รู้ธรรมมาก ไม่สำคัญเท่าลงมือปฏิบัติ

นั่งสมาธิจำเป็นต้องหลับตาหรือไม่??

เรื่องของพระโปฐิละ เป็นตัวอย่างของผู้ที่มีความรู้มาก แต่ยังไม่ลงมือปฏิบัติจริง

เมื่อท่านยอมลดตัว รับคำสอนของสามเณร จึงเริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริง

สามเณรพาท่านไปที่สระน้ำ แล้วให้ลงไปทั้งที่ยังนุ่งห่มจีวรอยู่ เหมือนเป็นการทดสอบว่า ท่านจะยอมทำตามคำสอนได้โดยไม่ลังเลหรือไม่

พระโปฐิละก็ไม่โต้แย้ง ไม่สงสัย ทำตามทันที

เมื่อขึ้นมาแล้ว สามเณรจึงสอนด้วยอุปมาเรียบง่ายว่า

เหมือนคนจะจับ ยิ้มที่อยู่ในจอมปลวก ซึ่งมีรูอยู่หกทาง
ถ้าปล่อยไว้ทั้งหมด  ยิ้มก็หนีได้
แต่ถ้าอุดไว้ห้าทาง แล้วเฝ้าทางเดียวที่มันเข้าไป ก็สามารถจับได้

จิตของเราก็เช่นกัน
มี “ทวาร” หรือช่องทางรับรู้อยู่หกทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

ถ้าปล่อยให้รับรู้ออกไปทุกทาง จิตก็ฟุ้งซ่าน จับอะไรไม่ได้

แต่ถ้ารู้จัก “ปิด” การฟุ้งซ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
แล้วตั้งจิตไว้ที่ “มโนทวาร” คือใจเพียงจุดเดียว

จิตก็จะตั้งมั่น และเกิดปัญญาได้

เพียงคำสอนสั้น ๆ นี้เอง
กลับทำให้พระโปฐิละ “เข้าใจทันที”

เหมือนจุดไฟในที่มืด
ความสว่างก็เกิดขึ้นฉับพลัน

ท่านจึงตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจัง
และเริ่มเดินบนทางแห่งสมณธรรมอย่างแท้จริง


พระพุทธเจ้าทรงเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้
จึงตรัสสรุปเป็นหลักสำคัญว่า

ปัญญาเกิดขึ้น เพราะการลงมือปฏิบัติ
ปัญญาเสื่อมไป เพราะไม่ลงมือปฏิบัติ

เมื่อรู้ว่ามีสองทาง คือ
ทางแห่งความเจริญ
และทางแห่งความเสื่อม

ผู้มีปัญญาควรเลือกตั้งตนอยู่ในทางที่ทำให้ปัญญาเจริญ

“รู้มาก ไม่สำคัญเท่าลงมือทำ
และปัญญา จะเกิดขึ้นได้
เมื่อจิตถูกรวมลงเป็นหนึ่ง และฝึกจริงเท่านั้น”
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่