การพัฒนา Artist Management (การบริหารศิลปิน) ในธุรกิจบันเทิงควรพัฒนาแบบรอบด้าน เพราะหน้าที่ของ Artist Management ไม่ได้มีแค่ดูตารางงาน แต่ต้องดูแล ภาพลักษณ์ รายได้ โอกาสทางธุรกิจ และการเติบโตระยะยาวของศิลปิน ด้วย โดยสามารถแบ่งเป็นด้านสำคัญ ได้ดังนี้
1) การวางกลยุทธ์และทิศทางศิลปิน (Strategic Planning)
• วาง Positioning ของศิลปิน ว่าจะอยู่ในตลาดแบบไหน
• กำหนด ภาพลักษณ์ (Brand Image)
• วางแผนการเติบโตระยะยาว
• เลือกงานที่เหมาะสมกับศิลปิน
• วิเคราะห์ตลาดและคู่แข่ง
ตัวอย่าง
• ศิลปินสายซีรีส์ → เน้นงานแสดง + Brand Ambassador
• ศิลปินสายร้องเพลง → เน้นเพลง + คอนเสิร์ต + Festival
ช่อง 3 ในยุคปัจจุบันยังขาดทิศทางของศิลปินที่ชัดเจน หลายๆงานสัมผัสได้ว่าต้องการให้ศิลปิน All Around ซึ่งไม่สอดคล้องกับความถนัดของศิลปิน และให้เวลาเตรียมตัว,เวลาซ้อมที่น้อยเกินไป ในที่นี่ขออนุญาตยกตัวอย่างศิลปินในเครือ gmm อย่างน้องโฟร์ท เพราะแม่น้องโฟร์ทหลายท่านบอกว่า ทางต้นสังกัดได้ส่งน้องไปเรียนเต้น เรียนร้องเพลงเพิ่ม เรามองว่านี่เป็นข้อดีและส่งเสริมในสิ่งที่ศิลปินถนัดจนกลายเป็นจุดแข็งและสามารถต่อยอดได้มากขึ้นในอนาคต โดยเป้าหมายคือ สร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและเป็นแบบแผนมากยิ่งขึ้น
2) การสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ (Artist Branding)
- วางคาแรคเตอร์
- สร้างตัวตนบนสื่อ
- ควบคุมภาพลักษณ์
- วาง Story ของศิลปิน
- สื่อสารกับแฟนคลับ
ซึ่งอันนี้เรามองว่าแล้วแต่ค่ายอยากจะกรูมเด็กแบบไหน คือมันก็เป็นเรื่องของต้นสังกัดนั้นแหละ แต่สิ่งที่เรามั่นใจอย่างนึงเลยคือ ศิลปินในสังกัดช่อง 3 มีพื้นฐานน่ารักและอัธยาศัยดีกันจริงๆ (แต่แฟนคลับอาจจะยัง)
แต่สิ่งที่ต้องการให้ปรับปรุงและแก้ไขเป็นอย่างมาก
- ทัศนคติของผู้บริหารและทีมงาน
- แนวคอนเทนต์
- Social Presence
- การสื่อสารของต้นสังกัด
ที่บอกให้ปรับปรุงทัศนคติของผู้บริหารและทีมงาน ขอออกตัวก่อนเลยว่าไม่ได้จะสบประมาท หรือหมิ่นอะไรในเรื่องส่วนตัวใดๆทั้งนั้น แค่อยากให้ลองมองการทำงานของค่ายอื่นบ้าง และอย่ามัวแต่ยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆของตัวเองสมัยก่อนเลย และปัจจุบันสื่อบันเทิงหรือตัวศิลปินมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้นที่ตรงไทป์ผู้บริโภค และคุ้มค่าที่จะจ่าย แม้ว่าช่อง 3 จะบอกว่าอยู่ในช่วงลด cost แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับเทียบค่ายไหนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ อย่าคิดว่าวันนี้ออกอะไรมาแฟนคลับยังจ่ายแล้วจะจ่ายให้ตลอดนะคะ เจอแบบนี้บ่อยๆคนเค้าก็เอือมเหมือนกัน อ่ะว่าแล้วก็อยากพูดเรื่องเมิชที่ขายในงานบอลหน่อย
เห็นว่ารายได้ค่าลิขสิทธิ์/Ar เพิ่มขึ้นมามากหน่อยนี่ทำขายใหญ่เลยนะ
แต่ราคาไม่สอดคล้องกับคุณภาพที่ได้เลยค่ะ ถ้าพูดในส่วนของอาร์ตเวิร์ค เรียนกันตามตรง ไม่มีอะไรเข้ากันสักอย่างในรูปนี้เลยค่ะ 3 คู่น่าจะเป็นรูปที่ถ่ายปฏิทินช่อง แต่รูปหลิงออมคือรูปงานสงกรานต์ที่คิงส์พาวเวอร์ ปี 2568 ถามหน่อยว่าธีมรูปและคอนเซปของรูปนี้คืออะไรคะ? ไหนความเชื่อมโยง
แล้วสติ้กเกอร์ที่ขายคู่พัดลมเอามาจากไหน ก็เอามาจากใช้ฟรี stock photo มาขายด้วย แค่เพิ่มฟอนต์ชื่อศิลปินเข้าไปเอง จะขายสติ๊กเกอร์หรือเมิชอะไรก็จ้างนักวาดจ้างคนออกแบบใหม่หน่อยก็ได้ นี่อะไร๊ เอาเปรียบแฟนคลับไม่พอยังเอาเปรียบสายอาร์ตอีก รู้บ้างมั๊ยว่าเวลาแฟนคลับทำ giveaway เค้าจ้างนักวาดจ้างทำคอมมิชชั่นกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะ ซึ่งต้นทุนบางอย่างก็สูงมากๆ แต่เค้าก็ทำกันเพราะรักศิลปินน่ะ
ตัวอย่าง
(นี่แฟนคลับทำเพราะหารายได้มาทำโปรเจคงานงานครบรอบ 56 ปี ของช่องนะ)
(AW และเมิชที่ค่าย gmm,DMD ทำ)
อย่าลืมน้า แฟนคลับก็คือผู้บริโภคที่เค้าเสียเงินจริงๆ ความรักที่มีให้ดาราก็เรื่องนึง แต่การที่คิดว่าว่าจะเอาแต่กอบโกยในช่วงแรกๆ ระยะยาวไม่มีคนซื้อหรอก เพราะมันน่าเบื่อ ที่ต้องเจอไรเดิมๆซ้ำๆขาดความพัฒนาอ่ะ เหมือนคุยกับกำแพง แล้วงานเมิชแต่ละอย่างที่ออกมาก็แย่จนไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาวิจารณ์แล้ว แต่ละอย่างที่ออกมาก็ดูเป็นงานที่ขาด creative direction ปละขาดความตั้งใจ นอกจากไม่สวยแล้วตัวสินค้าเองก็ไม่สามารถ represent ตัวศิลปินหรือแฟนคลับได้เลยสักนิด
และสิ่งที่ไม่เข้าใจช่องเลยจนเข้าปีที่ 3 คือ โปรเจคแต่ละอย่างไม่ต้องแพลนไว้หรอ กิจกรรมอะไรบ้าง ขายอะไรบ้าง การแพลนงานไว้ไม่ได้เมเนจทีมงาน เมเนจงบประมาณง่ายกว่าการคิดไปทำไประหว่างทางหรอคะ ว่าแล้วก็ขอยกตัวอย่างค่ายดูมันดิหน่อยละกัน เพราะไหนๆเค้าก็จัดมีตทัวร์ 4 ภาคเหมือนกัน
20
เห็นมั๊ยคะว่าเค้าทำงานยังไง
1. แจ้งรายละเอียด / สถานที่จัดงานอย่างชัดเจน
2. มีธีมงาน และ vtr โปรโมทงานที่ไปในทิศทางเดียวกัน
3. Art Work สวย เข้าใจง่าย / ทันสมัย
อย่างคอนรวม gl ตึกgmm ก่อน แกดูโปสเตอร์เค้าสิ จึ้งมาก มีธงมีธีมใดๆ เริ่ด
ทำได้บ่ยาย เฮ็ดได้บ่!! ดูงานเขาแหน่
แต่อย่างว่าแหละ บริษัทมหาชนคงไม่ใช้รูปรียูสจากงานอีเว้นท์ของศิลปินมาทำโปสเตอร์หรอกมั้ง แหม ใครจะทำแบบนั้นละเนอะ รูปรียูสจากงานอีเว้นท์ที่ศิลปินเค้าจ้างช่างแต่งหน้าช่างทำผมเองเนี้ย ถ้าเป็นแบบนั้นจริงคือดูไม่ลงทุนมากเลยอ่ะ

(งานนี้ควรเป็นงาน Heart talk ระหว่างแฟนคลับกับช่องด้วยซ้ำ แหม ทำแต่ละอย่าง)
แล้วก็ ถ้าคิดว่าทำอะไรแล้วไม่คุ้มก็ไม่ต้องทำอะไรแล้วค่ะ พูดจริงๆ ถ้าจะทำให้คุ้มมันต้องลงทุนทั้งนั้นถึงจะเกิด economic of scale น่ะ แล้วจะมาบอกให้แฟนคลับเข้าใจช่อง แล้วเมื่อไหร่ช่องจะเข้าใจแฟนคลับบ้าง ถ้าลดอคติลงก็จะมองเห็นว่าสิ่งที่แฟนคลับต้องการจริงๆคืออะไร คนไม่พอก็ไปหาเพิ่มค่ะ ไม่ใช่มาขอให้เข้าใจและมองแฟนคลับว่า toxic อย่างเดียวแต่ตัวเองก็ไม่ทำอะไรเลย เข้าใจได้ว่ายังใหม่กับ Artist Management แต่ช่องคิดจะอยู่กับคำว่ายังใหม่อีกนานแค่ไหน จะไม่พัฒนาหน่อยหรอ เข้าปีที่ 3 แล้ว ควรหายน็อคน้ำได้แล้วนะ
อีกประเด็นนึงที่อยากคุยกับช่องคือเรื่องการสื่อสาร
อ่ะ มาประเด็นนี้ ช่องกับแฟนคลับอาจจะต่างคนต่างมุมมอง ซึ่งทีมงานช่องคงมองในมุมมองของคนที่รักองค์กรและเติบโตมาด้วยกัน แต่การที่แฟนคลับจับประเด็นจากการสังเกตและการแอคชั่นของช่องก็ไม่ผิดเช่นกัน เพราะพวกเราต่างก็เป็นแฟนคลับ เป็นลูกค้า เป็นผู้บริโภคเหมือนกัน เราตัดสินจากคุณภาพงานค่ะไม่ใช่ความผูกพันธ์ พูดกันมาเข้าปีที่ 3 แล้ว การที่ช่องมาทำ Artist Management ช่องต้องมองศิลปินในสังกัดตัวเองที่เซ็นเข้าช่องก่อน ว่าเค้าอยู่ในรูปแบบ “ไอดอล” คือความดังของหลิงออมเนี้ย อยู่ในรูปแบบของไอดอลค่ะ ถ้าไม่เห็นภาพก็ขอยกตัวอย่าง girl group k-pop ละกัน เพราะนอกจากมีแฟนคลับหนาแน่นที่มีความรอยัลตี้มากๆแล้ว(สนแค่ตัวศิลปินผลลัพธ์ที่ศิลปินได้ แต่ไม่เอาค่าย) ซึ่งถ้าช่องอยากได้กำไรเพิ่ม หรือตกแฟนคลับหน้าใหม่ ก็ทำงานดีๆมาค่ะ หัดมอนิเตอร์การทำงานของตึกอื่นบ้าง พวกคุณจะทรีตแฟนคลับกลุ่มนี้เหมือนแฟนคลับทั่วไปไม่ได้ พ้อยหลักๆคือ ช่องไม่สามารถคอนโทรลคุณภาพการทำงานได้ เมื่อมีศิลปินหลายคู่น่ะนะ
ถามว่าแฟนคลับเข้าใจคนทำงานมั๊ย เค้าเข้าใจค่ะ ไม่งั้นจะบอกให้แบ่งทีมดูแลเป็นคู่ๆไปหรอ เพราะถ้าดูตลาด gl ตอนนี้ แต่ละคู่เค้าสาดคอนเท้นเต็มไปหมด แล้วหลิงออมจะมีแค่นี้จริงๆหรอคะ จะมีแค่แฟนคลับต้องเสียเงินเพื่อเห็นศิลปินจริงๆหรอ แม้แต่ในค่ายด้วยกันเอง พวกคุณยังทรีตศิลปินแต่ละคู่ไม่เท่ากันเลยค่ะ มองไปทางไหนก็เจอแต่ความไบแอสทั้งนั้น แต่นั้นแหละ การทำงานตอนนี้ก็ไม่ได้ออกมาเพื่อให้แฟนคลับรู้สึกดีเท่ากันอยู่แล้ว คงทำเพื่อให้เกิดภาพรวมของผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ไม่งั้นคงไม่เกิดปัญหาทรีตไม่เท่ากันตามศักยภาพในและละช่วงเวลาหรอก (ใช้กลยุทธ์อะไรน้อ)
*ยิ่งดัง ยิ่งโปรโมท คนยิ่งรู้จัก คนตามเพิ่มขึ้น ยิ่งชิ้นงานมีคุณภาพ ยิ่งขายได้ ทำไมไม่คิดแบบนี้บ้างละคะ อย่าลืมน้า แฟนคลับก็ผู้บริโภคนะ การที่คิดว่าทำงานสุ่ยๆเอาแต่กอบโกย แรกๆมันใช้ได้ค่ะ ระยะยาวก็ไม่มีคนซื้อหรอก มันน่าเบื่ออ่ะ
3) การตลาดและประชาสัมพันธ์ (Marketing & PR)
• วางแผนโปรโมท
• ส่งศิลปินไปออกรายการ
• วาง Content
• ทำ Campaign
• ทำ Social Media Strategy
• PR ข่าว
- วางแผนการโปรโมท
1.แพลนงาน
จะทำอะไรก็แพลนงานไว้เลยค่ะ โปรโมทซีรีย์ / เดินสายออกรายการ / แฟนมีต / ปล่อยงานอะไรก็ ประกาศล่วงหน้าไปเลย เศรษฐกิจแบบนี้คนเค้าเลือกจ่ายกันมากขึ้นนะ มันไม่ใช่จ่ายแล้วจบ มันยิบย่อยทั้งค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆอีก ไม่ใช้บอก 2 อาทิตย์แล้วเปิดขายเลย หรือกำหนดระยะเวลาพรีออเดอร์สั้นเกินไป
เอาง่ายๆ ปีนี้จะทำอะไรที่เป็นงานใหญ่ คุณทำ road map มาเลยดีกว่า
- ส่งศิลปินไปออกรายการ
ดังแล้วก็ต้องโปรโมทจ้า แหม ตอนไม่ดังไม่เห็นจะทำไรเลย ลีน่าหมิวก่อนซีรีย์ออนจนซีรีย์ออนแล้ว ไปออกรายการนอกรวมกัน 30 กว่ารายการ เยอะกว่าหลิงออมที่เดบิ้วมาก่อนอีก คือออกรายการนอกดีนะ เปิดการมองเห็น+โปรโมทไปในตัวได้ด้วย แต่รายการช่องค่อนข้างอ่อมง่ะ ไปรายการนอกสนุกกว่า
- วาง Content
แต่ละคู่มีคอนเท้นจากช่องให้ดูแบบสม่ำเสมอนี่ดีมากกนะ เลี้ยงกระแสได้ ต่อยอดได้ (แต่ทำไม lingOrm on my way ถึงไม่ได้ดูวะ)แต่คอนเท้นจากช่องที่ว่าไม่ใช่จู่ๆมาเปิดไลฟ์สดเอากล้องจ่อหน้าดาราแล้วถามคำถามคริ้นจ์ๆใส่นะ ถามแต่ละอย่าง กระอั่กกระอ่วนมาก
โดยรวมที่เอ่ยมาข้างต้นนี่สามารถทำได้ผ่านช่องทางต่างๆเช่น
• YouTube
• TikTok
• TV
• Event
• Online Media
เป้าหมายคือ 👉🏻 เพิ่มการมองเห็น (Visibility) ของตัวศิลปิน
4) การบริหารงานและตารางงาน (Operations Management)
• จัดตารางงาน
• ประสานงานกับลูกค้า
• ดูสัญญา
• จัดคิวงาน
• ดูแลกองถ่าย
• ดูแลกิจกรรม
เช่น
• งานถ่ายซีรีส์
• งานอีเวนต์
• งานโฆษณา
• งานสัมภาษณ์
ทำให้งานราบรื่นและไม่ชนกัน และลดการเกิด Human error
เห็นได้ชัดว่าตอนแต่ละคู่มีงานชนกัน หลิงออมมักจะไม่มีคอนเท้นให้ดูเลย ยกตัวอย่างงานบอล 0 การพูดถึงมาก vlog คลิปตอนซ้อมก็ไม่มี หลังจบงานไม่ถึง 24 ชั่วโมง ลีน่าหมิวกับอุ้มแบมได้คลิปตั้ง 20กว่านาที มีทีมคอนเท้นประกบตามถ่ายตลอด ส่วนหลิงออมกับแทนยะ คลิป 10 นาที (มุมกล้องตาลายคัก)
**อ่านต่อข้างล
แนะนำแผนการพัฒนา Artist Management (การบริหารศิลปิน) กับช่อง3 ( สู้เด้อ ห้ามอ่อมเดี๋ยวเล๊งจุ๊ง!!)😭
1) การวางกลยุทธ์และทิศทางศิลปิน (Strategic Planning)
• วาง Positioning ของศิลปิน ว่าจะอยู่ในตลาดแบบไหน
• กำหนด ภาพลักษณ์ (Brand Image)
• วางแผนการเติบโตระยะยาว
• เลือกงานที่เหมาะสมกับศิลปิน
• วิเคราะห์ตลาดและคู่แข่ง
ตัวอย่าง
• ศิลปินสายซีรีส์ → เน้นงานแสดง + Brand Ambassador
• ศิลปินสายร้องเพลง → เน้นเพลง + คอนเสิร์ต + Festival
ช่อง 3 ในยุคปัจจุบันยังขาดทิศทางของศิลปินที่ชัดเจน หลายๆงานสัมผัสได้ว่าต้องการให้ศิลปิน All Around ซึ่งไม่สอดคล้องกับความถนัดของศิลปิน และให้เวลาเตรียมตัว,เวลาซ้อมที่น้อยเกินไป ในที่นี่ขออนุญาตยกตัวอย่างศิลปินในเครือ gmm อย่างน้องโฟร์ท เพราะแม่น้องโฟร์ทหลายท่านบอกว่า ทางต้นสังกัดได้ส่งน้องไปเรียนเต้น เรียนร้องเพลงเพิ่ม เรามองว่านี่เป็นข้อดีและส่งเสริมในสิ่งที่ศิลปินถนัดจนกลายเป็นจุดแข็งและสามารถต่อยอดได้มากขึ้นในอนาคต โดยเป้าหมายคือ สร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและเป็นแบบแผนมากยิ่งขึ้น
2) การสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ (Artist Branding)
- วางคาแรคเตอร์
- สร้างตัวตนบนสื่อ
- ควบคุมภาพลักษณ์
- วาง Story ของศิลปิน
- สื่อสารกับแฟนคลับ
ซึ่งอันนี้เรามองว่าแล้วแต่ค่ายอยากจะกรูมเด็กแบบไหน คือมันก็เป็นเรื่องของต้นสังกัดนั้นแหละ แต่สิ่งที่เรามั่นใจอย่างนึงเลยคือ ศิลปินในสังกัดช่อง 3 มีพื้นฐานน่ารักและอัธยาศัยดีกันจริงๆ (แต่แฟนคลับอาจจะยัง)
แต่สิ่งที่ต้องการให้ปรับปรุงและแก้ไขเป็นอย่างมาก
- ทัศนคติของผู้บริหารและทีมงาน
- แนวคอนเทนต์
- Social Presence
- การสื่อสารของต้นสังกัด
ที่บอกให้ปรับปรุงทัศนคติของผู้บริหารและทีมงาน ขอออกตัวก่อนเลยว่าไม่ได้จะสบประมาท หรือหมิ่นอะไรในเรื่องส่วนตัวใดๆทั้งนั้น แค่อยากให้ลองมองการทำงานของค่ายอื่นบ้าง และอย่ามัวแต่ยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆของตัวเองสมัยก่อนเลย และปัจจุบันสื่อบันเทิงหรือตัวศิลปินมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้นที่ตรงไทป์ผู้บริโภค และคุ้มค่าที่จะจ่าย แม้ว่าช่อง 3 จะบอกว่าอยู่ในช่วงลด cost แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับเทียบค่ายไหนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ อย่าคิดว่าวันนี้ออกอะไรมาแฟนคลับยังจ่ายแล้วจะจ่ายให้ตลอดนะคะ เจอแบบนี้บ่อยๆคนเค้าก็เอือมเหมือนกัน อ่ะว่าแล้วก็อยากพูดเรื่องเมิชที่ขายในงานบอลหน่อย
เห็นว่ารายได้ค่าลิขสิทธิ์/Ar เพิ่มขึ้นมามากหน่อยนี่ทำขายใหญ่เลยนะ
แต่ราคาไม่สอดคล้องกับคุณภาพที่ได้เลยค่ะ ถ้าพูดในส่วนของอาร์ตเวิร์ค เรียนกันตามตรง ไม่มีอะไรเข้ากันสักอย่างในรูปนี้เลยค่ะ 3 คู่น่าจะเป็นรูปที่ถ่ายปฏิทินช่อง แต่รูปหลิงออมคือรูปงานสงกรานต์ที่คิงส์พาวเวอร์ ปี 2568 ถามหน่อยว่าธีมรูปและคอนเซปของรูปนี้คืออะไรคะ? ไหนความเชื่อมโยง
แล้วสติ้กเกอร์ที่ขายคู่พัดลมเอามาจากไหน ก็เอามาจากใช้ฟรี stock photo มาขายด้วย แค่เพิ่มฟอนต์ชื่อศิลปินเข้าไปเอง จะขายสติ๊กเกอร์หรือเมิชอะไรก็จ้างนักวาดจ้างคนออกแบบใหม่หน่อยก็ได้ นี่อะไร๊ เอาเปรียบแฟนคลับไม่พอยังเอาเปรียบสายอาร์ตอีก รู้บ้างมั๊ยว่าเวลาแฟนคลับทำ giveaway เค้าจ้างนักวาดจ้างทำคอมมิชชั่นกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะ ซึ่งต้นทุนบางอย่างก็สูงมากๆ แต่เค้าก็ทำกันเพราะรักศิลปินน่ะ
ตัวอย่าง
และสิ่งที่ไม่เข้าใจช่องเลยจนเข้าปีที่ 3 คือ โปรเจคแต่ละอย่างไม่ต้องแพลนไว้หรอ กิจกรรมอะไรบ้าง ขายอะไรบ้าง การแพลนงานไว้ไม่ได้เมเนจทีมงาน เมเนจงบประมาณง่ายกว่าการคิดไปทำไประหว่างทางหรอคะ ว่าแล้วก็ขอยกตัวอย่างค่ายดูมันดิหน่อยละกัน เพราะไหนๆเค้าก็จัดมีตทัวร์ 4 ภาคเหมือนกัน
1. แจ้งรายละเอียด / สถานที่จัดงานอย่างชัดเจน
2. มีธีมงาน และ vtr โปรโมทงานที่ไปในทิศทางเดียวกัน
3. Art Work สวย เข้าใจง่าย / ทันสมัย
อย่างคอนรวม gl ตึกgmm ก่อน แกดูโปสเตอร์เค้าสิ จึ้งมาก มีธงมีธีมใดๆ เริ่ด
(งานนี้ควรเป็นงาน Heart talk ระหว่างแฟนคลับกับช่องด้วยซ้ำ แหม ทำแต่ละอย่าง)
แล้วก็ ถ้าคิดว่าทำอะไรแล้วไม่คุ้มก็ไม่ต้องทำอะไรแล้วค่ะ พูดจริงๆ ถ้าจะทำให้คุ้มมันต้องลงทุนทั้งนั้นถึงจะเกิด economic of scale น่ะ แล้วจะมาบอกให้แฟนคลับเข้าใจช่อง แล้วเมื่อไหร่ช่องจะเข้าใจแฟนคลับบ้าง ถ้าลดอคติลงก็จะมองเห็นว่าสิ่งที่แฟนคลับต้องการจริงๆคืออะไร คนไม่พอก็ไปหาเพิ่มค่ะ ไม่ใช่มาขอให้เข้าใจและมองแฟนคลับว่า toxic อย่างเดียวแต่ตัวเองก็ไม่ทำอะไรเลย เข้าใจได้ว่ายังใหม่กับ Artist Management แต่ช่องคิดจะอยู่กับคำว่ายังใหม่อีกนานแค่ไหน จะไม่พัฒนาหน่อยหรอ เข้าปีที่ 3 แล้ว ควรหายน็อคน้ำได้แล้วนะ
อีกประเด็นนึงที่อยากคุยกับช่องคือเรื่องการสื่อสาร
อ่ะ มาประเด็นนี้ ช่องกับแฟนคลับอาจจะต่างคนต่างมุมมอง ซึ่งทีมงานช่องคงมองในมุมมองของคนที่รักองค์กรและเติบโตมาด้วยกัน แต่การที่แฟนคลับจับประเด็นจากการสังเกตและการแอคชั่นของช่องก็ไม่ผิดเช่นกัน เพราะพวกเราต่างก็เป็นแฟนคลับ เป็นลูกค้า เป็นผู้บริโภคเหมือนกัน เราตัดสินจากคุณภาพงานค่ะไม่ใช่ความผูกพันธ์ พูดกันมาเข้าปีที่ 3 แล้ว การที่ช่องมาทำ Artist Management ช่องต้องมองศิลปินในสังกัดตัวเองที่เซ็นเข้าช่องก่อน ว่าเค้าอยู่ในรูปแบบ “ไอดอล” คือความดังของหลิงออมเนี้ย อยู่ในรูปแบบของไอดอลค่ะ ถ้าไม่เห็นภาพก็ขอยกตัวอย่าง girl group k-pop ละกัน เพราะนอกจากมีแฟนคลับหนาแน่นที่มีความรอยัลตี้มากๆแล้ว(สนแค่ตัวศิลปินผลลัพธ์ที่ศิลปินได้ แต่ไม่เอาค่าย) ซึ่งถ้าช่องอยากได้กำไรเพิ่ม หรือตกแฟนคลับหน้าใหม่ ก็ทำงานดีๆมาค่ะ หัดมอนิเตอร์การทำงานของตึกอื่นบ้าง พวกคุณจะทรีตแฟนคลับกลุ่มนี้เหมือนแฟนคลับทั่วไปไม่ได้ พ้อยหลักๆคือ ช่องไม่สามารถคอนโทรลคุณภาพการทำงานได้ เมื่อมีศิลปินหลายคู่น่ะนะ
ถามว่าแฟนคลับเข้าใจคนทำงานมั๊ย เค้าเข้าใจค่ะ ไม่งั้นจะบอกให้แบ่งทีมดูแลเป็นคู่ๆไปหรอ เพราะถ้าดูตลาด gl ตอนนี้ แต่ละคู่เค้าสาดคอนเท้นเต็มไปหมด แล้วหลิงออมจะมีแค่นี้จริงๆหรอคะ จะมีแค่แฟนคลับต้องเสียเงินเพื่อเห็นศิลปินจริงๆหรอ แม้แต่ในค่ายด้วยกันเอง พวกคุณยังทรีตศิลปินแต่ละคู่ไม่เท่ากันเลยค่ะ มองไปทางไหนก็เจอแต่ความไบแอสทั้งนั้น แต่นั้นแหละ การทำงานตอนนี้ก็ไม่ได้ออกมาเพื่อให้แฟนคลับรู้สึกดีเท่ากันอยู่แล้ว คงทำเพื่อให้เกิดภาพรวมของผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ไม่งั้นคงไม่เกิดปัญหาทรีตไม่เท่ากันตามศักยภาพในและละช่วงเวลาหรอก (ใช้กลยุทธ์อะไรน้อ)
*ยิ่งดัง ยิ่งโปรโมท คนยิ่งรู้จัก คนตามเพิ่มขึ้น ยิ่งชิ้นงานมีคุณภาพ ยิ่งขายได้ ทำไมไม่คิดแบบนี้บ้างละคะ อย่าลืมน้า แฟนคลับก็ผู้บริโภคนะ การที่คิดว่าทำงานสุ่ยๆเอาแต่กอบโกย แรกๆมันใช้ได้ค่ะ ระยะยาวก็ไม่มีคนซื้อหรอก มันน่าเบื่ออ่ะ
3) การตลาดและประชาสัมพันธ์ (Marketing & PR)
• วางแผนโปรโมท
• ส่งศิลปินไปออกรายการ
• วาง Content
• ทำ Campaign
• ทำ Social Media Strategy
• PR ข่าว
- วางแผนการโปรโมท
1.แพลนงาน
จะทำอะไรก็แพลนงานไว้เลยค่ะ โปรโมทซีรีย์ / เดินสายออกรายการ / แฟนมีต / ปล่อยงานอะไรก็ ประกาศล่วงหน้าไปเลย เศรษฐกิจแบบนี้คนเค้าเลือกจ่ายกันมากขึ้นนะ มันไม่ใช่จ่ายแล้วจบ มันยิบย่อยทั้งค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆอีก ไม่ใช้บอก 2 อาทิตย์แล้วเปิดขายเลย หรือกำหนดระยะเวลาพรีออเดอร์สั้นเกินไป
เอาง่ายๆ ปีนี้จะทำอะไรที่เป็นงานใหญ่ คุณทำ road map มาเลยดีกว่า
- ส่งศิลปินไปออกรายการ
ดังแล้วก็ต้องโปรโมทจ้า แหม ตอนไม่ดังไม่เห็นจะทำไรเลย ลีน่าหมิวก่อนซีรีย์ออนจนซีรีย์ออนแล้ว ไปออกรายการนอกรวมกัน 30 กว่ารายการ เยอะกว่าหลิงออมที่เดบิ้วมาก่อนอีก คือออกรายการนอกดีนะ เปิดการมองเห็น+โปรโมทไปในตัวได้ด้วย แต่รายการช่องค่อนข้างอ่อมง่ะ ไปรายการนอกสนุกกว่า
- วาง Content
แต่ละคู่มีคอนเท้นจากช่องให้ดูแบบสม่ำเสมอนี่ดีมากกนะ เลี้ยงกระแสได้ ต่อยอดได้ (แต่ทำไม lingOrm on my way ถึงไม่ได้ดูวะ)แต่คอนเท้นจากช่องที่ว่าไม่ใช่จู่ๆมาเปิดไลฟ์สดเอากล้องจ่อหน้าดาราแล้วถามคำถามคริ้นจ์ๆใส่นะ ถามแต่ละอย่าง กระอั่กกระอ่วนมาก
โดยรวมที่เอ่ยมาข้างต้นนี่สามารถทำได้ผ่านช่องทางต่างๆเช่น
• YouTube
• TikTok
• TV
• Event
• Online Media
4) การบริหารงานและตารางงาน (Operations Management)
• จัดตารางงาน
• ประสานงานกับลูกค้า
• ดูสัญญา
• จัดคิวงาน
• ดูแลกองถ่าย
• ดูแลกิจกรรม
เช่น
• งานถ่ายซีรีส์
• งานอีเวนต์
• งานโฆษณา
• งานสัมภาษณ์
ทำให้งานราบรื่นและไม่ชนกัน และลดการเกิด Human error
เห็นได้ชัดว่าตอนแต่ละคู่มีงานชนกัน หลิงออมมักจะไม่มีคอนเท้นให้ดูเลย ยกตัวอย่างงานบอล 0 การพูดถึงมาก vlog คลิปตอนซ้อมก็ไม่มี หลังจบงานไม่ถึง 24 ชั่วโมง ลีน่าหมิวกับอุ้มแบมได้คลิปตั้ง 20กว่านาที มีทีมคอนเท้นประกบตามถ่ายตลอด ส่วนหลิงออมกับแทนยะ คลิป 10 นาที (มุมกล้องตาลายคัก)