผชิญชะตากรรมกับเอกสารกองโตและระบบบัญชีที่ซับซ้อนตามลำพังได้ นโยบายเชิงรุกที่ใช้แรงจูงใจอย่าง "หวยใบเสร็จ" ผนวกกับการสนับสนุนเครื่องมือดิจิทัลฟรี จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขยายฐานภาษี และเปลี่ยนการขึ้น VAT จาก "ยาขม" ให้กลายเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้โปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง