เวลาคนพูดถึงความต่างระหว่าง “รถน้ำมัน” กับ “รถไฟฟ้า” หลายคนจะนึกถึงเรื่องค่าน้ำมัน ค่าไฟ อัตราเร่ง หรือค่าบำรุงรักษาเป็นอย่างแรก
แต่ถ้ามีอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เรา “เห็น” ความต่างนี้ได้ทันทีแบบไม่ต้องเดาเลย นั่นคือการมองผ่าน
กล้องถ่ายภาพความร้อน เพราะภาพความร้อนจะบอกเราตรง ๆ ว่า พลังงานที่รถใช้ไปนั้น ถูกส่งไปเป็น “การเคลื่อนที่” มากน้อยแค่ไหน และสูญเสียไปเป็น “ความร้อน” เท่าไร
พอเอารถน้ำมันกับรถ EV มาดูผ่านกล้องชนิดนี้ ภาพที่ออกมาน่าสนใจมาก เพราะมันเหมือนเราได้มองเห็นเบื้องหลังของเทคโนโลยีขับเคลื่อน 2 ยุคในเฟรมเดียวกัน ฝั่งหนึ่งคือระบบสันดาปที่มีความร้อนเป็นผลพลอยได้จำนวนมาก อีกฝั่งคือระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานได้คุ้มกว่าอย่างชัดเจน
ภาพความร้อนของรถน้ำมัน บอกอะไรเรา
ถ้าส่องรถน้ำมันด้วยกล้องจับความร้อน จุดที่มักเด่นออกมาก็คือบริเวณห้องเครื่อง ใต้ท้องรถแถวระบบไอเสีย และบางครั้งรวมถึงบริเวณเบรกกับล้อหลังจากใช้งานต่อเนื่อง เพราะรถเครื่องยนต์สันดาปต้องเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อสร้างกำลัง แล้วพลังงานส่วนใหญ่จำนวนมากไม่ได้ไปถึงล้อ แต่หายไปในกระบวนการเครื่องยนต์เอง โดยเฉพาะในรูปของความร้อน
ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการด้านความประหยัดพลังงานของรัฐบาลสหรัฐระบุว่า รถน้ำมันทั่วไปสามารถเปลี่ยนพลังงานจากน้ำมันให้กลายเป็นพลังงานที่ล้อได้เพียงประมาณ
12%–30% เท่านั้น ขณะที่การขับแบบรวมเมือง/ทางหลวง พลังงานส่วนใหญ่สูญเสียไปกับ
engine losses หรือการสูญเสียในเครื่องยนต์ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นหลักในรูปของความร้อน
พูดง่าย ๆ คือ เวลารถน้ำมันวิ่งอยู่ เราไม่ได้มีแค่ “รถกำลังเคลื่อนที่” แต่เรากำลังมี “แหล่งกำเนิดความร้อนเคลื่อนที่” ไปพร้อมกันด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อมองผ่านกล้องความร้อน รถน้ำมันมักดูสว่างกว่าและร้อนกว่าชัดเจน โดยเฉพาะด้านหน้ารถและแนวใต้ท้องรถ
แล้วรถ EV ทำไมภาพถึงดูเย็นกว่า
ฝั่งรถไฟฟ้า ภาพความร้อนโดยรวมมักดูนิ่งและเย็นกว่ามาก ไม่ใช่เพราะไม่มีความร้อนเลย แต่เป็นเพราะระบบขับเคลื่อนของ EV มีประสิทธิภาพสูงกว่ามากตั้งแต่ต้นทาง เว็บไซต์ทางการเดียวกันระบุว่า EV สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าจากโครงข่ายไปเป็นกำลังที่ล้อได้มากกว่า
77% ซึ่งต่างจากรถน้ำมันแบบเห็นได้ชัด
เพราะฉะนั้น เวลามองผ่านกล้องจับความร้อน รถ EV มักไม่ได้มีจุดร้อนใหญ่แบบห้องเครื่องสันดาป แต่จะเห็นความร้อนกระจายตามจุดใช้งานจริง เช่น มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลัง ซุ้มล้อ ยาง หรือเบรก โดยเฉพาะหลังการเร่ง การขึ้นทางชัน หรือการใช้งานต่อเนื่อง จุดที่เคย “ร้อนจัด” แบบท่อไอเสียหรือเครื่องยนต์จึงหายไปจากภาพเกือบหมด
นี่คือสิ่งที่ภาพความร้อนทำให้เราเข้าใจได้ทันทีว่า รถ EV ไม่ได้แค่ “ไม่มีท่อไอเสีย” แต่แนวคิดทั้งระบบของมันคือการลดพลังงานสูญเปล่าให้เหลือน้อยที่สุด
แล้วแบตเตอรี่ EV ไม่ร้อนจริงหรือ
หลายคนพอเห็นภาพความร้อนของ EV แล้วจะสงสัยทันทีว่า “แล้วแบตเตอรี่ล่ะ ทำไมไม่ร้อนจัด?”
คำตอบคือ แบตเตอรี่ของรถ EV ไม่ได้ถูกปล่อยให้ร้อนหรือเย็นตามใจชอบ แต่มีระบบจัดการความร้อนคอยดูแลอยู่ตลอด โดยศูนย์ข้อมูลเชื้อเพลิงทางเลือกของกระทรวงพลังงานสหรัฐอธิบายว่า รถไฟฟ้ามี
thermal system สำหรับรักษาช่วงอุณหภูมิการทำงานที่เหมาะสมของแบตเตอรี่ มอเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังต่าง ๆ
งานของระบบนี้สำคัญมาก เพราะ NREL อธิบายชัดว่า
อุณหภูมิสูงทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น ขณะที่อุณหภูมิต่ำเกินไปก็ลดกำลังและความจุลง ดังนั้นรถ EV สมัยใหม่จึงต้องมีระบบควบคุมอุณหภูมิที่ดีเพื่อรักษาสมรรถนะ อายุการใช้งาน และความปลอดภัยของแบตเตอรี่
ดังนั้น ถ้ากล้องจับความร้อนไม่เห็นใต้ท้องรถ EV ร้อนแดงตลอดเวลา นั่นไม่ได้แปลว่าแบต “ไม่ทำงาน” แต่กลับสะท้อนว่าระบบจัดการความร้อนของรถกำลังทำงานได้ดีพอที่จะไม่ปล่อยให้ความร้อนพุ่งขึ้นแบบควบคุมไม่ได้
ช่วงที่ EV เริ่มร้อนขึ้นชัด ๆ คือ “ตอนชาร์จเร็ว”
ถ้าจะมีช่วงไหนที่รถ EV เริ่มแสดงภาระความร้อนออกมาชัดขึ้น ช่วงนั้นมักไม่ใช่ตอนขับปกติ แต่เป็นตอน
DC Fast Charge หรือการชาร์จเร็วกำลังสูง เพราะในช่วงนี้มีการส่งพลังงานจำนวนมากเข้าสู่แบตเตอรี่ในเวลาสั้น ๆ ทำให้ระบบจัดการความร้อนต้องทำงานหนักขึ้นกว่าปกติ
NREL ระบุว่า หากจะผลักดันการชาร์จเร็วระดับสูงมากให้ใช้งานได้จริง ระบบจัดการความร้อนของแบตเตอรี่ต้องแข็งแรงขึ้นมาก โดยขนาดของระบบระบายความร้อนที่ในรถ BEV ปัจจุบันเฉลี่ยราว
1–5 kW อาจต้องเพิ่มไปถึงประมาณ
15–25 kW ในบริบทของการชาร์จเร็วมาก และยังย้ำด้วยว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของแบตเตอรี่มีผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานของแบต
ตรงนี้เองทำให้คนในวงการรถเริ่มพูดถึงสถาปัตยกรรม 800V กันมากขึ้น เพราะในทางไฟฟ้า เมื่อเราต้องการกำลังเท่าเดิม การใช้แรงดันที่สูงขึ้นย่อมช่วยลดกระแสลงได้ และเมื่อกระแสลด ความร้อนจากความต้านทานในระบบก็ลดลงตามหลักการพื้นฐานของวงจรไฟฟ้า นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่รถยุคใหม่พยายามพัฒนาแพลตฟอร์มชาร์จให้มีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อย ๆ
ภาพจากกล้องความร้อน ไม่ได้บอกแค่ว่าใคร “ร้อนกว่า”
แต่มันกำลังบอกว่าใคร “ใช้พลังงานคุ้มกว่า”
นี่คือประเด็นที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผม
เวลามองภาพความร้อน หลายคนอาจโฟกัสแค่ว่า รถน้ำมันร้อน รถ EV เย็น จบ
แต่ความจริงลึกกว่านั้นคือ ภาพพวกนี้กำลังสะท้อน “ภาษาของประสิทธิภาพ” อยู่
รถน้ำมันยังคงเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง แข็งแรง และเหมาะกับหลายรูปแบบการเดินทาง แต่ถ้ามองเชิงวิศวกรรมแบบตรงไปตรงมา ระบบสันดาปต้องยอมรับการสูญเสียความร้อนจำนวนมากเป็นธรรมชาติของมัน ขณะที่ EV ถูกออกแบบมาให้ส่งพลังงานไปเป็นการเคลื่อนที่ได้คุ้มกว่าอย่างชัดเจน
เพราะฉะนั้น กล้องจับความร้อนจึงไม่ใช่แค่ของเล่นเท่ ๆ หรืออุปกรณ์สำหรับงานวิจัย แต่มันคือเครื่องมือที่ทำให้เราเห็นความต่างของ “สถาปัตยกรรมพลังงาน” แบบที่ตาเปล่ามองไม่เห็น
มุมมองจากคนทำงานกับรถทุกวัน
ในมุมของ HMS Thailand ที่ได้เห็นรถใช้งานจริงทั้งฝั่งรถน้ำมันและรถ EV มากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ผู้ใช้รถยุคนี้ไม่ได้มองแค่แรงหรือประหยัดอย่างเดียวแล้ว แต่เริ่มสนใจเรื่อง “ประสิทธิภาพของทั้งระบบ” มากขึ้น เช่น การจัดการความร้อน ความเสถียรของอุปกรณ์ การใช้พลังงาน และความพร้อมสำหรับการเดินทางจริงในทุกวัน
กล้องความร้อนอาจไม่ใช่อุปกรณ์ที่คนทั่วไปต้องมีติดรถ แต่ภาพจากมันช่วยให้เราเข้าใจรถยุคใหม่ได้ดีขึ้นมาก และทำให้เห็นว่าเทคโนโลยี EV ไม่ได้เปลี่ยนแค่เชื้อเพลิงที่ใช้ แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องพลังงานของรถทั้งคัน
สุดท้าย ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝั่งรถน้ำมันหรือรถไฟฟ้า เรื่องหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ “การขับขี่จริงบนถนน” ยังมีความเสี่ยงและเหตุการณ์ไม่คาดคิดเสมอ
ดังนั้นนอกจากเรื่องสมรรถนะหรือประสิทธิภาพแล้ว อุปกรณ์ที่ช่วยบันทึกเหตุการณ์ระหว่างทางก็ยังเป็นของที่มีประโยชน์มากสำหรับคนใช้รถทุกแบบ โดยเฉพาะคนที่เดินทางบ่อย วิ่งต่างจังหวัด หรือใช้รถทุกวันในสภาพจราจรจริง
เพื่อน ๆ คิดยังไงกับภาพความร้อนแบบนี้ครับ
ถ้ามองจากมุมวิศวกรรมอย่างเดียว คุณคิดว่าอนาคตรถยนต์จะไปทางไหนเร็วที่สุด ระหว่างการพัฒนาเครื่องยนต์ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หรือการขยับไปสู่ระบบไฟฟ้าเต็มตัว?
FACEBOOK PAGE :
https://www.facebook.com/HMSThai/
🌐 เว็บไซต์: www.hms.co.th
📺 YouTube: www.youtube.com/@HMSThai
กล้องถ่ายภาพความร้อน เปิดเผยความลับ! ประสิทธิภาพของรถน้ำมัน vs รถไฟฟ้า ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น
เวลาคนพูดถึงความต่างระหว่าง “รถน้ำมัน” กับ “รถไฟฟ้า” หลายคนจะนึกถึงเรื่องค่าน้ำมัน ค่าไฟ อัตราเร่ง หรือค่าบำรุงรักษาเป็นอย่างแรก
แต่ถ้ามีอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เรา “เห็น” ความต่างนี้ได้ทันทีแบบไม่ต้องเดาเลย นั่นคือการมองผ่าน กล้องถ่ายภาพความร้อน เพราะภาพความร้อนจะบอกเราตรง ๆ ว่า พลังงานที่รถใช้ไปนั้น ถูกส่งไปเป็น “การเคลื่อนที่” มากน้อยแค่ไหน และสูญเสียไปเป็น “ความร้อน” เท่าไร
พอเอารถน้ำมันกับรถ EV มาดูผ่านกล้องชนิดนี้ ภาพที่ออกมาน่าสนใจมาก เพราะมันเหมือนเราได้มองเห็นเบื้องหลังของเทคโนโลยีขับเคลื่อน 2 ยุคในเฟรมเดียวกัน ฝั่งหนึ่งคือระบบสันดาปที่มีความร้อนเป็นผลพลอยได้จำนวนมาก อีกฝั่งคือระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานได้คุ้มกว่าอย่างชัดเจน
ภาพความร้อนของรถน้ำมัน บอกอะไรเรา
ถ้าส่องรถน้ำมันด้วยกล้องจับความร้อน จุดที่มักเด่นออกมาก็คือบริเวณห้องเครื่อง ใต้ท้องรถแถวระบบไอเสีย และบางครั้งรวมถึงบริเวณเบรกกับล้อหลังจากใช้งานต่อเนื่อง เพราะรถเครื่องยนต์สันดาปต้องเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อสร้างกำลัง แล้วพลังงานส่วนใหญ่จำนวนมากไม่ได้ไปถึงล้อ แต่หายไปในกระบวนการเครื่องยนต์เอง โดยเฉพาะในรูปของความร้อน
ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการด้านความประหยัดพลังงานของรัฐบาลสหรัฐระบุว่า รถน้ำมันทั่วไปสามารถเปลี่ยนพลังงานจากน้ำมันให้กลายเป็นพลังงานที่ล้อได้เพียงประมาณ 12%–30% เท่านั้น ขณะที่การขับแบบรวมเมือง/ทางหลวง พลังงานส่วนใหญ่สูญเสียไปกับ engine losses หรือการสูญเสียในเครื่องยนต์ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นหลักในรูปของความร้อน
พูดง่าย ๆ คือ เวลารถน้ำมันวิ่งอยู่ เราไม่ได้มีแค่ “รถกำลังเคลื่อนที่” แต่เรากำลังมี “แหล่งกำเนิดความร้อนเคลื่อนที่” ไปพร้อมกันด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อมองผ่านกล้องความร้อน รถน้ำมันมักดูสว่างกว่าและร้อนกว่าชัดเจน โดยเฉพาะด้านหน้ารถและแนวใต้ท้องรถ
แล้วรถ EV ทำไมภาพถึงดูเย็นกว่า
ฝั่งรถไฟฟ้า ภาพความร้อนโดยรวมมักดูนิ่งและเย็นกว่ามาก ไม่ใช่เพราะไม่มีความร้อนเลย แต่เป็นเพราะระบบขับเคลื่อนของ EV มีประสิทธิภาพสูงกว่ามากตั้งแต่ต้นทาง เว็บไซต์ทางการเดียวกันระบุว่า EV สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าจากโครงข่ายไปเป็นกำลังที่ล้อได้มากกว่า 77% ซึ่งต่างจากรถน้ำมันแบบเห็นได้ชัด
เพราะฉะนั้น เวลามองผ่านกล้องจับความร้อน รถ EV มักไม่ได้มีจุดร้อนใหญ่แบบห้องเครื่องสันดาป แต่จะเห็นความร้อนกระจายตามจุดใช้งานจริง เช่น มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลัง ซุ้มล้อ ยาง หรือเบรก โดยเฉพาะหลังการเร่ง การขึ้นทางชัน หรือการใช้งานต่อเนื่อง จุดที่เคย “ร้อนจัด” แบบท่อไอเสียหรือเครื่องยนต์จึงหายไปจากภาพเกือบหมด
นี่คือสิ่งที่ภาพความร้อนทำให้เราเข้าใจได้ทันทีว่า รถ EV ไม่ได้แค่ “ไม่มีท่อไอเสีย” แต่แนวคิดทั้งระบบของมันคือการลดพลังงานสูญเปล่าให้เหลือน้อยที่สุด
แล้วแบตเตอรี่ EV ไม่ร้อนจริงหรือ
หลายคนพอเห็นภาพความร้อนของ EV แล้วจะสงสัยทันทีว่า “แล้วแบตเตอรี่ล่ะ ทำไมไม่ร้อนจัด?”
คำตอบคือ แบตเตอรี่ของรถ EV ไม่ได้ถูกปล่อยให้ร้อนหรือเย็นตามใจชอบ แต่มีระบบจัดการความร้อนคอยดูแลอยู่ตลอด โดยศูนย์ข้อมูลเชื้อเพลิงทางเลือกของกระทรวงพลังงานสหรัฐอธิบายว่า รถไฟฟ้ามี thermal system สำหรับรักษาช่วงอุณหภูมิการทำงานที่เหมาะสมของแบตเตอรี่ มอเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังต่าง ๆ
งานของระบบนี้สำคัญมาก เพราะ NREL อธิบายชัดว่า อุณหภูมิสูงทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น ขณะที่อุณหภูมิต่ำเกินไปก็ลดกำลังและความจุลง ดังนั้นรถ EV สมัยใหม่จึงต้องมีระบบควบคุมอุณหภูมิที่ดีเพื่อรักษาสมรรถนะ อายุการใช้งาน และความปลอดภัยของแบตเตอรี่
ดังนั้น ถ้ากล้องจับความร้อนไม่เห็นใต้ท้องรถ EV ร้อนแดงตลอดเวลา นั่นไม่ได้แปลว่าแบต “ไม่ทำงาน” แต่กลับสะท้อนว่าระบบจัดการความร้อนของรถกำลังทำงานได้ดีพอที่จะไม่ปล่อยให้ความร้อนพุ่งขึ้นแบบควบคุมไม่ได้
ช่วงที่ EV เริ่มร้อนขึ้นชัด ๆ คือ “ตอนชาร์จเร็ว”
ถ้าจะมีช่วงไหนที่รถ EV เริ่มแสดงภาระความร้อนออกมาชัดขึ้น ช่วงนั้นมักไม่ใช่ตอนขับปกติ แต่เป็นตอน DC Fast Charge หรือการชาร์จเร็วกำลังสูง เพราะในช่วงนี้มีการส่งพลังงานจำนวนมากเข้าสู่แบตเตอรี่ในเวลาสั้น ๆ ทำให้ระบบจัดการความร้อนต้องทำงานหนักขึ้นกว่าปกติ
NREL ระบุว่า หากจะผลักดันการชาร์จเร็วระดับสูงมากให้ใช้งานได้จริง ระบบจัดการความร้อนของแบตเตอรี่ต้องแข็งแรงขึ้นมาก โดยขนาดของระบบระบายความร้อนที่ในรถ BEV ปัจจุบันเฉลี่ยราว 1–5 kW อาจต้องเพิ่มไปถึงประมาณ 15–25 kW ในบริบทของการชาร์จเร็วมาก และยังย้ำด้วยว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของแบตเตอรี่มีผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานของแบต
ตรงนี้เองทำให้คนในวงการรถเริ่มพูดถึงสถาปัตยกรรม 800V กันมากขึ้น เพราะในทางไฟฟ้า เมื่อเราต้องการกำลังเท่าเดิม การใช้แรงดันที่สูงขึ้นย่อมช่วยลดกระแสลงได้ และเมื่อกระแสลด ความร้อนจากความต้านทานในระบบก็ลดลงตามหลักการพื้นฐานของวงจรไฟฟ้า นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่รถยุคใหม่พยายามพัฒนาแพลตฟอร์มชาร์จให้มีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อย ๆ
ภาพจากกล้องความร้อน ไม่ได้บอกแค่ว่าใคร “ร้อนกว่า”
แต่มันกำลังบอกว่าใคร “ใช้พลังงานคุ้มกว่า”
นี่คือประเด็นที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผม
เวลามองภาพความร้อน หลายคนอาจโฟกัสแค่ว่า รถน้ำมันร้อน รถ EV เย็น จบ
แต่ความจริงลึกกว่านั้นคือ ภาพพวกนี้กำลังสะท้อน “ภาษาของประสิทธิภาพ” อยู่
รถน้ำมันยังคงเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง แข็งแรง และเหมาะกับหลายรูปแบบการเดินทาง แต่ถ้ามองเชิงวิศวกรรมแบบตรงไปตรงมา ระบบสันดาปต้องยอมรับการสูญเสียความร้อนจำนวนมากเป็นธรรมชาติของมัน ขณะที่ EV ถูกออกแบบมาให้ส่งพลังงานไปเป็นการเคลื่อนที่ได้คุ้มกว่าอย่างชัดเจน
เพราะฉะนั้น กล้องจับความร้อนจึงไม่ใช่แค่ของเล่นเท่ ๆ หรืออุปกรณ์สำหรับงานวิจัย แต่มันคือเครื่องมือที่ทำให้เราเห็นความต่างของ “สถาปัตยกรรมพลังงาน” แบบที่ตาเปล่ามองไม่เห็น
มุมมองจากคนทำงานกับรถทุกวัน
ในมุมของ HMS Thailand ที่ได้เห็นรถใช้งานจริงทั้งฝั่งรถน้ำมันและรถ EV มากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ผู้ใช้รถยุคนี้ไม่ได้มองแค่แรงหรือประหยัดอย่างเดียวแล้ว แต่เริ่มสนใจเรื่อง “ประสิทธิภาพของทั้งระบบ” มากขึ้น เช่น การจัดการความร้อน ความเสถียรของอุปกรณ์ การใช้พลังงาน และความพร้อมสำหรับการเดินทางจริงในทุกวัน
กล้องความร้อนอาจไม่ใช่อุปกรณ์ที่คนทั่วไปต้องมีติดรถ แต่ภาพจากมันช่วยให้เราเข้าใจรถยุคใหม่ได้ดีขึ้นมาก และทำให้เห็นว่าเทคโนโลยี EV ไม่ได้เปลี่ยนแค่เชื้อเพลิงที่ใช้ แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องพลังงานของรถทั้งคัน
สุดท้าย ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝั่งรถน้ำมันหรือรถไฟฟ้า เรื่องหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ “การขับขี่จริงบนถนน” ยังมีความเสี่ยงและเหตุการณ์ไม่คาดคิดเสมอ
ดังนั้นนอกจากเรื่องสมรรถนะหรือประสิทธิภาพแล้ว อุปกรณ์ที่ช่วยบันทึกเหตุการณ์ระหว่างทางก็ยังเป็นของที่มีประโยชน์มากสำหรับคนใช้รถทุกแบบ โดยเฉพาะคนที่เดินทางบ่อย วิ่งต่างจังหวัด หรือใช้รถทุกวันในสภาพจราจรจริง
เพื่อน ๆ คิดยังไงกับภาพความร้อนแบบนี้ครับ
ถ้ามองจากมุมวิศวกรรมอย่างเดียว คุณคิดว่าอนาคตรถยนต์จะไปทางไหนเร็วที่สุด ระหว่างการพัฒนาเครื่องยนต์ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หรือการขยับไปสู่ระบบไฟฟ้าเต็มตัว?
FACEBOOK PAGE : https://www.facebook.com/HMSThai/
🌐 เว็บไซต์: www.hms.co.th
📺 YouTube: www.youtube.com/@HMSThai