"ตอนไปแข่งกอล์ฟอยู่ที่ญี่ปุ่น โบใช้ชื่อ ชาลิสา ลิม เพราะนามสกุลคือลิมปิผลไพบูลย์ แต่ญี่ปุ่นออกเสียงยาวขนาดนั้นไม่ได้ เลยตัดเหลือแค่ ‘ลิม’ แล้วภาษาญี่ปุ่นไม่มีเสียงตัวสะกด ม.ม้า ก็เลยกลายเป็น ‘ลิน’ ทุกคนก็นึกว่าโบชื่อลินเลยเรียกว่าลินจังกันหมด แล้วช่วงนั้นโบอินกับนิกายเซ็น เลยเอาคำว่า ‘อะมู’ ในภาษาเกาหลีที่แปลว่า ‘ไม่มี’ มาวางข้างหน้าเป็น อะมูลิน (Amulin) แปลว่า ไม่มีลิน ซึ่งก็คือไม่มีฉัน" ย่อหน้าสุดท้ายจาก
บทสัมภาษณ์ Amulin นักเขียนการ์ตูน อโยธยาเอยาวดี โดย สุรางค์รัตน์ แก่นบุบผา เผยแพร่ผ่านเว็ปไซต์ "คิด Creative Thailand"
ชาลิสา ลิมปิผลไพบูลย์ นักเขียนสุดเบียวกับจินตนาการแสนวุ่นวายใน Webtoon เรื่องฮิต บุษบาเสี่ยงตรีน
แม้ว่าผู้เขียนจะใช้นามแฝงที่สะท้อนว่า เขาไม่มีอีโก้ ไม่อยากเด่นดัง
แต่การทำธุรกิจ คอนเทนบันเทิง
ควรเริ่มที่การให้เกียรติและให้ค่ากับศิลปินโดยเฉพาะคนที่ทำงานเบื้องหลัง
พอเราได้เห็นผลงานการ์ตูน
"อโยธยาเอยาวดี" รู้สึกได้เลย ว่า เป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ธรรมดา
ถ้ายึดหลักการสร้างคน ชื่อของผู้สร้างสรรค์จะมากจะน้อย ต้องปรากฏชัดๆ ไปเลย
เขาจะได้มีชื่อเสียงมากขึ้นผ่านการผลิตเป็นซีรีย์ เพิ่มคนเก่งในทีม หรือ ในเครือข่ายอีกคน
การซื้อลิขสิทธิ์ นำมาดัดแปลง
ช่องอาจจะเกรงว่า จ่ายแพงไป
เพราะนำการ์ตูนมาอ้างอิงได้เพียงเล็กน้อย
และไม่เป็นไปตามเส้นเรื่องวาย
สมมุติ ซื้อเรื่องบ้านทรายทอง แต่ชายกลางกับพจมาน
ไม่ได้รักกันแบบโรแมนติก
แต่ที่ใช้ไปแล้วแบบเทียบเคียงได้ คือ องค์ประกอบ+โทน สมมุติให้เห็นภาพ
หากช่องจะใช้เหตุผลว่า เราไม่ซื้อลิขสิทธิ์ เพราะเราจะไม่ทำแบบ Y
แล้วหาก ซื้อ บ้านทรายทอง แล้วนำไปดัดแปลง พจมานรักพี่หญิงใหญ่
จะต้องซื้อลิขสิทธิ์นิยายหรือไม่ ?
ถ้าเรามองจากมุมธุรกิจ เค้าโครงเรื่องมาจากประวัติศาสตร์
องค์ประกอบศิลป์ อย่างเป็นรูปธรรมส่วนหนึ่ง ได้จากการ์ตูน
จึงเรียกว่า เป็นแรงบันดาลใจ คล้ายว่าผลงานของเธอคือดวงประทีปให้ฉันเห็นทาง
เมื่อเป็นเช่นนั้น ควรให้เครดิตผู้สร้างสรรค์
โครงเรื่อง เปรียบเหมือน การร่างภาพ = ประวัติศาสตร์
เกร็ด เช่น ความสัมพันธ์ พระนเรศ กับ เจ้าพี่ และอื่นๆ
เปรียบเสมือนการลงโทนสี ลวดลายบางส่วนคล้ายคลึงกับภาพแรก โดยเขาไม่ได้มาช่วยวาดภาพของเรา
โดยเฉพาะความงามในด้านความสัมพันธ์ พระนเรศ กับ เจ้าพี่
ไม่ว่าจะโทน Y หรือ ไม่ แต่ความเป็นชายงามละมุนของเจ้าพี่ ระหว่างการ์ตูน กับ ซีรีย์
สายตาคนดูมองว่า คล้ายกัน เช่น เสื้อผ้า ทรงผม บุคลิก มุมกล้อง
ส่วนรายละเอียดที่เหลืออีกมาก
คือความสามารถของนักเขียนบท และทีมงานผลิตละครโทรทัศน์
วิธีการดีลกับนักเขียนการ์ตูนสารตั้งต้น
ชื่อ คือ หัวใจของศิลปิน
มีค่ามากกว่าเงินตรา เพราะยิ่งดัง เขาก็ยิ่งได้งานมากขึ้นในอนาคต
การให้ชื่อ คือ ให้เกียรติ + ให้โอกาส
ดีลเรื่องนี้ ตามคำอธิบายของ Amulin ในบทความข่าวสยามรัฐ
ดราม่าลิขสิทธิ์เดือด! นักเขียน “อโยธยาเอยาวดี” แฉไทม์ไลน์ดีลซีรีส์สะเทือนโซเชียล
จุดอ่อน คือ ข้อ 1 ซื้อลิขสิทธิ์ แต่ให้ปิดชื่อ
คุณ Amulin ยอมให้เปลี่ยนชื่อเรื่อง เปลี่ยนสัมพันธ์ Y เป็นมิตรภาพ
และยินดีที่จะไม่ทำในรูปแบบอื่นที่ออกอากาศระยะเวลาใกล้เคียงกัน
ข้อ 2 แยกย้าย ไม่ทำงานร่วมกัน
นักเขียนการ์ตูน Amulin เลือกทาง 2
ซึ่งก็ไม่มี "เอ๊ะ" หากหงสาวดี ทำออกมา ไม่มีอะไรเหมือน อโยธยาเอยาวดี
สำหรับเราคนดู มองว่า มังจีชวา เหมือนเดินออกมากจากภาคการ์ตูน
บุคลิก พระนเรศ ความว่องไว ทรงผม อารมณ์ ก็คล้ายคลึง
การเจรจา จึงควรมีทางที่ 3 คือ ให้นักเขียนการ์ตูนมีส่วนร่วมบางส่วน
แทนที่จะคิด 2 ทางเดิม คือ ซื้อ หรือ ไม่ซื้อ ลิขสิทธิ์
ลองคิดใหม่ว่า เราเจอเพชรเม็ดงาม ทำไม ไม่ลองดึงเขามาร่วมทีม
ที่ปรึกษา คือ ให้แนวทางและไอเดีย เช่น มังจีชวาเป็นชายละมุน
แต่ดูเหมือน ผลงานของเขาบางส่วน จะนำมาใช้เป็น storyboard ได้เลย
ดีลสมฐานะ คือ ให้เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์/แรงบันดาลใจ + เปิดชื่อ
เป็นทางที่แฟร์ สำหรับ ผู้สร้างสรรค์ต้นฉบับองค์ประกอบศิลป์ (บางส่วน)
ให้พื้นที่สื่อ ออกรายการที่สาธารณชน จะได้รู้จักเขา
สังคม ไม่ควรมองความผิดพลาดเป็นเรื่องซีเรียส
แต่มองว่า คนเราทำผิดกันได้ ติงกันได้ ทำใหม่ให้ดีขึ้นได้
คนที่ไม่เคยทำผิด ก็คือ คนที่ไม่เคยทำอะไรเลย
หากคุณเคยวิ่ง คุณย่อมเคยล้ม
ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย หากกระบวนการไกล่เกลี่ย
แบ่งสรรให้สมเหตุสมผล เช่น น้อง 10% พี่ๆ 90%
ภาพยนตร์ระดับพันล้าน ส่วนใหญ่ ใช้นักเขียนบทมากกว่า 1 คน เช่น
Avengers: Endgame, Jurassic Park,
The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring,
Star Wars: The Force Awakens
หากไม่รักและศรัทธาในหมอ ก็อย่าทำธุรกิจโรงพยาบาล
หากไม่รักและให้เกียรติศิลปิน ก็อย่าทำธุรกิจบันเทิง
อะไรที่ส่งเสริมให้เขามีชื่อเสียงได้ ควรทำ
หากธุรกิจเน้นแต่คณิตศาสตร์ จะขาดวิชาศิลปะการมัดใจคน
ถ้าจะส่งซีรีย์สู่ระดับสากล ก็ไม่เสียหาย หากตกลงกันอย่างเปิดเผย
ลองดีลใหม่ เปิดทางให้ศิลปินรุ่นใหม่ เข้ามาเกี่ยวข้องกับผลงานมากขึ้น
เพื่อให้แนวทางสร้างสรรค์มีหลากหลาย
ถ้าทำได้ ย่อมได้ความสบายใจและมีอนาคตที่ดีกันทุกฝ่าย
เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ของประเทศที่กำลังพัฒนาให้อุตสาหกรรมบันเทิงเป็นเบอร์ต้นๆของโลก
ทั้งหมดนี้ คือ การวิเคราะห์ส่วนบุคคล ในฐานะผู้รับรู้ข่าว และให้ข้อเสนอแนะ
มีความแตกต่างระหว่าง ทำงานบนความกดดันด้านเวลา และตัวเลขกำไรขาดทุน
จนขาดความรอบคอบในการปฏิบัติต่อกันอย่างเพื่อนมนุษย์ กับ การลงทุนใน
ทรัพยากรมนุษย์ การรอคอย เพื่อการดำเนินธุรกิจที่เสถียรและกำไรเชิงทวี
การเจรจาที่สำเร็จไม่ได้อยู่บนตัวเงิน และ กม เท่านั้น แต่อยู่บนความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง
อย่างไรก็ดี ต้องรับฟังความจากทั้งสองฝ่าย และขออวยพรให้คู่กรณีตกลงกันได้ด้วยดี
จาก The Last Duel ควรเป็น The Last Deal
หงสาวดี The Last Deal : เสนอดีลใหม่อย่างเข้าใจผู้สร้างสรรค์
บทสัมภาษณ์ Amulin นักเขียนการ์ตูน อโยธยาเอยาวดี โดย สุรางค์รัตน์ แก่นบุบผา เผยแพร่ผ่านเว็ปไซต์ "คิด Creative Thailand"
ชาลิสา ลิมปิผลไพบูลย์ นักเขียนสุดเบียวกับจินตนาการแสนวุ่นวายใน Webtoon เรื่องฮิต บุษบาเสี่ยงตรีน
แม้ว่าผู้เขียนจะใช้นามแฝงที่สะท้อนว่า เขาไม่มีอีโก้ ไม่อยากเด่นดัง
แต่การทำธุรกิจ คอนเทนบันเทิง
ควรเริ่มที่การให้เกียรติและให้ค่ากับศิลปินโดยเฉพาะคนที่ทำงานเบื้องหลัง
พอเราได้เห็นผลงานการ์ตูน "อโยธยาเอยาวดี" รู้สึกได้เลย ว่า เป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ธรรมดา
ถ้ายึดหลักการสร้างคน ชื่อของผู้สร้างสรรค์จะมากจะน้อย ต้องปรากฏชัดๆ ไปเลย
เขาจะได้มีชื่อเสียงมากขึ้นผ่านการผลิตเป็นซีรีย์ เพิ่มคนเก่งในทีม หรือ ในเครือข่ายอีกคน
การซื้อลิขสิทธิ์ นำมาดัดแปลง
ช่องอาจจะเกรงว่า จ่ายแพงไป
เพราะนำการ์ตูนมาอ้างอิงได้เพียงเล็กน้อย
และไม่เป็นไปตามเส้นเรื่องวาย
สมมุติ ซื้อเรื่องบ้านทรายทอง แต่ชายกลางกับพจมาน
ไม่ได้รักกันแบบโรแมนติก
แต่ที่ใช้ไปแล้วแบบเทียบเคียงได้ คือ องค์ประกอบ+โทน สมมุติให้เห็นภาพ
หากช่องจะใช้เหตุผลว่า เราไม่ซื้อลิขสิทธิ์ เพราะเราจะไม่ทำแบบ Y
แล้วหาก ซื้อ บ้านทรายทอง แล้วนำไปดัดแปลง พจมานรักพี่หญิงใหญ่
จะต้องซื้อลิขสิทธิ์นิยายหรือไม่ ?
ถ้าเรามองจากมุมธุรกิจ เค้าโครงเรื่องมาจากประวัติศาสตร์
องค์ประกอบศิลป์ อย่างเป็นรูปธรรมส่วนหนึ่ง ได้จากการ์ตูน
จึงเรียกว่า เป็นแรงบันดาลใจ คล้ายว่าผลงานของเธอคือดวงประทีปให้ฉันเห็นทาง
เมื่อเป็นเช่นนั้น ควรให้เครดิตผู้สร้างสรรค์
โครงเรื่อง เปรียบเหมือน การร่างภาพ = ประวัติศาสตร์
เกร็ด เช่น ความสัมพันธ์ พระนเรศ กับ เจ้าพี่ และอื่นๆ
เปรียบเสมือนการลงโทนสี ลวดลายบางส่วนคล้ายคลึงกับภาพแรก โดยเขาไม่ได้มาช่วยวาดภาพของเรา
โดยเฉพาะความงามในด้านความสัมพันธ์ พระนเรศ กับ เจ้าพี่
ไม่ว่าจะโทน Y หรือ ไม่ แต่ความเป็นชายงามละมุนของเจ้าพี่ ระหว่างการ์ตูน กับ ซีรีย์
สายตาคนดูมองว่า คล้ายกัน เช่น เสื้อผ้า ทรงผม บุคลิก มุมกล้อง
ส่วนรายละเอียดที่เหลืออีกมาก
คือความสามารถของนักเขียนบท และทีมงานผลิตละครโทรทัศน์
วิธีการดีลกับนักเขียนการ์ตูนสารตั้งต้น
ชื่อ คือ หัวใจของศิลปิน
มีค่ามากกว่าเงินตรา เพราะยิ่งดัง เขาก็ยิ่งได้งานมากขึ้นในอนาคต
การให้ชื่อ คือ ให้เกียรติ + ให้โอกาส
ดีลเรื่องนี้ ตามคำอธิบายของ Amulin ในบทความข่าวสยามรัฐ
ดราม่าลิขสิทธิ์เดือด! นักเขียน “อโยธยาเอยาวดี” แฉไทม์ไลน์ดีลซีรีส์สะเทือนโซเชียล
จุดอ่อน คือ ข้อ 1 ซื้อลิขสิทธิ์ แต่ให้ปิดชื่อ
คุณ Amulin ยอมให้เปลี่ยนชื่อเรื่อง เปลี่ยนสัมพันธ์ Y เป็นมิตรภาพ
และยินดีที่จะไม่ทำในรูปแบบอื่นที่ออกอากาศระยะเวลาใกล้เคียงกัน
ข้อ 2 แยกย้าย ไม่ทำงานร่วมกัน
นักเขียนการ์ตูน Amulin เลือกทาง 2
ซึ่งก็ไม่มี "เอ๊ะ" หากหงสาวดี ทำออกมา ไม่มีอะไรเหมือน อโยธยาเอยาวดี
สำหรับเราคนดู มองว่า มังจีชวา เหมือนเดินออกมากจากภาคการ์ตูน
บุคลิก พระนเรศ ความว่องไว ทรงผม อารมณ์ ก็คล้ายคลึง
การเจรจา จึงควรมีทางที่ 3 คือ ให้นักเขียนการ์ตูนมีส่วนร่วมบางส่วน
แทนที่จะคิด 2 ทางเดิม คือ ซื้อ หรือ ไม่ซื้อ ลิขสิทธิ์
ลองคิดใหม่ว่า เราเจอเพชรเม็ดงาม ทำไม ไม่ลองดึงเขามาร่วมทีม
ที่ปรึกษา คือ ให้แนวทางและไอเดีย เช่น มังจีชวาเป็นชายละมุน
แต่ดูเหมือน ผลงานของเขาบางส่วน จะนำมาใช้เป็น storyboard ได้เลย
ดีลสมฐานะ คือ ให้เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์/แรงบันดาลใจ + เปิดชื่อ
เป็นทางที่แฟร์ สำหรับ ผู้สร้างสรรค์ต้นฉบับองค์ประกอบศิลป์ (บางส่วน)
ให้พื้นที่สื่อ ออกรายการที่สาธารณชน จะได้รู้จักเขา
สังคม ไม่ควรมองความผิดพลาดเป็นเรื่องซีเรียส
แต่มองว่า คนเราทำผิดกันได้ ติงกันได้ ทำใหม่ให้ดีขึ้นได้
คนที่ไม่เคยทำผิด ก็คือ คนที่ไม่เคยทำอะไรเลย
หากคุณเคยวิ่ง คุณย่อมเคยล้ม
ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย หากกระบวนการไกล่เกลี่ย
แบ่งสรรให้สมเหตุสมผล เช่น น้อง 10% พี่ๆ 90%
ภาพยนตร์ระดับพันล้าน ส่วนใหญ่ ใช้นักเขียนบทมากกว่า 1 คน เช่น
Avengers: Endgame, Jurassic Park,
The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring,
Star Wars: The Force Awakens
หากไม่รักและศรัทธาในหมอ ก็อย่าทำธุรกิจโรงพยาบาล
หากไม่รักและให้เกียรติศิลปิน ก็อย่าทำธุรกิจบันเทิง
อะไรที่ส่งเสริมให้เขามีชื่อเสียงได้ ควรทำ
หากธุรกิจเน้นแต่คณิตศาสตร์ จะขาดวิชาศิลปะการมัดใจคน
ถ้าจะส่งซีรีย์สู่ระดับสากล ก็ไม่เสียหาย หากตกลงกันอย่างเปิดเผย
ลองดีลใหม่ เปิดทางให้ศิลปินรุ่นใหม่ เข้ามาเกี่ยวข้องกับผลงานมากขึ้น
เพื่อให้แนวทางสร้างสรรค์มีหลากหลาย
ถ้าทำได้ ย่อมได้ความสบายใจและมีอนาคตที่ดีกันทุกฝ่าย
เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ของประเทศที่กำลังพัฒนาให้อุตสาหกรรมบันเทิงเป็นเบอร์ต้นๆของโลก
อย่างไรก็ดี ต้องรับฟังความจากทั้งสองฝ่าย และขออวยพรให้คู่กรณีตกลงกันได้ด้วยดี
จาก The Last Duel ควรเป็น The Last Deal