วิกฤตไรเดอร์ ยิ่งวิ่งยิ่งจน เปิดสถิติค่ารอบ 10 ปีดิ่งเหว สวนทางน้ำมันแพง แพลตฟอร์มบีบราคา .

วิกฤตไรเดอร์ ยิ่งวิ่งยิ่งจน เปิดสถิติค่ารอบ 10 ปีดิ่งเหว สวนทางน้ำมันแพง แพลตฟอร์มบีบราคา
.
.
อาชีพ "ไรเดอร์" หรือพนักงานขับรถส่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน เคยถูกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของเศรษฐกิจยุคใหม่ (Gig Economy) ที่มอบอิสระในการทำงานและรายได้ที่งดงาม แต่ภาพจำเหล่านั้นได้กลายเป็นเพียงอดีตที่เลือนรางลงทุกทีในปัจจุบัน เสียงสะท้อนจากท้องถนนในวันนี้มีเพียงความเหนื่อยล้าและเสียงตัดพ้อว่า "ยิ่งวิ่ง ยิ่งจน" เมื่อเจาะลึกลงไปในโครงสร้างของอาชีพนี้ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จะพบว่านี่ไม่ใช่ความรู้สึกไปเอง แต่เป็นผลลัพธ์จากโครงสร้างทางธุรกิจที่กดทับผู้ใช้แรงงานอย่างเป็นระบบ อัตราค่าตอบแทนหรือ "ค่ารอบ" มีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างน่าตกใจ สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจ ภาระค่าครองชีพ และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง บีบคั้นให้คนหาเช้ากินค่ำต้องแบกรับต้นทุนที่หนักอึ้ง
.
หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2558-2562 ซึ่งเป็นยุคบุกเบิก และยุคทองของแพลตฟอร์มส่งอาหาร ไรเดอร์สามารถทำรายได้หลักแสนบาทต่อเดือนได้อย่างไม่ยากเย็น ค่ารอบในยุคนั้นเริ่มต้นสูงถึง 50-60 บาท พ่วงด้วยโบนัสและอินเซนทีฟที่แจกอย่างไม่อั้นเพื่อดึงดูดทั้งคนขับและผู้ใช้งาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป แพลตฟอร์มเริ่มครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ ประกอบกับวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ผลักดันให้แรงงานจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนเกิดภาวะ "คนล้นตลาด" (Oversupply) อำนาจต่อรองจึงตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนอย่างสมบูรณ์แบบ
.
ในขณะที่แพลตฟอร์มลดรายจ่าย ต้นทุนของไรเดอร์กลับเพิ่มสูงขึ้น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ที่เคยอยู่ในระดับ 20 กว่าบาทต่อลิตรเมื่อเกือบสิบปีก่อน ปัจจุบันพุ่งทะลุ 35-40 บาทต่อลิตร นี่ยังไม่นับรวมค่าสึกหรอของยานพาหนะ ค่าอินเทอร์เน็ต และความเสี่ยงบนท้องถนนที่ไรเดอร์ต้องแบกรับไว้เพียงลำพังโดยไร้สวัสดิการรองรับ
.
กางสถิติค่ารอบ 4 แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ ภาพสะท้อนการบีบราคา เมื่อเจาะลึกดูสถิติและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างค่ารอบของแต่ละแพลตฟอร์มในประเทศไทย จะเห็นถึงกลยุทธ์การลดต้นทุนที่ผลักภาระมาสู่คนขับอย่างชัดเจน
.
Grab (แกร็บ): ในฐานะผู้นำตลาด แกร็บเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนผ่าน จากอดีตที่ค่ารอบเริ่มต้นสูงถึง 50-60 บาท พ่วงอินเซนทีฟมหาศาล ปัจจุบันในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ค่ารอบเริ่มต้นถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 28-38 บาท (ขึ้นอยู่กับระดับคลาสของคนขับและช่วงเวลา) และที่น่ากังวลคือในพื้นที่ต่างจังหวัด ค่ารอบอาจเริ่มต้นเพียง 20-25 บาทเท่านั้น สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้ไรเดอร์ที่สุดคือระบบ "รับงานพ่วง" (Batch Orders) ที่บังคับรับหลายออเดอร์ในเส้นทางเดียวกัน ซึ่งงานที่สองและสามมักจะถูกหักค่ารอบลงไปกว่าครึ่ง เหลือเพียงสิบกว่าบาทต่อจุดหมาย
.
LINE MAN (ไลน์แมน): แพลตฟอร์มที่ขับเคี่ยวแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมาอย่างดุเดือด ในอดีตเคยมีจุดเด่นเรื่องค่ารอบที่ค่อนข้างคงที่และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเริ่มต้นราว 40-50 บาท แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาใช้โครงสร้างราคาแบ่งตามโซนพื้นที่ (Zoning) อย่างละเอียด ทำให้ค่าเฉลี่ยเริ่มต้นในหลายพื้นที่ลดลงมาอยู่ที่ 30-40 บาท และในโซนที่มีการแข่งขันสูงหรือมีจำนวนไรเดอร์หนาแน่น แพลตฟอร์มก็สามารถใช้กลไกการตลาดกดค่ารอบให้ต่ำลงไปอีกเพื่อลดต้นทุนของบริษัท
.
ShopeeFood (ช้อปปี้ฟู้ด): แพลตฟอร์มที่เข้ามาทีหลังแต่ใช้กลยุทธ์ทุ่มตลาด (Price War) อย่างหนักในช่วงแรกด้วยโปรโมชันและค่ารอบที่จูงใจ แต่เมื่อฐานลูกค้าเริ่มคงที่และต้องการสร้างกำไร ก็เข้าสู่วงจรเดียวกับแพลตฟอร์มอื่น ปัจจุบันค่ารอบเริ่มต้นมักจะเกาะกลุ่มอยู่กับคู่แข่งที่ระดับ 28-35 บาท โดยเน้นการจ่ายงานระยะสั้นเพื่อรักษาปริมาณคำสั่งซื้อ แต่แลกมาด้วยความเหนื่อยล้าของไรเดอร์ที่ต้องวิ่งเพิ่มขึ้นหลายรอบในแต่ละวันเพื่อให้ได้รายได้เท่าเดิม
.
Robinhood (โรบินฮู้ด): กรณีศึกษานี้สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจแพลตฟอร์มได้ดีที่สุด โรบินฮู้ดเคยวางจุดยืนเป็นแพลตฟอร์มทางเลือกที่ไม่เก็บค่า GP ร้านค้า และจ่ายค่ารอบเต็มเม็ดเต็มหน่วย (เริ่มต้นประมาณ 40-43 บาทในช่วงกิโลเมตรแรก) ทำให้เคยเป็น "ความหวัง" ของคนในวงการ ทว่าในท้ายที่สุด การแบกรับต้นทุนการอุดหนุน (Subsidy) ที่มหาศาล ทำให้แพลตฟอร์มต้องปรับตัวอย่างหนัก และนำไปสู่การประกาศยุติบทบาทลงไปแล้วครั้งนึง ก่อนมีผู้มาเทคโอเวอร์ต่อ
.
กับดักอัลกอริทึมและมายาคติของคำว่า "พาร์ทเนอร์" นอกจากอัตราค่ารอบที่ต่ำลง เครื่องมือสำคัญที่แพลตฟอร์มใช้ควบคุมไรเดอร์คือ "อัลกอริทึม" ระบบ AI ถูกออกแบบมาให้ประเมินการจัดสรรงานจากอัตราการรับงาน (Acceptance Rate) หากไรเดอร์ปฏิเสธงานที่ค่าตอบแทนไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ หรือปฏิเสธงานพ่วงที่ถูกหักค่ารอบ ระบบจะทำการลดเกรดและหยุดจ่ายงานให้ชั่วคราว การถูกควบคุมด้วยชุดคำสั่งทางคอมพิวเตอร์อย่างเข้มงวดนี้ ทำให้คำกล่าวอ้างที่ว่าไรเดอร์คือ "ผู้รับจ้างอิสระ" เป็นเพียงวาทกรรมที่ใช้หลบเลี่ยงกฎหมายแรงงาน ในความเป็นจริง พวกเขาไร้ซึ่งอำนาจต่อรอง ไร้สวัสดิการประกันสังคมมาตรา 33 และถูกบีบให้ต้องทำงานล่วงเวลาวันละ 10-14 ชั่วโมง เพียงเพื่อรักษาระดับรายได้ให้พอยาไส้
.
มุมมองทางวิชาการและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และเครือข่ายองค์กรแรงงาน ได้ออกมาระบุอย่างต่อเนื่องว่า อาชีพแพลตฟอร์มคือแรงงานนอกระบบที่ถูก "แฝงเร้น" ภายใต้เทคโนโลยี การปล่อยให้แพลตฟอร์มข้ามชาติกำหนดค่าตอบแทนฝ่ายเดียว นำไปสู่สภาวะ "Race to the Bottom" หรือการแข่งกันกดราคาให้ต่ำที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนของไรเดอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลพวงโดยตรงจากความเร่งรีบในการทำยอดและสภาพร่างกายที่อ่อนล้าสะสมจากการวิ่งรถเกินเวลามาตรฐาน
.
วิกฤต "ยิ่งวิ่ง ยิ่งจน" ของไรเดอร์ไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงปัญหาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเอาเปรียบคนรากหญ้า รัฐบาลและกระทรวงแรงงานจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการผลักดันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม การกำหนดค่ารอบขั้นต่ำ (Fair Minimum Wage) ที่สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน รวมถึงการบังคับให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบสวัสดิการประกันอุบัติเหตุ หากยังคงปล่อยปละละเลย อาชีพที่เคยเป็นทางรอดแห่งยุคดิจิทัล จะกลายเป็นเพียง "กับดักความยากจน" ถาวรที่กลืนกินคุณภาพชีวิตแรงงานไทยนับแสนชีวิตไปตลอดกาล

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่