วิชชา ๘ วิปัสสนาญาณ

วิชชา ๘ วิปัสสนาญาณ

เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิอย่างบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ปราศจากกิเลสและอุปกิเลสทั้งหลาย จิตนั้นย่อมอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นแน่วแน่ และไม่หวั่นไหวอีกต่อไป

ในขณะนั้นเอง ย่อมน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสนะ คือ ความรู้แจ้งเห็นจริง

แล้วก็เห็นชัดขึ้นมาว่า กายนี้ที่เรียกว่า “ตัวเรา” แท้จริงแล้ว เป็นเพียงรูปธรรมที่ประกอบขึ้นจากมหาภูตทั้งสี่ เกิดจากมารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยอาหาร คือ ข้าวและของกินทั้งหลาย ต้องอาศัยการอบอุ่น การบำรุง การนวดฟั้นอยู่เสมอ และในที่สุดก็ต้องเสื่อมสลาย แตกกระจัดกระจายไปตามธรรมดา

ส่วนจิตหรือวิญญาณที่รับรู้อยู่ ก็ไม่ได้เป็นตัวตนถาวร แต่เพียงอาศัยกายนี้อยู่ เนื่องอยู่กับกายนี้เท่านั้น

เมื่อเห็นอย่างนี้ ความยึดมั่นใน “ตัวเรา” ก็เริ่มคลายลง เพราะเห็นตามจริงว่า ทั้งกายและจิตต่างก็เป็นเพียงธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วก็เสื่อมไป ไม่ใช่สิ่งเที่ยงแท้ถาวร

พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงดงาม บริสุทธิ์ เจียระไนดีแล้ว มีความใสแวววาว เมื่อมีคนหยิบขึ้นมาดู ก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ตัวแก้วเป็นอย่างไร และสิ่งที่ร้อยอยู่ภายในก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่แยกออกจากกันได้

ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อจิตบริสุทธิ์ตั้งมั่นดีแล้ว ก็จะเห็นกาย เห็นจิต แยกออกจากกันตามความเป็นจริง เห็นอย่างชัดเจน ไม่ปะปน ไม่หลงว่าเป็นสิ่งเดียวกัน

นี่เอง คือ การเริ่มต้นของวิปัสสนาญาณ คือการเห็นตามความเป็นจริงว่า รูปก็ส่วนหนึ่ง นามก็ส่วนหนึ่ง ต่างอาศัยกัน แต่ไม่ใช่ “ตัวตน”

และด้วยความเห็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เป็นผลแห่งการปฏิบัติที่ประจักษ์ได้ด้วยตนเอง ซึ่งประณีตยิ่งขึ้น ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกว่าขั้นก่อน ๆ เพราะไม่ใช่เพียงความสงบของจิต แต่เป็นความรู้แจ้งที่เริ่มตัดรากแห่งความยึดมั่นลงไปแล้ว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่