จุดเริ่มต้นของ M1903 Springfield in .303 British มาจาก "วิกฤตขาดแคลนปืนไรเฟิลของอังกฤษ"
หลังจากการถอนทัพที่ดันเคิร์ก (Dunkirk) ในปี 1940 กองทัพอังกฤษตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนอาวุธอย่างหนัก เนื่องจากต้องทิ้งปืนไรเฟิลกว่า 100,000 กระบอกไว้ที่ฝรั่งเศส อังกฤษจึงหันไปหาบริษัทในสหรัฐฯ เพื่อผลิตปืนไรเฟิล Lee-Enfield No. 4 มาทดแทนRemington ประเมินว่าหากต้องเริ่มสร้างเครื่องจักรใหม่เพื่อผลิตปืน No. 4 ของอังกฤษ จะต้องใช้เวลาเตรียมการ (Tooling up) นานถึง 30 เดือน แต่ถ้าพวกเขาสามารถเช่าเครื่องจักรเก่าจาก Rock Island Arsenal ที่เคยใช้ผลิตปืน M1903 Springfield มาใช้ได้ พวกเขาจะเริ่มผลิตได้ภายในเวลาเพียง 12 เดือนทางออกคือการสร้างปืน M1903 ที่ดัดแปลงให้ใช้กระสุน .303 British และปรับเปลี่ยนคุณลักษณะบางอย่างให้มีความคล้ายคลึงกับปืน No. 4 ของอังกฤษเพื่อให้ทหารอังกฤษใช้งานได้คุ้นมือ
ธันวาคม 1940 - รัฐบาลอังกฤษออกหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) สั่งผลิตปืนรุ่นนี้จำนวน 500,000 กระบอก
งบประมาณ - มีการจ่ายเงินล่วงหน้าประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ เพื่อครอบคลุมค่าเช่าเครื่องจักร การขนส่ง และการบูรณะเครื่องมือจาก Rock Island รวมถึงวัตถุดิบต่างๆ
การเปลี่ยนแปลง - เมื่อมีการผ่านกฎหมาย Lend-Lease (ให้เช่า-ยืม) ในเดือนมีนาคม 1941 สัญญานี้จึงถูกโอนไปอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลสหรัฐฯ แทนการเป็นคำสั่งซื้อส่วนตัวจากอังกฤษ
การดัดแปลงทางเทคนิค
เพื่อให้ปืน M1903 กลายเป็นปืนสำหรับกองทัพอังกฤษ Remington ได้ทำการดัดแปลงหลายจุด
ลำกล้องและระบบขับดัน : ปรับปรุงให้รองรับกระสุน .303 British ซึ่งเป็นกระสุนแบบมีขอบ (Rimmed) แตกต่างจาก .30-06 เดิม
ศูนย์หลัง (Rear Sight) : ย้ายศูนย์หลังมาไว้บนตัว Receiver และเปลี่ยนเป็นแบบพลิกสองตำแหน่ง (Two-position flip sight) ที่ระยะ 300 และ 600 หลา เหมือนกับปืน No. 4 Mk2
ศูนย์หน้าและปลายลำกล้อง : ปรับตำแหน่งศูนย์หน้าถอยหลังไปเล็กน้อย เพื่อให้สามารถติดตั้ง ดาบปลายปืนทรงตะปู (Spike Bayonet) ของปืน No. 4 ได้
ร่องบรรจุกระสุน (Charger Guide) : ดัดแปลงให้ใช้แผงกระสุน (Charger) ของ Lee-Enfield ได้แทนที่จะใช้ Stripper clip ของ M1903
สิ่งที่คงเดิม : ปืนรุ่นนี้ยังคงใช้ซองกระสุนภายในแบบ 5 นัด (Internal Magazine) ของ M1903 ไม่ได้เปลี่ยนเป็นซองกระสุนแบบถอดได้เหมือน Lee-Enfield
บทสรุปของโครงการ
แม้โครงการจะดูมีอนาคต แต่สุดท้ายก็ถูก
"ยกเลิก" ในช่วงปลายปี 1941 เนื่องจาก
การผลิตปืน Lee-Enfield No. 4 ในแคนาดา (Long Branch) และสหรัฐฯ (Savage Arms) เริ่มดำเนินการได้เร็วและมีประสิทธิภาพกว่าที่คาดไว้
สหรัฐฯ เองเริ่มมีความต้องการปืน M1903 เพื่อใช้ในกองทัพของตนเองหลังจากเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2
ผลลัพธ์ ปืน Remington Hybrid .303 M1903 จึงกลายเป็นปืนต้นแบบ (Prototype) ที่มีการผลิตออกมาเพียงไม่กี่กระบอกเท่านั้น และถือเป็นหนึ่งในปืนไรเฟิลตระกูล M1903 ที่หายากที่สุดในโลก
https://www.reddit.com/r/ForgottenWeapons/comments/1sp7ejx/m1903_springfield_rechambered_in_303_british_this/
สวัสดีครับ
สารานุกรมปืนตอนที่ 2379 M1903 Springfield in .303 British
หลังจากการถอนทัพที่ดันเคิร์ก (Dunkirk) ในปี 1940 กองทัพอังกฤษตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนอาวุธอย่างหนัก เนื่องจากต้องทิ้งปืนไรเฟิลกว่า 100,000 กระบอกไว้ที่ฝรั่งเศส อังกฤษจึงหันไปหาบริษัทในสหรัฐฯ เพื่อผลิตปืนไรเฟิล Lee-Enfield No. 4 มาทดแทนRemington ประเมินว่าหากต้องเริ่มสร้างเครื่องจักรใหม่เพื่อผลิตปืน No. 4 ของอังกฤษ จะต้องใช้เวลาเตรียมการ (Tooling up) นานถึง 30 เดือน แต่ถ้าพวกเขาสามารถเช่าเครื่องจักรเก่าจาก Rock Island Arsenal ที่เคยใช้ผลิตปืน M1903 Springfield มาใช้ได้ พวกเขาจะเริ่มผลิตได้ภายในเวลาเพียง 12 เดือนทางออกคือการสร้างปืน M1903 ที่ดัดแปลงให้ใช้กระสุน .303 British และปรับเปลี่ยนคุณลักษณะบางอย่างให้มีความคล้ายคลึงกับปืน No. 4 ของอังกฤษเพื่อให้ทหารอังกฤษใช้งานได้คุ้นมือ
ธันวาคม 1940 - รัฐบาลอังกฤษออกหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) สั่งผลิตปืนรุ่นนี้จำนวน 500,000 กระบอก
งบประมาณ - มีการจ่ายเงินล่วงหน้าประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ เพื่อครอบคลุมค่าเช่าเครื่องจักร การขนส่ง และการบูรณะเครื่องมือจาก Rock Island รวมถึงวัตถุดิบต่างๆ
การเปลี่ยนแปลง - เมื่อมีการผ่านกฎหมาย Lend-Lease (ให้เช่า-ยืม) ในเดือนมีนาคม 1941 สัญญานี้จึงถูกโอนไปอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลสหรัฐฯ แทนการเป็นคำสั่งซื้อส่วนตัวจากอังกฤษ
การดัดแปลงทางเทคนิค
เพื่อให้ปืน M1903 กลายเป็นปืนสำหรับกองทัพอังกฤษ Remington ได้ทำการดัดแปลงหลายจุด
ลำกล้องและระบบขับดัน : ปรับปรุงให้รองรับกระสุน .303 British ซึ่งเป็นกระสุนแบบมีขอบ (Rimmed) แตกต่างจาก .30-06 เดิม
ศูนย์หลัง (Rear Sight) : ย้ายศูนย์หลังมาไว้บนตัว Receiver และเปลี่ยนเป็นแบบพลิกสองตำแหน่ง (Two-position flip sight) ที่ระยะ 300 และ 600 หลา เหมือนกับปืน No. 4 Mk2
ศูนย์หน้าและปลายลำกล้อง : ปรับตำแหน่งศูนย์หน้าถอยหลังไปเล็กน้อย เพื่อให้สามารถติดตั้ง ดาบปลายปืนทรงตะปู (Spike Bayonet) ของปืน No. 4 ได้
ร่องบรรจุกระสุน (Charger Guide) : ดัดแปลงให้ใช้แผงกระสุน (Charger) ของ Lee-Enfield ได้แทนที่จะใช้ Stripper clip ของ M1903
สิ่งที่คงเดิม : ปืนรุ่นนี้ยังคงใช้ซองกระสุนภายในแบบ 5 นัด (Internal Magazine) ของ M1903 ไม่ได้เปลี่ยนเป็นซองกระสุนแบบถอดได้เหมือน Lee-Enfield
บทสรุปของโครงการ
แม้โครงการจะดูมีอนาคต แต่สุดท้ายก็ถูก "ยกเลิก" ในช่วงปลายปี 1941 เนื่องจาก
การผลิตปืน Lee-Enfield No. 4 ในแคนาดา (Long Branch) และสหรัฐฯ (Savage Arms) เริ่มดำเนินการได้เร็วและมีประสิทธิภาพกว่าที่คาดไว้
สหรัฐฯ เองเริ่มมีความต้องการปืน M1903 เพื่อใช้ในกองทัพของตนเองหลังจากเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2
ผลลัพธ์ ปืน Remington Hybrid .303 M1903 จึงกลายเป็นปืนต้นแบบ (Prototype) ที่มีการผลิตออกมาเพียงไม่กี่กระบอกเท่านั้น และถือเป็นหนึ่งในปืนไรเฟิลตระกูล M1903 ที่หายากที่สุดในโลก
https://www.reddit.com/r/ForgottenWeapons/comments/1sp7ejx/m1903_springfield_rechambered_in_303_british_this/