
- ถึงตัวนวนิยายสุด Classic ของ Bram Stoker ถูกหยิบมาสร้างในโลกภาพยนตร์มาหลายครั้งจนขี้เกียจนับแต่ทุกครั้งโดยส่วนใหญ่สามารถเรียกเสียงชื่นชมในแง่ของการรักษาขนบตามบทประพันธ์ได้อย่างซื่อตรงเช่นเดียวกับเวอร์ชั่นนี้ที่หลังจากดูจบ ชอบ รู้สึกว่า Timeline ระหว่างไหลตามโครงมีภาพจำผุดขึ้นในหัวระหว่าง Nosferatu (2024) + Dracula Untold (2014) + Dracula (1992) ที่ดูมาเพียงเท่านี้ลอยเข้ามาจนเกิดการเปรียบเทียบและเพิ่มเติมผสมในส่วนที่ทราบและไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีมุมนี้ให้สัมผัส ถึงกระนั้นการหยิบมาปัดฝุ่นใหม่ไม่ได้ Copy & Palse ทั้งดุ้นซะทีเดียวเพราะสิ่งที่สังเกตุได้ชัดว่ามีความต่างอยู่ อาทิ การเปลี่ยนชื่อแส้หรือกระทั่ง Mood Tone ที่มีความ Romance เชิดชูความสัมพันธ์แบบ Monogamy หรือรักเดียวใจเดียวผ่านบรรยากาศของความเป็น Gophic Horror ผสม Fantasy Period ออกมาได้อย่างละมุน ขณะเดียวกันก็มีความ Epic ให้ตื่นตาในส่วนของงานออกแบบไม่ว่าจะตัว Locations ก็ดี , Costume ก็ดี แม้กระทั่ง Make Up ที่คอยช่วยส่งเสริมและขับเคลื่อนให้ตัวเรื่องมีพลังดึงดูดที่น่าสนใจต่อการล่อซื้อให้สอดส่องความเป็นไปของท่าน Drac ผ่านเส้นทางของความ “คลั่งรัก” ที่แลกมาพร้อมกับโศกนาฏกรรมการสูญเสียจนเกิดหมดศรัทธาในสิ่งที่ “เชื่อ” มาทั้งชีวิต

- ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมง 9 นาที ถ้าเคยดูเวอร์ชั่นก่อนหรืออ่านนวนิยายมาจะนึกภาพตามทุกย่างก้าวได้ว่าแต่ละคนเป็นใคร ? จะเกิด Events อะไรขึ้นบ้าง ? ตามลำดับจนรู้สึกว่าเวอร์ชั่นนี้มัน Run ไปข้างหน้าค่อนข้างเร็วอยู่เหมือนกัน แม้ระหว่างดูจะสัมผัสถึงการใส่สีตีไข่ตามมุมมองวิสัยทัศน์ของผู้กำกับลงไปบางอย่างแต่ไม่ได้รู้สึกว่ามันแตกแยกไปจากตัวบทประพันธ์ที่วางโครงไว้ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ถึงขั้นเสียสมดุลจนหาทางกลับทางที่ปูไว้ไม่ถูกอย่างใด ขณะเดียวกันสิ่งที่สะดุดตาจนต้องเอ๊ะคือการตัดต่อมันทำให้จังหวะการเดินเรื่องไม่ต่อเนื่องกัน เวลาดูไปประติดประต่อไปเสียงในหัวจึงร้องอุทานว่า ห๊ะ ๆ อยู่ตลอดว่าฉากก่อนหน้ากับฉากต่อมาข้ามกระโดดอย่างออกหน้าจนเห็นถึงช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์โดยเฉพาะความรักของท่าน Drac กับ Elisabeth / Mina คนรักของเขา ที่ยังขยายความในใจไม่ลึกซึ้งมากซะเท่าไหร่

- การมาร่วม Featuring อีกครั้งระหว่างผู้กำกับ Luc Besson กับคุณพรี่ Caleb Laundry Jones ที่รอบนี้เปลี่ยนจาก ชายพิการที่มีน้อนหมาเป็นสหายและบริวารคุ้มครองภัยในเมืองที่ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้ใน Dogman (2023) มาขยับ Status มาเป็นท่าน Dracผู้สูงส่งที่นอกจากยังมีบริวารรายล้อมตามเคยแล้วยังมีพลังและอำนาจในการสั่งการที่มากพร้อมด้วยเสน่ห์จนรู้สึกหวั่นไหวและอันตรายจนอยากจะเผ่นไปไกลตรีนเพื่อต้องการหาทางไปสู่จุดประสงค์ที่ได้ปฏิญาณไว้โดยมีตัวละครสำคัญอย่างบาทหลวงที่ยืนอยู่คนละฝั่งซึ่งรับบทโดยลุง Chistoph Waltz มาร่วมตามหาเบาะแสพร้อมกับหยุดยั้งการขยายอำนาจผ่าน Effects ที่เลี้ยงเวลามายาวนานกว่า 400 ปีที่ทำให้ผมเกิดความสนใจในการปะทะของ 2 ดารานำมากฝีมือโดยมีผู้กำกับเป็นกรรมการคุมทั้งงานขึ้นมาทันทีว่าจะประจัญหน้ากันอีท่าไหน ?

- แม้นายแบกจะเป็นพรี่ Caleb ในฐานะที่รับบทนำอันทรงเกียรติแต่อย่างน้อยก็ไม่ได้แบกตามลำพังเพราะมีคนช่วยประคองอย่างลุง Chistoph มาโผล่แวะเวียนหาสู่ไปมาร่วมกับนักแสดงสมทบอย่าง Zoe Bleu ที่รับบท Elisabeth / Mina คนรักของท่าน Drac และ Ewen Abids ที่รับบท Jonathan คนรักของ Mina / Elisabeth เช่นกัน จึงทำให้ทุก Moment ที่ 2 ดารานำปรากฎเดี่ยวหรือร่วมกันชวนให้ติดตามความเป็นไปในแต่ละ Situations ที่กล้องโฟกัส อย่าง Part ท่าน Drac จะเด่นในมุม Romantic ผสม Adventure กึ่ง Road Trip ส่วน Part บาทหลวงจะเด่นในมุมสืบสวนอ้างอิงในหลักวิทยาศาสตร์เป็นพิธีรีตรองก่อนจะประกบแล้วมาบรรจบกันไปยังช่วงท้าย แม้ Spotlight ที่ฉายทั้ง 2 มาคนละ way แต่มีสิ่งเกี่ยวโยงกันคือ การเดินทาง ที่ร้อยเรียงผ่านเวลาผ่านบรรยากาศจาก เรื่องเล่า ที่สะท้อนแนวคิดการปกครองจนกลายเป็นตำนานที่สามารถปกคลุมและครอบงำความคิดคนในยุคนั้นได้อย่างลงตัวกับคำว่า "ดั้งเดิม"

- พอเวลาเหลือไม่มากก็จะจากจึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องเข้าสู่โหมดที่รอคอยซะทีในเมื่อใจต้องการอยากเสพความตื่นเต้นทางด้าน Action ที่ปูพรมมาอย่างดุดันต่อการแสดงแสนยานุภาพทางด้านงานสร้างตั้งแต่ออกตัวจากจุด start ก่อนใช้บรรยากาศนำทางตามสารที่ซื่อตรงไปเแบบค่อยเป็นเรื่อยเปื่อยตามสไตล์หนังฝั่งยุโรปจนเกิดอาการหาวบวกกับเจอวิธีการตัดต่อแบบข้ามฉากสะสมอีกกระทงจนเห็นจุดเอ๊ะหลายจุดอย่างเห็นได้ชัด อาทิเช่น ตอนกลายสภาพเป็นท่าน Drac ก็ดี , เหยื่อบาง Case ที่ถูกจ๊วบก็ไม่เห็นการกลายสภาพอย่างเป็นรูปธรรมตรง ๆ ว่าโดนจ๊วบไปตอนไหนวะ ? หรือการมาของเหล่าข้าทาสบริวารหลายชีวิต อย่างนี้ พอมีช่องโหว่ต่อการเชื่อมเหตุผลจึงทำให้บทสรุปที่เห็นไม่ได้อิ่มหนำตื่นตามากมายใด ๆ แม้พอคาดการณ์ได้ลาง ๆ ว่าหวยจะออกมาเลขนี้ ถึงกระนั้นโดยรวมหาทางลงราบรื่นจนขี้เกียจจะไปสงสัยอะไรต่อนอกจากหันมาชื่นชมเลยดีกว่าว่าสามารถถ่ายทอดความนัยถึงการเดินทางตามหา “คนรัก” ที่รอคอย “เวลา” มาแสนนานจนถึงขั้นยอมแลก “บางสิ่ง” เพื่อเป็น “อีกสิ่ง” ผ่านการแสดงอันยอดเยี่ยมของพรี่ Caleb แค่นี้ก็อิ่มเอมใจไม่ไหวแล้ว

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] No.194 Dracula (2025) : รัตติกาลขายวิญญาณตามหารัก
- ถึงตัวนวนิยายสุด Classic ของ Bram Stoker ถูกหยิบมาสร้างในโลกภาพยนตร์มาหลายครั้งจนขี้เกียจนับแต่ทุกครั้งโดยส่วนใหญ่สามารถเรียกเสียงชื่นชมในแง่ของการรักษาขนบตามบทประพันธ์ได้อย่างซื่อตรงเช่นเดียวกับเวอร์ชั่นนี้ที่หลังจากดูจบ ชอบ รู้สึกว่า Timeline ระหว่างไหลตามโครงมีภาพจำผุดขึ้นในหัวระหว่าง Nosferatu (2024) + Dracula Untold (2014) + Dracula (1992) ที่ดูมาเพียงเท่านี้ลอยเข้ามาจนเกิดการเปรียบเทียบและเพิ่มเติมผสมในส่วนที่ทราบและไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีมุมนี้ให้สัมผัส ถึงกระนั้นการหยิบมาปัดฝุ่นใหม่ไม่ได้ Copy & Palse ทั้งดุ้นซะทีเดียวเพราะสิ่งที่สังเกตุได้ชัดว่ามีความต่างอยู่ อาทิ การเปลี่ยนชื่อแส้หรือกระทั่ง Mood Tone ที่มีความ Romance เชิดชูความสัมพันธ์แบบ Monogamy หรือรักเดียวใจเดียวผ่านบรรยากาศของความเป็น Gophic Horror ผสม Fantasy Period ออกมาได้อย่างละมุน ขณะเดียวกันก็มีความ Epic ให้ตื่นตาในส่วนของงานออกแบบไม่ว่าจะตัว Locations ก็ดี , Costume ก็ดี แม้กระทั่ง Make Up ที่คอยช่วยส่งเสริมและขับเคลื่อนให้ตัวเรื่องมีพลังดึงดูดที่น่าสนใจต่อการล่อซื้อให้สอดส่องความเป็นไปของท่าน Drac ผ่านเส้นทางของความ “คลั่งรัก” ที่แลกมาพร้อมกับโศกนาฏกรรมการสูญเสียจนเกิดหมดศรัทธาในสิ่งที่ “เชื่อ” มาทั้งชีวิต
- ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมง 9 นาที ถ้าเคยดูเวอร์ชั่นก่อนหรืออ่านนวนิยายมาจะนึกภาพตามทุกย่างก้าวได้ว่าแต่ละคนเป็นใคร ? จะเกิด Events อะไรขึ้นบ้าง ? ตามลำดับจนรู้สึกว่าเวอร์ชั่นนี้มัน Run ไปข้างหน้าค่อนข้างเร็วอยู่เหมือนกัน แม้ระหว่างดูจะสัมผัสถึงการใส่สีตีไข่ตามมุมมองวิสัยทัศน์ของผู้กำกับลงไปบางอย่างแต่ไม่ได้รู้สึกว่ามันแตกแยกไปจากตัวบทประพันธ์ที่วางโครงไว้ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ถึงขั้นเสียสมดุลจนหาทางกลับทางที่ปูไว้ไม่ถูกอย่างใด ขณะเดียวกันสิ่งที่สะดุดตาจนต้องเอ๊ะคือการตัดต่อมันทำให้จังหวะการเดินเรื่องไม่ต่อเนื่องกัน เวลาดูไปประติดประต่อไปเสียงในหัวจึงร้องอุทานว่า ห๊ะ ๆ อยู่ตลอดว่าฉากก่อนหน้ากับฉากต่อมาข้ามกระโดดอย่างออกหน้าจนเห็นถึงช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์โดยเฉพาะความรักของท่าน Drac กับ Elisabeth / Mina คนรักของเขา ที่ยังขยายความในใจไม่ลึกซึ้งมากซะเท่าไหร่
- การมาร่วม Featuring อีกครั้งระหว่างผู้กำกับ Luc Besson กับคุณพรี่ Caleb Laundry Jones ที่รอบนี้เปลี่ยนจาก ชายพิการที่มีน้อนหมาเป็นสหายและบริวารคุ้มครองภัยในเมืองที่ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้ใน Dogman (2023) มาขยับ Status มาเป็นท่าน Dracผู้สูงส่งที่นอกจากยังมีบริวารรายล้อมตามเคยแล้วยังมีพลังและอำนาจในการสั่งการที่มากพร้อมด้วยเสน่ห์จนรู้สึกหวั่นไหวและอันตรายจนอยากจะเผ่นไปไกลตรีนเพื่อต้องการหาทางไปสู่จุดประสงค์ที่ได้ปฏิญาณไว้โดยมีตัวละครสำคัญอย่างบาทหลวงที่ยืนอยู่คนละฝั่งซึ่งรับบทโดยลุง Chistoph Waltz มาร่วมตามหาเบาะแสพร้อมกับหยุดยั้งการขยายอำนาจผ่าน Effects ที่เลี้ยงเวลามายาวนานกว่า 400 ปีที่ทำให้ผมเกิดความสนใจในการปะทะของ 2 ดารานำมากฝีมือโดยมีผู้กำกับเป็นกรรมการคุมทั้งงานขึ้นมาทันทีว่าจะประจัญหน้ากันอีท่าไหน ?
- แม้นายแบกจะเป็นพรี่ Caleb ในฐานะที่รับบทนำอันทรงเกียรติแต่อย่างน้อยก็ไม่ได้แบกตามลำพังเพราะมีคนช่วยประคองอย่างลุง Chistoph มาโผล่แวะเวียนหาสู่ไปมาร่วมกับนักแสดงสมทบอย่าง Zoe Bleu ที่รับบท Elisabeth / Mina คนรักของท่าน Drac และ Ewen Abids ที่รับบท Jonathan คนรักของ Mina / Elisabeth เช่นกัน จึงทำให้ทุก Moment ที่ 2 ดารานำปรากฎเดี่ยวหรือร่วมกันชวนให้ติดตามความเป็นไปในแต่ละ Situations ที่กล้องโฟกัส อย่าง Part ท่าน Drac จะเด่นในมุม Romantic ผสม Adventure กึ่ง Road Trip ส่วน Part บาทหลวงจะเด่นในมุมสืบสวนอ้างอิงในหลักวิทยาศาสตร์เป็นพิธีรีตรองก่อนจะประกบแล้วมาบรรจบกันไปยังช่วงท้าย แม้ Spotlight ที่ฉายทั้ง 2 มาคนละ way แต่มีสิ่งเกี่ยวโยงกันคือ การเดินทาง ที่ร้อยเรียงผ่านเวลาผ่านบรรยากาศจาก เรื่องเล่า ที่สะท้อนแนวคิดการปกครองจนกลายเป็นตำนานที่สามารถปกคลุมและครอบงำความคิดคนในยุคนั้นได้อย่างลงตัวกับคำว่า "ดั้งเดิม"
- พอเวลาเหลือไม่มากก็จะจากจึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องเข้าสู่โหมดที่รอคอยซะทีในเมื่อใจต้องการอยากเสพความตื่นเต้นทางด้าน Action ที่ปูพรมมาอย่างดุดันต่อการแสดงแสนยานุภาพทางด้านงานสร้างตั้งแต่ออกตัวจากจุด start ก่อนใช้บรรยากาศนำทางตามสารที่ซื่อตรงไปเแบบค่อยเป็นเรื่อยเปื่อยตามสไตล์หนังฝั่งยุโรปจนเกิดอาการหาวบวกกับเจอวิธีการตัดต่อแบบข้ามฉากสะสมอีกกระทงจนเห็นจุดเอ๊ะหลายจุดอย่างเห็นได้ชัด อาทิเช่น ตอนกลายสภาพเป็นท่าน Drac ก็ดี , เหยื่อบาง Case ที่ถูกจ๊วบก็ไม่เห็นการกลายสภาพอย่างเป็นรูปธรรมตรง ๆ ว่าโดนจ๊วบไปตอนไหนวะ ? หรือการมาของเหล่าข้าทาสบริวารหลายชีวิต อย่างนี้ พอมีช่องโหว่ต่อการเชื่อมเหตุผลจึงทำให้บทสรุปที่เห็นไม่ได้อิ่มหนำตื่นตามากมายใด ๆ แม้พอคาดการณ์ได้ลาง ๆ ว่าหวยจะออกมาเลขนี้ ถึงกระนั้นโดยรวมหาทางลงราบรื่นจนขี้เกียจจะไปสงสัยอะไรต่อนอกจากหันมาชื่นชมเลยดีกว่าว่าสามารถถ่ายทอดความนัยถึงการเดินทางตามหา “คนรัก” ที่รอคอย “เวลา” มาแสนนานจนถึงขั้นยอมแลก “บางสิ่ง” เพื่อเป็น “อีกสิ่ง” ผ่านการแสดงอันยอดเยี่ยมของพรี่ Caleb แค่นี้ก็อิ่มเอมใจไม่ไหวแล้ว
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้