ระหว่าง "ครู" กับ "อัยการ" อาชีพไหนกว่าจะสอบเข้าได้... โหดและยากกว่ากัน?

ถ้าพูดถึงอาชีพในฝันที่มั่นคง มีเกียรติ และเป็นเสาหลักของสังคมไทย "ครู" และ "อัยการ" น่าจะเป็นสองอาชีพที่ติดท็อปฮิตเสมอครับ แต่ถ้าถามกันแบบตรงไปตรงมาว่า "อาชีพไหนสอบเข้ายากกว่ากัน?" คำตอบสั้นๆ ฟันธงได้เลยคือ "อัยการยากกว่ามากครับ" ทั้งในแง่ของระยะเวลา ความซับซ้อนของเนื้อหา และด่านทดสอบที่ต้องฝ่าฟัน

แต่ความ "ยาก" ของทั้งสองอาชีพนี้มันเป็นความยากคนละรูปแบบครับ เหมือนการแข่งกีฬาคนละประเภท ลองมาดูกันแบบภาษาคนทำงานว่า แต่ละเส้นทางมันโหดตรงไหนบ้าง

เส้นทางที่ 1: ข้าราชการครู (ความยากแบบ "Battle Royale" แข่งกับคนนับแสน)
เส้นทางของครูนั้น ตรงไปตรงมาครับ ภาพรวมคือเรียนจบให้ตรงสาย แล้วไปตบตีแย่งชิงเก้าอี้กับคนจำนวนมหาศาล

ด่านการเรียน: คุณต้องเรียนจบ ป.ตรี สายครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ หรือสายที่เกี่ยวข้อง และต้องผ่านการฝึกสอนในโรงเรียนจริงๆ 1 ปีเต็ม เพื่อให้ได้ "ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู" (ซึ่งเป็นของแรร์ไอเทมที่ขาดไม่ได้) ด่านนี้ความยากอยู่ระดับปานกลาง เน้นความอดทนในการคุมชั้นเรียนและทำแผนการสอน

ด่านการสอบบรรจุ (ครูผู้ช่วย): นี่คือสมรภูมิที่แท้จริงครับ ข้อสอบส่วนใหญ่เป็น "ปรนัย" (กากบาท) วัดความรู้ทั่วไป กฎหมายการศึกษา จิตวิทยา และวิชาเอกที่คุณจบมา

ทำไมถึงยาก? ความยากไม่ได้อยู่ที่ข้อสอบมันลึกซึ้งระดับจักรวาล แต่อยู่ที่ "อัตราการแข่งขัน" ในแต่ละปีมีคนสอบเป็นแสนคน แต่อัตราว่างมีหลักพัน การสอบผ่านเกณฑ์ 60% ไม่ได้แปลว่าคุณจะได้เป็นครู คุณต้องทำคะแนนให้ได้ "อันดับต้นๆ" หรือที่เรียกกันว่า "สอบติดและได้ขึ้นบัญชีลำดับแรกๆ" ถึงจะถูกเรียกตัวไปบรรจุ ถ้าได้ลำดับท้ายๆ ก็อาจจะรอจนบัญชีหมดอายุแล้วต้องไปสอบใหม่ครับ

เส้นทางที่ 2: ข้าราชการอัยการ (ความยากแบบ "มาราธอนวิบาก" คัดแต่หัวกะทิ)
ถ้าครูคือการสู้กับคนหมู่มาก อัยการก็คือการต่อสู้กับ "ตำรา" และ "ความเข้มข้นของตัวบทกฎหมาย" ในระดับที่รีดเค้นพลังสมองขั้นสุด เส้นทางนี้ยาวไกลและมีด่านสกัดดาวรุ่งเยอะมากครับ

ด่านการเรียน ป.ตรี: จบ นิติศาสตรบัณฑิต (อันนี้แค่จุดสตาร์ทเบาๆ)

ด่านมหาโหด "เนติบัณฑิตไทย": นี่คือกำแพงยักษ์ที่คัดคนออกไปมหาศาล ใครจะสอบอัยการได้ต้องสอบผ่าน "เนติฯ" ให้ครบทั้ง 4 ขา ซึ่งข้อสอบยากมาก ต้องท่องจำตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกากันเป็นตั้งๆ หลายคนถอดใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตก็ที่ด่านนี้แหละครับ

ด่านสะสมเลเวล (ประสบการณ์): จบเนติฯ แล้วก็ยังสอบไม่ได้นะครับ คุณต้องไปทำงานเก็บอายุงานทางกฎหมาย (เช่น เป็นทนายความเก็บคดีให้ครบ หรือเป็นนิติกรในหน่วยงานรัฐ) อีกอย่างน้อย 2 ปี และต้องมีอายุ 25 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ถึงจะมีสิทธิ์ยื่นใบสมัครสอบอัยการได้

ด่านสอบผู้ช่วยอัยการ: นี่คือบอสใหญ่ ข้อสอบเป็น "อัตนัย" (เขียนตอบ) เกือบทั้งหมด ไม่มีให้มากากบาทเดาใจ คุณต้องเขียนอธิบาย วินิจฉัยปรับข้อกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริงแบบเป๊ะๆ ภาษาต้องสละสลวยและมีตรรกะทางกฎหมายที่เฉียบคม

ทำไมถึงยาก? มาตรฐานการตรวจข้อสอบของสนามนี้ "สูงลิบลิ่ว" ครับ บางปีคนสมัครสอบหลักพันถึงหลักหมื่น แต่คนสอบผ่านเกณฑ์มีแค่หลักสิบหรือหลักร้อยต้นๆ เท่านั้น (คือผ่านแค่ไม่ถึง 5% ของคนสอบทั้งหมด) เรียกได้ว่าถ้าไม่เก่งและแม่นจริงๆ กรรมการไม่ยอมปล่อยให้ผ่านไปนั่งบัลลังก์แน่นอน

สรุปให้เห็นภาพชัดๆ
อยากเป็นครู: คุณใช้เวลาเรียน 4-5 ปี จบปุ๊บ มีใบประกอบวิชาชีพปั๊บ ก็ลงสนามสอบแข่งกับคนเป็นแสนได้เลย ความยากคือ ต้องทำให้ได้คะแนนท็อปๆ เพื่อหนีคู่แข่ง

อยากเป็นอัยการ: คุณต้องใช้เวลาเรียน ป.ตรี (4 ปี) + สอบเนติฯ (1-3 ปี แล้วแต่คน) + เก็บอายุงาน (2 ปี) รวมๆ แล้วใช้เวลาหลังเรียนจบ ม.ปลาย อย่างน้อยๆ 7-8 ปี กว่าจะแค่ "มีสิทธิ์สอบ" ความยากคือ ด่านทดสอบแต่ละด่านมันกรองคนออกไปเรื่อยๆ และข้อสอบวัดความรู้กฎหมายเชิงลึกแบบโหดหินสุดๆ

ดังนั้น ถ้าวัดกันที่กระบวนการ ความซับซ้อน และมาตรฐานความรู้เฉพาะทาง "อัยการ" เข้าถึงได้ยากกว่า "ครู" หลายช่วงตัวครับ แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกเส้นทางไหน ทั้งสองอาชีพต่างก็ต้องการคนที่มี "ความมุ่งมั่น" และ "ความรับผิดชอบ" ต่อสังคมอย่างสูงไม่แพ้กันเลย

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่