ผมมีเรื่องราวของคุณพ่อมาแชร์ และอยากขอความเห็นในเชิงจิตวิทยาหรือการทำธุรกิจว่า "อะไรคือจุดพลาด" ของคนประเภทนี้?
พ่อผมเติบโตมาในครอบครัวคนจีนที่เข้มงวด ท่านคือ "อัจฉริยะ" ในสายตาครูและเพื่อน เป็นที่ 1 ของรุ่นตั้งแต่ประถม มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย ในขณะที่เพื่อนกลุ่ม "บ๊วย" ของห้องในวันนั้น วันนี้กลายเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่โตและนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล
ตำราที่อ่าน กับ โลกที่ไม่ได้สัมผัส
พ่อได้รับมรดกเป็นที่ดินทำเลทองและสวนเกษตรจากอากง ท่านใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตจมอยู่กับกองหนังสือ "วิธีคิดเศรษฐี" "พ่อรวยสอนลูก" หรือ "เส้นทางสู่ความมั่งคั่ง" ท่านอ่านเป็นร้อยเล่ม แต่ในชีวิตจริง พ่อไม่เคยลงมือบริหารกิจการเล็กๆ ที่บ้านเลย ทุกอย่างแม่เป็นคนจัดการ ส่วนพ่อ "นั่งอ่านวิธีรวย" อยู่หลังร้าน
โปรเจกต์ "ละลายเงินสด" ที่ขับเคลื่อนด้วยอีโก้
เมื่อพ่อต้องการพิสูจน์ว่าคนฉลาดอย่างท่านต้องรวยกว่าเพื่อนกลุ่มบ๊วย ท่านจึงเริ่มใช้เงินสดจากการหามาของแม่ ไปลงทุนในสิ่งที่ท่าน "คิดเอาเอง" ว่าจะสำเร็จ:
จ้างคนเปิดตลาดหลักล้าน: แต่ไม่เคยลงไปศึกษาตลาดเอง สุดท้ายโดนโกง งานเละเทะจนต้องทิ้งร้าง
ตึกรังนกนางแอ่น: ลงทุนหลายล้านโดยไม่มีความรู้ ถูกผู้รับเหมาขายฝัน งานห่วย ระบบพัง พ่อเลือกที่จะ "ปิดตา" ไม่รับฟังคำแนะนำ ไม่ซ่อมแซม จนสุดท้ายนกไม่เข้า กิจการเจ๊ง
สวนยางพารา: กำลังเดินตามรอยเดิม คือการวางในหัว ที่บริหารคนไม่เป็น
"บารมี" ที่กินไม่ได้
ปัจจุบันรายได้เริ่มหดหาย แต่พ่อมีความรู้ทางการเงินแทบจะเป็นศูนย์ ท่านไม่ยอมขายหรือนำที่ดินเข้าธนาคารเพื่อมาต่อยอดธุรกิจ เพราะ "อายคน" กลัวคนมองว่าไม่มีเงิน พยายามรักษาเปลือกที่ดูยิ่งใหญ่และทรัพย์สินไว้ประดับบารมี ทั้งที่ข้างในกำลังกลวง
ความอึดอัดของเจเนอเรชันถัดมา
ผมเองมีธุรกิจของตัวเองที่พอไปได้ แต่ต้องเสียโอกาสในการขยายตัว เพราะต้องปลียดตัวมาช่วยล้างเช็ดโปรเจกต์ที่พ่อทำพังไว้ ที่สำคัญคือผม "ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง" เพราะพ่อต้องการให้ทุกอย่างเป็นผลงานของท่านเพียงคนเดียว เพื่อกู้หน้าตาคืนมา
ผมเลยเกิดคำถามครับว่า:
ทำไมคนที่เรียนเก่งระดับท็อป มีต้นทุนชีวิตสูง และอ่านหนังสือพัฒนาตัวเองมาทั้งชีวิต ถึงตกม้าตายในโลกการทำงานจริง?
เป็นเพราะ "อีโก้" ของคนที่เคยเป็นที่ 1 ตลอดกาล?
เป็นเพราะ "ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)" ที่สวนทางกับ IQ?
หรือจริงๆ แล้ว "ตำราความสำเร็จ" คือยาพิษสำหรับคนที่ไม่เคยหยิบมันมาปรับใช้กับความจริง?
ใครเคยเจอเคสแบบนี้ หรือมีมุมมองอย่างไร รบกวนแชร์เป็นวิทยาทานทีครับ
ทำไมคนที่เรียนเก่งระดับอัจฉริยะ ถึงล้มเหลวในการทำงานจริงครับ จะมาเล่าเรื่องของพ่อที่อีโก้สูงลิ่ว
พ่อผมเติบโตมาในครอบครัวคนจีนที่เข้มงวด ท่านคือ "อัจฉริยะ" ในสายตาครูและเพื่อน เป็นที่ 1 ของรุ่นตั้งแต่ประถม มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย ในขณะที่เพื่อนกลุ่ม "บ๊วย" ของห้องในวันนั้น วันนี้กลายเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่โตและนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล
ตำราที่อ่าน กับ โลกที่ไม่ได้สัมผัส
พ่อได้รับมรดกเป็นที่ดินทำเลทองและสวนเกษตรจากอากง ท่านใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตจมอยู่กับกองหนังสือ "วิธีคิดเศรษฐี" "พ่อรวยสอนลูก" หรือ "เส้นทางสู่ความมั่งคั่ง" ท่านอ่านเป็นร้อยเล่ม แต่ในชีวิตจริง พ่อไม่เคยลงมือบริหารกิจการเล็กๆ ที่บ้านเลย ทุกอย่างแม่เป็นคนจัดการ ส่วนพ่อ "นั่งอ่านวิธีรวย" อยู่หลังร้าน
โปรเจกต์ "ละลายเงินสด" ที่ขับเคลื่อนด้วยอีโก้
เมื่อพ่อต้องการพิสูจน์ว่าคนฉลาดอย่างท่านต้องรวยกว่าเพื่อนกลุ่มบ๊วย ท่านจึงเริ่มใช้เงินสดจากการหามาของแม่ ไปลงทุนในสิ่งที่ท่าน "คิดเอาเอง" ว่าจะสำเร็จ:
จ้างคนเปิดตลาดหลักล้าน: แต่ไม่เคยลงไปศึกษาตลาดเอง สุดท้ายโดนโกง งานเละเทะจนต้องทิ้งร้าง
ตึกรังนกนางแอ่น: ลงทุนหลายล้านโดยไม่มีความรู้ ถูกผู้รับเหมาขายฝัน งานห่วย ระบบพัง พ่อเลือกที่จะ "ปิดตา" ไม่รับฟังคำแนะนำ ไม่ซ่อมแซม จนสุดท้ายนกไม่เข้า กิจการเจ๊ง
สวนยางพารา: กำลังเดินตามรอยเดิม คือการวางในหัว ที่บริหารคนไม่เป็น
"บารมี" ที่กินไม่ได้
ปัจจุบันรายได้เริ่มหดหาย แต่พ่อมีความรู้ทางการเงินแทบจะเป็นศูนย์ ท่านไม่ยอมขายหรือนำที่ดินเข้าธนาคารเพื่อมาต่อยอดธุรกิจ เพราะ "อายคน" กลัวคนมองว่าไม่มีเงิน พยายามรักษาเปลือกที่ดูยิ่งใหญ่และทรัพย์สินไว้ประดับบารมี ทั้งที่ข้างในกำลังกลวง
ความอึดอัดของเจเนอเรชันถัดมา
ผมเองมีธุรกิจของตัวเองที่พอไปได้ แต่ต้องเสียโอกาสในการขยายตัว เพราะต้องปลียดตัวมาช่วยล้างเช็ดโปรเจกต์ที่พ่อทำพังไว้ ที่สำคัญคือผม "ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง" เพราะพ่อต้องการให้ทุกอย่างเป็นผลงานของท่านเพียงคนเดียว เพื่อกู้หน้าตาคืนมา
ผมเลยเกิดคำถามครับว่า:
ทำไมคนที่เรียนเก่งระดับท็อป มีต้นทุนชีวิตสูง และอ่านหนังสือพัฒนาตัวเองมาทั้งชีวิต ถึงตกม้าตายในโลกการทำงานจริง?
เป็นเพราะ "อีโก้" ของคนที่เคยเป็นที่ 1 ตลอดกาล?
เป็นเพราะ "ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)" ที่สวนทางกับ IQ?
หรือจริงๆ แล้ว "ตำราความสำเร็จ" คือยาพิษสำหรับคนที่ไม่เคยหยิบมันมาปรับใช้กับความจริง?
ใครเคยเจอเคสแบบนี้ หรือมีมุมมองอย่างไร รบกวนแชร์เป็นวิทยาทานทีครับ