“แมว” สัตว์สุดน่ารักที่ในอดีตไม่ใช่ใครก็เลี้ยงได้ เพราะต้องมีบุญเทียบเท่าและเหมาะสมกับแมว
เลี้ยงแมวต้องมีบุญ! “แมว” ไม่ใช่ใครก็เลี้ยงได้ เพราะต้องมีบุญเทียบเท่าและเหมาะสมกับแมว
“แมว” สัตว์เลี้ยง ที่ใครต่างก็เอ็นดูและมักเลี้ยงไว้ ด้วยความน่ารัก ขี้อ้อน แต่บางครั้งก็ทำตัวเย่อหยิ่ง ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกยังเต็มไปด้วยความปุกปุย เหมือนเจ้าก้อนขน จึงทำให้หลายคนตกหลุมรักเหล่าน้อง ๆ ได้ไม่ยาก
รู้หรือไม่ว่า สมัยก่อน คนต่างเลี้ยงแมวเพราะแมวเป็นสัตว์ที่จะช่วยหนุนนำความเจริญ เพิ่มบุญบารมีให้ผู้เลี้ยง และที่สำคัญคือ กว่าจะเลี้ยงแมวได้ คนที่เลี้ยงต้องมีบุญเทียบเท่ากับแมวอีกด้วย
คนเลี้ยงแมวต้องมีบุญ
ในหนังสือ “Siamese Cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว” (สำนักพิมพ์มติชน) ผลงานของนักประวัติศาสตร์ผู้รักแมว อย่าง กำพล จำปาพันธ์ ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ จากการอ้างอิงตำราแมวโบราณหลายฉบับ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ช่วงอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ว่า…
คติความคิดของคนสมัยก่อนมองว่าเจ้าก้อนขนที่มีหลายสี เป็นสัตว์ที่มีบุญมาก สามารถหนุนนำชีวิตตนไปสู่ทางที่ดีได้ เพราะปรากฏนานาหลักฐาน บ้างก็ว่า “
เพราะบุญแมวแล้ววาศหนาตน” หรือ “
ด้วยว่าบุนแมวนั้นมีมาก”
มีความเชื่อว่าเลี้ยงแมวจะทำให้การค้ารุ่งเรือง ไม่มีขาดทุน บางคนถึงขั้นคิดว่าบุญของแมวจะสามารถหนุนนำให้ตัวเองได้เป็นท้าวพระยาหรือเจ้าพระยาได้อีกด้วย
ทั้งแมวยังสามารถทำให้คนที่เลี้ยงได้ภรรยา ได้รับความรักความเมตตา รวมไปถึงความสุขในการใช้ชีวิต (ก็คล้าย ๆ กับปัจจุบันอยู่ไม่น้อย)
ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลือไปทั่วพื้นที่ ทำให้หลายคนอยากเลี้ยงแมว แต่ที่จริงแล้วการเลี้ยงดูปูเสื่อแมวในตอนนั้นมีข้อควรระวังหรือข้อห้ามหลายประการ ซึ่งหลายคนน่าจะคาดไม่ถึงมาก่อน
เพราะไม่ใช่คนจะมีโอกาสเลือกเป็นเจ้าของแมว แต่เป็นแมวต่างหากที่จะเป็น HR หรือผู้คัดเลือก ว่าใครสอบผ่านหรือสอบตก และสิ่งที่สำคัญคือ “บุญ” ต้องเท่ากัน ง่าย ๆ คือต้องตรงไทป์กันทั้งคู่นั่นแหละ
ถ้าบุญไม่ถึงแมวก็อด ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าเข้าเจ้าของอะไรกันอีก ในตำราแมวระบุไว้ว่า “
ผู้ใดบุนมี จึงจะได้มาเลี้ยงไว้” หรือ “
เพราะบุญทังสอง จึ่งคลองคล้าเปนวาศนาจึ่งได้มา”
ด้วยเหตุนี้ ทำให้กลุ่มคนที่เลี้ยงแมวส่วนใหญ่จึงเป็นชนชั้นเจ้านาย
นอกจากนี้ ยังมีแมวบางชนิดที่เหมาะกับคนบางประเภทเท่านั้น เช่นแมววิลาศ มักจะชอบพระ แมวสะดือด่าง จะชื่นชอบและเหมาะกับพ่อค้า เป็นต้น
ที่มา
แมวเป็นสัตว์มีบุญมาก สมัยก่อนคนที่จะเลี้ยงแมวได้ต้องมีบุญเทียบเท่าและเหมาะสมกับแมว
เลี้ยงแมวต้องมีบุญ! “แมว” ไม่ใช่ใครก็เลี้ยงได้ เพราะต้องมีบุญเทียบเท่าและเหมาะสมกับแมว
“แมว” สัตว์เลี้ยง ที่ใครต่างก็เอ็นดูและมักเลี้ยงไว้ ด้วยความน่ารัก ขี้อ้อน แต่บางครั้งก็ทำตัวเย่อหยิ่ง ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกยังเต็มไปด้วยความปุกปุย เหมือนเจ้าก้อนขน จึงทำให้หลายคนตกหลุมรักเหล่าน้อง ๆ ได้ไม่ยาก
รู้หรือไม่ว่า สมัยก่อน คนต่างเลี้ยงแมวเพราะแมวเป็นสัตว์ที่จะช่วยหนุนนำความเจริญ เพิ่มบุญบารมีให้ผู้เลี้ยง และที่สำคัญคือ กว่าจะเลี้ยงแมวได้ คนที่เลี้ยงต้องมีบุญเทียบเท่ากับแมวอีกด้วย
คนเลี้ยงแมวต้องมีบุญ
ในหนังสือ “Siamese Cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว” (สำนักพิมพ์มติชน) ผลงานของนักประวัติศาสตร์ผู้รักแมว อย่าง กำพล จำปาพันธ์ ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ จากการอ้างอิงตำราแมวโบราณหลายฉบับ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ช่วงอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ว่า…
คติความคิดของคนสมัยก่อนมองว่าเจ้าก้อนขนที่มีหลายสี เป็นสัตว์ที่มีบุญมาก สามารถหนุนนำชีวิตตนไปสู่ทางที่ดีได้ เพราะปรากฏนานาหลักฐาน บ้างก็ว่า “เพราะบุญแมวแล้ววาศหนาตน” หรือ “ด้วยว่าบุนแมวนั้นมีมาก”
มีความเชื่อว่าเลี้ยงแมวจะทำให้การค้ารุ่งเรือง ไม่มีขาดทุน บางคนถึงขั้นคิดว่าบุญของแมวจะสามารถหนุนนำให้ตัวเองได้เป็นท้าวพระยาหรือเจ้าพระยาได้อีกด้วย
ทั้งแมวยังสามารถทำให้คนที่เลี้ยงได้ภรรยา ได้รับความรักความเมตตา รวมไปถึงความสุขในการใช้ชีวิต (ก็คล้าย ๆ กับปัจจุบันอยู่ไม่น้อย)
ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลือไปทั่วพื้นที่ ทำให้หลายคนอยากเลี้ยงแมว แต่ที่จริงแล้วการเลี้ยงดูปูเสื่อแมวในตอนนั้นมีข้อควรระวังหรือข้อห้ามหลายประการ ซึ่งหลายคนน่าจะคาดไม่ถึงมาก่อน
เพราะไม่ใช่คนจะมีโอกาสเลือกเป็นเจ้าของแมว แต่เป็นแมวต่างหากที่จะเป็น HR หรือผู้คัดเลือก ว่าใครสอบผ่านหรือสอบตก และสิ่งที่สำคัญคือ “บุญ” ต้องเท่ากัน ง่าย ๆ คือต้องตรงไทป์กันทั้งคู่นั่นแหละ
ถ้าบุญไม่ถึงแมวก็อด ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าเข้าเจ้าของอะไรกันอีก ในตำราแมวระบุไว้ว่า “ผู้ใดบุนมี จึงจะได้มาเลี้ยงไว้” หรือ “เพราะบุญทังสอง จึ่งคลองคล้าเปนวาศนาจึ่งได้มา”
ด้วยเหตุนี้ ทำให้กลุ่มคนที่เลี้ยงแมวส่วนใหญ่จึงเป็นชนชั้นเจ้านาย
นอกจากนี้ ยังมีแมวบางชนิดที่เหมาะกับคนบางประเภทเท่านั้น เช่นแมววิลาศ มักจะชอบพระ แมวสะดือด่าง จะชื่นชอบและเหมาะกับพ่อค้า เป็นต้น
ที่มา