
สงคราม ‘ลามถึงจานข้าว’ น้ำมันปาล์มจ่อ ‘แพงขึ้น 20%’ เหตุดีมานด์กักตุนทะลัก สัญญาณเตือนเงินเฟ้ออาหาร
.
ผลกระทบสงครามอิหร่านไม่ได้หยุดแค่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่กำลังลุกลามมาถึง “จานอาหาร” เมื่อความต้องการ “น้ำมันปาล์ม” พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการกักตุนและการใช้ “ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง” ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบปี และอาจกลายเป็นชนวนเงินเฟ้ออาหารในระยะถัดไป
.
เหตุผลเพราะน้ำมันปาล์มดิบ ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าส่งออกหลักของมาเลเซียและอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่น้ำมันปรุงอาหาร มาร์การีน ขนมขบเคี้ยว อาหารแปรรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและเชื้อเพลิงชีวภาพ
.
ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันปาล์มขยับขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคเกษตรหรือการค้า แต่มีแนวโน้มลามไปถึงภาคอาหาร ผู้บริโภค และเงินเฟ้อในวงกว้าง
.
ซัพพลายปาล์มถูกบีบ ปุ๋ยแพง-เอลนีโญ จ่อฉุดผลผลิต
.
สำหรับปัญหาราคาปาล์มแพง ไม่ได้มาจากเฉพาะฝั่งดีมานด์ แต่ “ฝั่งซัพพลาย” ก็เผชิญแรงกดดันด้วย
.
อย่างแรก คือ “ต้นทุนปุ๋ยพุ่ง” จากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นสัดส่วน 15% ของการผลิตในมาเลเซีย และ 30% ในอินโดนีเซีย มีแนวโน้มชะลอการปลูกทดแทน
.
“หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ การผลิตทะลายปาล์มสดจะลดลง เนื่องจากต้นทุนปุ๋ยเพิ่มขึ้นราว 50%” สมาคมน้ำมันปาล์มอินโดนีเซียเตือน
.
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมอุปทานคือ สวนปาล์มในมาเลเซียกำลังเข้าสู่ช่วง “แก่ตัว” โดยสภาน้ำมันปาล์มมาเลเซียประเมินว่า ภายในปีหน้า ต้นปาล์มราว 35% จะมีอายุ 19 ปีขึ้นไป เพิ่มจากราว 30% ในปีนี้ ซึ่งจะยิ่งกดดันผลผลิตให้ลดลงอีก
.
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศก็สูงขึ้น นักพยากรณ์เตือนถึงความเป็นไปได้ที่ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” จะกลับมาในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จนอาจทำให้อุณหภูมิในอาเซียนพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
.
ชอง โฮ เหลียง นักวิเคราะห์จากธนาคาร Public Investment Bank ในกัวลาลัมเปอร์กล่าวว่า “สภาพอากาศแห้งแล้งที่ยาวนาน อาจสร้างความเครียดให้กับต้นปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้เกิดการฝ่อของทะลายปาล์มสด” พร้อมเสริมว่า “จากข้อมูลในอดีต เราประเมินว่า เอลนีโญอาจทำให้ผลผลิตทะลายปาล์มสดลดลงได้สูงสุด 16% และฉุดการผลิตน้ำมันปาล์มดิบให้ลงได้ถึง 14%”
.
วิกฤติอาหารรอบใหม่กำลังก่อตัว?
.
สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ การที่ “ดีมานด์ปาล์มพุ่ง” เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ “ซัพพลายถูกบีบ” จากหลายปัจจัยพร้อมกัน
.
หากสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยยังสูง และเอลนีโญเกิดขึ้นจริง โลกอาจเผชิญภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “ห่วงโซ่อุปทานขาดแคลน” ซึ่งไม่ใช่แค่ราคาขึ้นชั่วคราว แต่เป็นแรงกดดันระยะยาว
.
ราคาน้ำมันปาล์มพุ่งไม่หยุด ไม่ได้สะท้อนเพียงสินค้าเกษตรหนึ่งชนิด แต่อาจกำลังเป็น “ตัวชี้วัดใหม่” ของความเปราะบางในระบบอาหารโลก และในโลกที่พลังงาน อาหาร และภูมิรัฐศาสตร์เชื่อมโยงกันมากขึ้น
.
ไม่แน่ว่า ราคาน้ำมันปาล์มวันนี้ อาจเป็น “สัญญาณเตือนเริ่มต้น” ของคลื่นเงินเฟ้อระลอกใหม่ที่กำลังมา
.
.
อ่านต่อได้ที่:
https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1230374
สงคราม ‘ลามถึงจานข้าว’ น้ำมันปาล์มจ่อ ‘แพงขึ้น 20%’
สงคราม ‘ลามถึงจานข้าว’ น้ำมันปาล์มจ่อ ‘แพงขึ้น 20%’ เหตุดีมานด์กักตุนทะลัก สัญญาณเตือนเงินเฟ้ออาหาร
.
ผลกระทบสงครามอิหร่านไม่ได้หยุดแค่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่กำลังลุกลามมาถึง “จานอาหาร” เมื่อความต้องการ “น้ำมันปาล์ม” พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการกักตุนและการใช้ “ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง” ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบปี และอาจกลายเป็นชนวนเงินเฟ้ออาหารในระยะถัดไป
.
เหตุผลเพราะน้ำมันปาล์มดิบ ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าส่งออกหลักของมาเลเซียและอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่น้ำมันปรุงอาหาร มาร์การีน ขนมขบเคี้ยว อาหารแปรรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและเชื้อเพลิงชีวภาพ
.
ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันปาล์มขยับขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคเกษตรหรือการค้า แต่มีแนวโน้มลามไปถึงภาคอาหาร ผู้บริโภค และเงินเฟ้อในวงกว้าง
.
ซัพพลายปาล์มถูกบีบ ปุ๋ยแพง-เอลนีโญ จ่อฉุดผลผลิต
.
สำหรับปัญหาราคาปาล์มแพง ไม่ได้มาจากเฉพาะฝั่งดีมานด์ แต่ “ฝั่งซัพพลาย” ก็เผชิญแรงกดดันด้วย
.
อย่างแรก คือ “ต้นทุนปุ๋ยพุ่ง” จากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นสัดส่วน 15% ของการผลิตในมาเลเซีย และ 30% ในอินโดนีเซีย มีแนวโน้มชะลอการปลูกทดแทน
.
“หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ การผลิตทะลายปาล์มสดจะลดลง เนื่องจากต้นทุนปุ๋ยเพิ่มขึ้นราว 50%” สมาคมน้ำมันปาล์มอินโดนีเซียเตือน
.
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมอุปทานคือ สวนปาล์มในมาเลเซียกำลังเข้าสู่ช่วง “แก่ตัว” โดยสภาน้ำมันปาล์มมาเลเซียประเมินว่า ภายในปีหน้า ต้นปาล์มราว 35% จะมีอายุ 19 ปีขึ้นไป เพิ่มจากราว 30% ในปีนี้ ซึ่งจะยิ่งกดดันผลผลิตให้ลดลงอีก
.
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศก็สูงขึ้น นักพยากรณ์เตือนถึงความเป็นไปได้ที่ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” จะกลับมาในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จนอาจทำให้อุณหภูมิในอาเซียนพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
.
ชอง โฮ เหลียง นักวิเคราะห์จากธนาคาร Public Investment Bank ในกัวลาลัมเปอร์กล่าวว่า “สภาพอากาศแห้งแล้งที่ยาวนาน อาจสร้างความเครียดให้กับต้นปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้เกิดการฝ่อของทะลายปาล์มสด” พร้อมเสริมว่า “จากข้อมูลในอดีต เราประเมินว่า เอลนีโญอาจทำให้ผลผลิตทะลายปาล์มสดลดลงได้สูงสุด 16% และฉุดการผลิตน้ำมันปาล์มดิบให้ลงได้ถึง 14%”
.
วิกฤติอาหารรอบใหม่กำลังก่อตัว?
.
สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ การที่ “ดีมานด์ปาล์มพุ่ง” เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ “ซัพพลายถูกบีบ” จากหลายปัจจัยพร้อมกัน
.
หากสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยยังสูง และเอลนีโญเกิดขึ้นจริง โลกอาจเผชิญภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “ห่วงโซ่อุปทานขาดแคลน” ซึ่งไม่ใช่แค่ราคาขึ้นชั่วคราว แต่เป็นแรงกดดันระยะยาว
.
ราคาน้ำมันปาล์มพุ่งไม่หยุด ไม่ได้สะท้อนเพียงสินค้าเกษตรหนึ่งชนิด แต่อาจกำลังเป็น “ตัวชี้วัดใหม่” ของความเปราะบางในระบบอาหารโลก และในโลกที่พลังงาน อาหาร และภูมิรัฐศาสตร์เชื่อมโยงกันมากขึ้น
.
ไม่แน่ว่า ราคาน้ำมันปาล์มวันนี้ อาจเป็น “สัญญาณเตือนเริ่มต้น” ของคลื่นเงินเฟ้อระลอกใหม่ที่กำลังมา
.
.
อ่านต่อได้ที่: https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1230374