ลองจินตนาการดูนะครับว่า ตั้งแต่วันที่เราเกิดมา เราทุกคนต่างก็ได้ตั๋วฟรีมาคนละใบ เพื่อขึ้นไปนั่งบน
"รถไฟขบวนชีวิต" ของตัวเอง
บนรถไฟขบวนนี้ เราเป็นเจ้าของขบวน และเรากำลังเดินทางไปข้างหน้าเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าปลายทางสุดท้ายอยู่ที่ไหน แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่ "จุดหมาย" ครับ มันคือ
"ผู้โดยสาร" ที่แวะเวียนมาหาเราต่างหาก
1. ทำไมบางคนถึงอยู่กับเราไม่นาน?
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเพื่อนบางคนคบกันมาตั้งนานอยู่ดีๆ ก็หายไป หรือคนที่เคยบอกว่ารักนักรักหนา วันหนึ่งเขากลับเดินจากไปเฉยๆ?
ทฤษฎีสถานีรถไฟบอกเราง่ายๆ แบบนี้ครับ
"ทุกคนมีสถานีที่ต้องลงเป็นของตัวเอง"
• บางคนขึ้นมาเพื่อทำให้เราหัวเราะแค่ 2-3 สถานี แล้วเขาก็ต้องไป
• บางคนนั่งยาวมาครึ่งค่อนคืน เหมือนจะอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่พอถึงสถานีของเขา เขาก็ต้องลงอยู่ดี
การที่เขาลงจากรถไฟไป
ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนผิด และไม่ได้แปลว่าเราทำอะไรพลาด แต่มันแค่ถึง "เวลา" และ "สถานที่" ที่เขาต้องไปทำหน้าที่ของเขาต่อในเส้นทางอื่นเท่านั้นเอง
2. อย่าดึงคนที่ "ถึงเวลาต้องลง" ให้เขานั่งต่อ
สิ่งที่ทำให้คนเราทุกข์ที่สุด ไม่ใช่การที่รถไฟจอดรับส่งคนครับ แต่คือการที่เราพยายาม
"ล็อกประตู" ไม่ให้คนลง
ลองนึกภาพดูนะครับ ถ้าสถานีนั้นคือที่ที่เขาต้องไปเริ่มชีวิตใหม่ ต้องไปเจอความฝันของเขา แต่เรากลับไปฉุดกระชากเขาไว้ไม่ให้ไป นอกจากเขาจะอึดอัดแล้ว เราเองก็เสียเวลาที่จะเปิดรับผู้โดยสารใหม่ๆ ที่กำลังรอขึ้นในสถานีถัดไปด้วย
กฎเหล็กของชีวิต เราไม่มีสิทธิ์บังคับให้ใครอยู่กับเราจนสุดทาง
3. ทุกคนที่ขึ้นมา คือ "ครู" ที่มาสอนบทเรียน
ถึงแม้เขาจะนั่งกับเราแค่ช่วงสั้นๆ แต่เชื่อไหมครับว่าทุกคนทิ้งอะไรบางอย่างไว้เสมอ
•
คนที่รักเรา สอนให้รู้ว่าเรามีค่าแค่ไหน
•
คนที่ทิ้งเรา สอนให้รู้ว่าเราต้องพึ่งพาตัวเองให้เป็น
•
คนที่ทำร้ายเรา สอนให้รู้ว่าคราวหน้าเราต้องล็อกประตูหัวใจให้แน่นกว่าเดิม
ไม่มีใครขึ้นมาบนรถไฟของเรา "เสียเปล่า" ทุกคนเข้ามาเพื่อมอบบทเรียนบางอย่างที่ทำให้เรากลายเป็นคนขับรถไฟที่เก่งขึ้นกว่าเดิม
4. วิธีลาที่ดีที่สุด คือ "การขอบคุณ"
เมื่อถึงวันที่ใครบางคนเดินมาบอกลา หรืออยู่ดีๆ เขาก็ลุกไปที่ประตูรถไฟ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ไม่ใช่การร้องไห้ฟูมฟาย แต่คือการ "ยิ้มและขอบคุณ"
• ขอบคุณที่เคยนั่งเป็นเพื่อนในวันที่เงียบเหงา
• ขอบคุณที่เคยแบ่งขนมกิน (แบ่งปันความสุข)
• ขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเราเคยมีช่วงเวลาดีๆ บนขบวนเดียวกัน
บทสรุปส่งท้าย
วันนี้ถ้าคุณรู้สึกเสียใจที่มีใครเดินจากไป ให้จำไว้ว่ารถไฟของคุณยังไม่หยุดวิ่งครับ มองออกไปนอกหน้าต่าง สูดหายใจลึกๆ แล้วเตรียมตัวให้พร้อม เพราะที่สถานีข้างหน้า
อาจจะมีผู้โดยสารคนใหม่ที่น่ารักกว่าเดิม กำลังยืนรอที่จะขึ้นมานั่งข้างๆ คุณอยู่ก็ได้
เดินทางต่ออย่างมีความสุขนะครับ เพราะนี่คือรถไฟของคุณ และคุณคือคนคุมพวงมาลัย!
ชีวิตคือรถไฟ: ไม่ต้องเสียใจที่มีคนลง เพราะสถานีหน้ายังมีคนรอขึ้นเสมอ..
ลองจินตนาการดูนะครับว่า ตั้งแต่วันที่เราเกิดมา เราทุกคนต่างก็ได้ตั๋วฟรีมาคนละใบ เพื่อขึ้นไปนั่งบน "รถไฟขบวนชีวิต" ของตัวเอง
บนรถไฟขบวนนี้ เราเป็นเจ้าของขบวน และเรากำลังเดินทางไปข้างหน้าเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าปลายทางสุดท้ายอยู่ที่ไหน แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่ "จุดหมาย" ครับ มันคือ "ผู้โดยสาร" ที่แวะเวียนมาหาเราต่างหาก
1. ทำไมบางคนถึงอยู่กับเราไม่นาน?
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเพื่อนบางคนคบกันมาตั้งนานอยู่ดีๆ ก็หายไป หรือคนที่เคยบอกว่ารักนักรักหนา วันหนึ่งเขากลับเดินจากไปเฉยๆ?
ทฤษฎีสถานีรถไฟบอกเราง่ายๆ แบบนี้ครับ "ทุกคนมีสถานีที่ต้องลงเป็นของตัวเอง"
• บางคนขึ้นมาเพื่อทำให้เราหัวเราะแค่ 2-3 สถานี แล้วเขาก็ต้องไป
• บางคนนั่งยาวมาครึ่งค่อนคืน เหมือนจะอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่พอถึงสถานีของเขา เขาก็ต้องลงอยู่ดี
การที่เขาลงจากรถไฟไป ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนผิด และไม่ได้แปลว่าเราทำอะไรพลาด แต่มันแค่ถึง "เวลา" และ "สถานที่" ที่เขาต้องไปทำหน้าที่ของเขาต่อในเส้นทางอื่นเท่านั้นเอง
2. อย่าดึงคนที่ "ถึงเวลาต้องลง" ให้เขานั่งต่อ
สิ่งที่ทำให้คนเราทุกข์ที่สุด ไม่ใช่การที่รถไฟจอดรับส่งคนครับ แต่คือการที่เราพยายาม "ล็อกประตู" ไม่ให้คนลง
ลองนึกภาพดูนะครับ ถ้าสถานีนั้นคือที่ที่เขาต้องไปเริ่มชีวิตใหม่ ต้องไปเจอความฝันของเขา แต่เรากลับไปฉุดกระชากเขาไว้ไม่ให้ไป นอกจากเขาจะอึดอัดแล้ว เราเองก็เสียเวลาที่จะเปิดรับผู้โดยสารใหม่ๆ ที่กำลังรอขึ้นในสถานีถัดไปด้วย
กฎเหล็กของชีวิต เราไม่มีสิทธิ์บังคับให้ใครอยู่กับเราจนสุดทาง
3. ทุกคนที่ขึ้นมา คือ "ครู" ที่มาสอนบทเรียน
ถึงแม้เขาจะนั่งกับเราแค่ช่วงสั้นๆ แต่เชื่อไหมครับว่าทุกคนทิ้งอะไรบางอย่างไว้เสมอ
• คนที่รักเรา สอนให้รู้ว่าเรามีค่าแค่ไหน
• คนที่ทิ้งเรา สอนให้รู้ว่าเราต้องพึ่งพาตัวเองให้เป็น
• คนที่ทำร้ายเรา สอนให้รู้ว่าคราวหน้าเราต้องล็อกประตูหัวใจให้แน่นกว่าเดิม
ไม่มีใครขึ้นมาบนรถไฟของเรา "เสียเปล่า" ทุกคนเข้ามาเพื่อมอบบทเรียนบางอย่างที่ทำให้เรากลายเป็นคนขับรถไฟที่เก่งขึ้นกว่าเดิม
4. วิธีลาที่ดีที่สุด คือ "การขอบคุณ"
เมื่อถึงวันที่ใครบางคนเดินมาบอกลา หรืออยู่ดีๆ เขาก็ลุกไปที่ประตูรถไฟ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ไม่ใช่การร้องไห้ฟูมฟาย แต่คือการ "ยิ้มและขอบคุณ"
• ขอบคุณที่เคยนั่งเป็นเพื่อนในวันที่เงียบเหงา
• ขอบคุณที่เคยแบ่งขนมกิน (แบ่งปันความสุข)
• ขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเราเคยมีช่วงเวลาดีๆ บนขบวนเดียวกัน
บทสรุปส่งท้าย
วันนี้ถ้าคุณรู้สึกเสียใจที่มีใครเดินจากไป ให้จำไว้ว่ารถไฟของคุณยังไม่หยุดวิ่งครับ มองออกไปนอกหน้าต่าง สูดหายใจลึกๆ แล้วเตรียมตัวให้พร้อม เพราะที่สถานีข้างหน้า อาจจะมีผู้โดยสารคนใหม่ที่น่ารักกว่าเดิม กำลังยืนรอที่จะขึ้นมานั่งข้างๆ คุณอยู่ก็ได้
เดินทางต่ออย่างมีความสุขนะครับ เพราะนี่คือรถไฟของคุณ และคุณคือคนคุมพวงมาลัย!