สวัสดีครับ
ปีนี้ผมอายุ 40 แล้ว มีการลงทุนมาตั้งแต่ 18 (ตั้งแต่เรียน มหาลัย)
port ทรัพย์สินผม ราวๆ 9.x ล้านบาท ประกอบด้วย
1. ตราสารหนี้ 65%
2. ตราสารทุน หุ้น กองทุน 19%
3. เงินสดและอื่นๆ 16%
ผมขอเล่าเรื่องตราสารหนี้ นะครับ เพราะหุ้นผมไม่เก่ง ผลตอบแทน ไม่ได้มากและเคยขาดทุนบ้างบางตัว
ณ ปัจจุบันผลตอบแทน ตราสารหนี้ผมอยู่ที่ ราวๆ 3.8%
วิธีการลงทุน ทีทำให้ ได้เงิน 23,000 บาทต่อเดือน คือ
ผมเน้นการลงทุนตลอดเวลา ทุกครั้งที่ผมมีรายได้ ตั้งแต่ 18 ผมก็จะโยนเงินเข้าบัญชี ตราสารหนี้ หรือออมทรัพย์พิเศษ ในปัจจุบัน
สมัยก่อน ผลตอบแทนการลงทุนดีกว่านี้มากครับ ผมเคยฝาก เป็น กองทุนตราสารหนี้ ได้ถึง 3-5 % แต่หลังๆ ก็เริ่มมาลงหุ้นกู้แทน
สิ่งสำคัญ ในการลงทุน สำหรับผม คือ เราต้องลงตลอดเวลา ครับ มีเงินก็โยน พอได้สักแสน ผมก็จะเอาเงินไปต่อยอดลงทุนต่อทันที
ผมเน้น หุ้นกู้ ผลตอบแทนราวๆ 3-6% ผสมๆ กัน แต่ผมจะมีอย่างน้อย บริษัทละ 2 แสนครับ เว้นแต่ที่ผลตอบแทนดีๆ อาจถึง 5 แสนบ้าง แต่ผมจะไม่ทิ้งไว้เกินล้านในตัวไหนเด็ดขาดครับ
วิธีการเก็บเงิน ก็สำคัญ ครับ อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา ผมทำงานเก็บเล็กผสมน้อย งานหลักร้อย ผมก็เคยทำมาแล้ว พวก OT ทุกบาทมีคุณค่าครับ
ทุกวันนี้ผมเป็นทั้ง งานกึ่งประจำที่รับงานยาวๆ และ Freelance ซึ่งผมจะมีเงินเข้าหลักหลายหมื่นในทุกสัปดาห์ ขึ้นกับช่วงครับ แย่สุด ก็ 6 หมื่น ควรทำประกันสังคม (ผมได้ประกันสังคมจะบริษัทนึงมา) นะครับ ผมมีประกันสังคม และใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่ามาก ทั้งการหาหมอ รับยา อุบัติเหตุ แต่ผมก็พยายามทำประกันสุขภาพด้วย (แต่ยังไม่ได้บริษัทที่ถูกใจในงบที่หักภาษีได้)
สำหรับเทคนิคการใช้เงินผม ผมโยนเงินเข้าบัญชี ออมทรัพย์พิเศษ เสมอ ทำให้ถอนยาก และจะใช้บัตรเครดิตจ่ายในทุกรายการ บาทสองบาท ก็จ่ายและเก็บใบสลิปไว้หมดครับ (ส่วนที่มีเงินสดต้องจ่าย ผมก็พกนะครับ แต่ผมจะเก็บเงินไว้กับตัวไม่เกิน 1 พันบาท) บัตรเครดิต จ่ายตรงเวลา ไม่เคยเสียดอกเบี้ย ไม่เคยกู้ lond พิเศษ
ส่วนเรื่องการใช้เงิน ใหญ่ๆ จะมี 2 เรื่อง
1. เรื่องการเรียนต่อ สำหรับผมการเรียนต่อโท ในยุคผม เป็นการลงทุนประมาณ 1.5 แสน ในตอนสิบปีก่อน ผมก็แอบคิดเหมือนกันว่ามันคุ้มค่าไหม แต่สุดท้าย ผมว่ามันคุ้มค่า (ถ้าเราเลือกสาขาเรียนที่ถูกต้อง) เพราะผมได้ connection ที่ดี มาด้วย ความน่าเชื่อถือและความรู้มาปรับใช้ในการทำงาน เป็นไปได้ส่วนตัวผมมองว่าเราควรเรียนอะไรที่มันเป็นวิชาชีพเฉพาะครับ พวกงานบริหารทั่วไป ผมมองว่าเราไปเรียน course ย่อยๆ ได้
2. เรื่องรถ สำหรับผม ต้องเลือกให้ดีครับ
ผมเคยเลือกเจ้าตลาดรอง สาย Eco car (ที่กำลังจะเจ๊งแล้ว) ด้วยปัญหาของตัวรถ ทำให้ต้องปล่อยเร็ว คือ ราว 6 ปี ส่วนตัวผมมองว่ารถน้ำมัน เราควรใช้สัก 10 ปีครับ ควรเลือกเจ้าตลาดที่มีการรับประกันให้ยาวที่สุด ซ่อมศูนย์บ้าง อู่บ้าง (ในบางรายการ) ซึ่งโดยรวม ช่าง อู่ อะไหล่ มันดีกว่าจริงๆ ครับ
ส่วนรถไฟฟ้า ในอนาคตผมมองว่า ก็อาจจะซื้อ เพราะราคามันเริ่มเข้าถึงง่าย (แอบง่ายกว่ารถน้ำมันในสมัยก่อนมาก) แต่ผมจะซื้อในราคาไม่เกิน 5 แสน และจะทำใจไว้ล่วงหน้าว่า จะใช้ไม่เกิน 8 ปี และ cut loss ไปเลย ไม่มองราคาขายต่อครับ
ส่วนตัวผมตอนนี้ใช้ Hybrid ครับ ซึ่งให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่สูงกว่า Eco car 2 คันที่เคยใช้ ประมาณ 2 เท่า (20++) แต่คันนี้ผมก็คงปล่อย ไม่เกิน 10 ปีเพราะอาจมีรายจ่ายในเรื่องค่าแบตเตอรี่ในช่วงเกิน 10 ปีครับ
สุดท้าย ผมว่า เราต้องรู้จักการวางแผนภาษี นะครับ ต้องหาช่องทางว่าง เราจะทำอย่างไร ให้เกิดค่าใช้จ่าย ที่เอามาหักภาษีได้ เช่น การบริจาค ผมจะบริจาคให้ศาสนาผ่าน E-donation มากกว่าการใส่ซอง จะซื้อประกัน 1/10 ทุกปี เอามาหักภาษี ลงทุนทั้ง RMF หุ้นต่างๆ อัดให้เต็ม max ที่จะช่วยให้รายได้ไม่เกิน 1.5 แสน (ขอคืนทั้งหมดทุกเม็ด ครับ) และผมจะหาทางรับเงิน แบบสดบ้างในบางงาน (ถ้าทำได้) เช่น ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร เอาไปทำค่าใช้จ่ายและเบิกบริษัทได้ (ที่ตนเอง ดูแลบริหารร่วม)
ก็มีประมาณนี้ครับ มีท่านไหน ที่ทำคล้ายๆ ผมแชร์กันได้ครับ
แชร์ประสบการณ์ในวัย 40 ที่มี port 9.x ล้าน ลงทุนตราสารหนี้ 65%ที่ให้ผลตอบแทนเดือนละ 23,000 บาท และเรื่องการใช้เงิน
ปีนี้ผมอายุ 40 แล้ว มีการลงทุนมาตั้งแต่ 18 (ตั้งแต่เรียน มหาลัย)
port ทรัพย์สินผม ราวๆ 9.x ล้านบาท ประกอบด้วย
1. ตราสารหนี้ 65%
2. ตราสารทุน หุ้น กองทุน 19%
3. เงินสดและอื่นๆ 16%
ผมขอเล่าเรื่องตราสารหนี้ นะครับ เพราะหุ้นผมไม่เก่ง ผลตอบแทน ไม่ได้มากและเคยขาดทุนบ้างบางตัว
ณ ปัจจุบันผลตอบแทน ตราสารหนี้ผมอยู่ที่ ราวๆ 3.8%
วิธีการลงทุน ทีทำให้ ได้เงิน 23,000 บาทต่อเดือน คือ
ผมเน้นการลงทุนตลอดเวลา ทุกครั้งที่ผมมีรายได้ ตั้งแต่ 18 ผมก็จะโยนเงินเข้าบัญชี ตราสารหนี้ หรือออมทรัพย์พิเศษ ในปัจจุบัน
สมัยก่อน ผลตอบแทนการลงทุนดีกว่านี้มากครับ ผมเคยฝาก เป็น กองทุนตราสารหนี้ ได้ถึง 3-5 % แต่หลังๆ ก็เริ่มมาลงหุ้นกู้แทน
สิ่งสำคัญ ในการลงทุน สำหรับผม คือ เราต้องลงตลอดเวลา ครับ มีเงินก็โยน พอได้สักแสน ผมก็จะเอาเงินไปต่อยอดลงทุนต่อทันที
ผมเน้น หุ้นกู้ ผลตอบแทนราวๆ 3-6% ผสมๆ กัน แต่ผมจะมีอย่างน้อย บริษัทละ 2 แสนครับ เว้นแต่ที่ผลตอบแทนดีๆ อาจถึง 5 แสนบ้าง แต่ผมจะไม่ทิ้งไว้เกินล้านในตัวไหนเด็ดขาดครับ
วิธีการเก็บเงิน ก็สำคัญ ครับ อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา ผมทำงานเก็บเล็กผสมน้อย งานหลักร้อย ผมก็เคยทำมาแล้ว พวก OT ทุกบาทมีคุณค่าครับ
ทุกวันนี้ผมเป็นทั้ง งานกึ่งประจำที่รับงานยาวๆ และ Freelance ซึ่งผมจะมีเงินเข้าหลักหลายหมื่นในทุกสัปดาห์ ขึ้นกับช่วงครับ แย่สุด ก็ 6 หมื่น ควรทำประกันสังคม (ผมได้ประกันสังคมจะบริษัทนึงมา) นะครับ ผมมีประกันสังคม และใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่ามาก ทั้งการหาหมอ รับยา อุบัติเหตุ แต่ผมก็พยายามทำประกันสุขภาพด้วย (แต่ยังไม่ได้บริษัทที่ถูกใจในงบที่หักภาษีได้)
สำหรับเทคนิคการใช้เงินผม ผมโยนเงินเข้าบัญชี ออมทรัพย์พิเศษ เสมอ ทำให้ถอนยาก และจะใช้บัตรเครดิตจ่ายในทุกรายการ บาทสองบาท ก็จ่ายและเก็บใบสลิปไว้หมดครับ (ส่วนที่มีเงินสดต้องจ่าย ผมก็พกนะครับ แต่ผมจะเก็บเงินไว้กับตัวไม่เกิน 1 พันบาท) บัตรเครดิต จ่ายตรงเวลา ไม่เคยเสียดอกเบี้ย ไม่เคยกู้ lond พิเศษ
ส่วนเรื่องการใช้เงิน ใหญ่ๆ จะมี 2 เรื่อง
1. เรื่องการเรียนต่อ สำหรับผมการเรียนต่อโท ในยุคผม เป็นการลงทุนประมาณ 1.5 แสน ในตอนสิบปีก่อน ผมก็แอบคิดเหมือนกันว่ามันคุ้มค่าไหม แต่สุดท้าย ผมว่ามันคุ้มค่า (ถ้าเราเลือกสาขาเรียนที่ถูกต้อง) เพราะผมได้ connection ที่ดี มาด้วย ความน่าเชื่อถือและความรู้มาปรับใช้ในการทำงาน เป็นไปได้ส่วนตัวผมมองว่าเราควรเรียนอะไรที่มันเป็นวิชาชีพเฉพาะครับ พวกงานบริหารทั่วไป ผมมองว่าเราไปเรียน course ย่อยๆ ได้
2. เรื่องรถ สำหรับผม ต้องเลือกให้ดีครับ
ผมเคยเลือกเจ้าตลาดรอง สาย Eco car (ที่กำลังจะเจ๊งแล้ว) ด้วยปัญหาของตัวรถ ทำให้ต้องปล่อยเร็ว คือ ราว 6 ปี ส่วนตัวผมมองว่ารถน้ำมัน เราควรใช้สัก 10 ปีครับ ควรเลือกเจ้าตลาดที่มีการรับประกันให้ยาวที่สุด ซ่อมศูนย์บ้าง อู่บ้าง (ในบางรายการ) ซึ่งโดยรวม ช่าง อู่ อะไหล่ มันดีกว่าจริงๆ ครับ
ส่วนรถไฟฟ้า ในอนาคตผมมองว่า ก็อาจจะซื้อ เพราะราคามันเริ่มเข้าถึงง่าย (แอบง่ายกว่ารถน้ำมันในสมัยก่อนมาก) แต่ผมจะซื้อในราคาไม่เกิน 5 แสน และจะทำใจไว้ล่วงหน้าว่า จะใช้ไม่เกิน 8 ปี และ cut loss ไปเลย ไม่มองราคาขายต่อครับ
ส่วนตัวผมตอนนี้ใช้ Hybrid ครับ ซึ่งให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่สูงกว่า Eco car 2 คันที่เคยใช้ ประมาณ 2 เท่า (20++) แต่คันนี้ผมก็คงปล่อย ไม่เกิน 10 ปีเพราะอาจมีรายจ่ายในเรื่องค่าแบตเตอรี่ในช่วงเกิน 10 ปีครับ
สุดท้าย ผมว่า เราต้องรู้จักการวางแผนภาษี นะครับ ต้องหาช่องทางว่าง เราจะทำอย่างไร ให้เกิดค่าใช้จ่าย ที่เอามาหักภาษีได้ เช่น การบริจาค ผมจะบริจาคให้ศาสนาผ่าน E-donation มากกว่าการใส่ซอง จะซื้อประกัน 1/10 ทุกปี เอามาหักภาษี ลงทุนทั้ง RMF หุ้นต่างๆ อัดให้เต็ม max ที่จะช่วยให้รายได้ไม่เกิน 1.5 แสน (ขอคืนทั้งหมดทุกเม็ด ครับ) และผมจะหาทางรับเงิน แบบสดบ้างในบางงาน (ถ้าทำได้) เช่น ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร เอาไปทำค่าใช้จ่ายและเบิกบริษัทได้ (ที่ตนเอง ดูแลบริหารร่วม)
ก็มีประมาณนี้ครับ มีท่านไหน ที่ทำคล้ายๆ ผมแชร์กันได้ครับ