
: Better Call Saul: เรื่องราวของทนายที่ไม่ได้อยากเป็น "ซอล" แต่สุดท้ายก็ "ต้องเป็น"
สวัสดีครับชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมมีซีรีส์น้ำดีมาแนะนำให้ดูกันครับ เป็นเรื่องราวที่ต่อยอดมาจาก Breaking Bad อันโด่งดัง แต่เน้นไปที่ตัวละครที่หลายคนอาจจะจำเขาได้ในนาม "ซอล กู๊ดแมน" ทนายความสุดแสบ แต่ก่อนที่เขาจะมาเป็น "ซอล" อย่างที่เราเห็นกันใน Breaking Bad เนี่ย เขาก็มีชื่อจริงๆ ว่า จิมมี่ แม็คกิลล์ ครับ ซีรีส์เรื่องนี้คือ "Better Call Saul" ครับ
หลายคนอาจจะคิดว่าดู Breaking Bad แล้วต้องดู Better Call Saul ต่อแน่นอน แต่วันนี้ผมอยากจะชวนคนที่อาจจะยังไม่เคยดู Breaking Bad หรือคนที่ชอบแนว Drama, Crime, Thriller ที่เข้มข้น ค่อยๆ บ่มเพาะอารมณ์ ให้ลองเปิดใจให้กับเรื่องนี้ดูครับ เพราะ Better Call Saul ไม่ใช่แค่ภาคแยกที่เอาตัวละครเก่ามาเล่น แต่เป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ มีเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างชัดเจน
เรื่องราวของจิมมี่ แม็คกิลล์ ในช่วงก่อนที่จะกลายมาเป็นซอล กู๊ดแมน คือหัวใจหลักของซีรีส์ครับ เราจะได้เห็นการเดินทางของเขา จากทนายความไส้แห้งที่ทำงานในห้องใต้ดินของร้านทำผมเก่าๆ พยายามจะสร้างชื่อเสียงและอนาคตให้กับตัวเอง แต่ด้วยนิสัยที่ค่อนข้างจะ... เอ่อ... "นอกกรอบ" และเส้นแบ่งทางศีลธรรมที่บางเหลือเกิน ทำให้เขาต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย
สิ่งที่ผมชอบมากๆ ใน Better Call Saul คือการเล่าเรื่องที่ "ไม่รีบร้อน" ครับ ซีรีส์ค่อยๆ พาเราไปรู้จักตัวละครทุกตัวอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นจิมมี่เอง พี่ชายของเขา ชัค แม็คกิลล์ ทนายความผู้เก่งกาจแต่ป่วยเป็นโรคแพ้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สร้างมิติให้กับตัวละครอย่างมาก หรือจะเป็นคิม เว็กซ์เลอร์ ทนายสาวสวยที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและคนที่จิมมี่รัก ที่มีบทบาทสำคัญมากๆ ในการขับเคลื่อนเรื่องราว
เราจะได้เห็นพัฒนาการของตัวละครที่น่าทึ่งครับ โดยเฉพาะจิมมี่ จากคนที่อยากจะเป็น "คนดี" อยากจะทำตามกฎ แต่ด้วยสภาพแวดล้อม สังคม และการตัดสินใจบางอย่างของตัวเอง ทำให้เขาค่อยๆ ก้าวข้ามเส้นแบ่งทางศีลธรรมไปทีละนิดๆ จนกลายมาเป็นซอล กู๊ดแมนที่เราคุ้นเคย การเปลี่ยนแปลงนี้มันสมจริงมากๆ จนเราอดสงสารและเข้าใจตัวละครไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าสุดท้ายเขาจะไปทางไหน
อีกส่วนที่ทำให้ Better Call Saul โดดเด่นคือการสร้างบรรยากาศครับ ภาพสวย งานโปรดักชั่นดี เพลงประกอบก็เข้ากับอารมณ์ของเรื่องมากๆ บางทีแค่ฉากที่ตัวละครนั่งเงียบๆ มองวิว หรือเดินไปตามท้องถนน ก็สามารถสื่อสารอารมณ์ของเรื่องได้เป็นอย่างดีครับ
แน่นอนว่าซีรีส์เรื่องนี้ก็มีความเชื่อมโยงกับ Breaking Bad อยู่ไม่น้อยครับ เราจะได้เห็นตัวละครบางตัวที่เรารัก (หรืออาจจะเกลียด?) กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง และเห็นเบื้องหลังเรื่องราวของพวกเขา ซึ่งยิ่งทำให้เราเข้าใจโลกของ Breaking Bad มากขึ้นไปอีก แต่ถึงแม้จะไม่เคยดู Breaking Bad มาก่อน ก็สามารถเพลิดเพลินกับ Better Call Saul ได้อย่างเต็มที่ครับ เพราะมันเป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์ในตัวเอง
สำหรับคนที่ชอบแนวการเมือง การวางแผน การต่อสู้ทางกฎหมาย หรือการค่อยๆ ดำดิ่งลงไปในโลกของอาชญากรรม Better Call Saul มีครบทุกรสชาติครับ การแสดงของนักแสดงทุกคนก็ยอดเยี่ยมมากๆ โดยเฉพาะ บ็อบ โอเดนเคิร์ก ที่รับบทเป็นจิมมี่/ซอล เขาถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้อย่างน่าทึ่งจริงๆ ครับ
บางตอนอาจจะดูเนิบๆ ไปบ้างสำหรับบางคน แต่ผมว่านั่นแหละคือเสน่ห์ของซีรีส์เรื่องนี้ครับ มันเหมือนการชงชาชั้นดี ที่ต้องใช้เวลาในการรอคอย เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมที่สุด กว่าจะถึงจุดไคลแม็กซ์ มันมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เราอินไปกับตัวละครและเรื่องราว
โดยรวมแล้ว Better Call Saul เป็นซีรีส์ที่ "ไม่ควรพลาด" สำหรับใครก็ตามที่ชื่นชอบงานภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่มีคุณภาพครับ มันไม่ใช่แค่ซีรีส์อาชญากรรม แต่เป็นเรื่องราวการเดินทางของมนุษย์คนหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน การต่อสู้ดิ้นรน และการตัดสินใจที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง
ถ้าคุณกำลังมองหาซีรีส์ดีๆ สักเรื่องที่จะทำให้คุณนั่งติดจอ ไม่กระพริบตา และนั่งคิดถึงมันหลังจากดูจบไปแล้ว Better Call Saul คือคำตอบครับ ลองหามาดูกันนะครับ แล้วจะรู้ว่าทำไมทนายคนนี้ถึงได้กลายเป็นที่จดจำขนาดนี้
ใครเคยดูแล้วมาคุยกันได้นะครับ อยากรู้ว่าคิดเห็นกันยังไงบ้าง หรือถ้าใครกำลังจะเริ่มดู แล้วมีคำถามอะไรก็ถามได้เลยครับ ยินดีตอบเสมอครับผม
Better Call Saul: เรื่องราวของทนายที่ไม่ได้อยากเป็น "ซอล" แต่สุดท้ายก็ "ต้องเป็น"
: Better Call Saul: เรื่องราวของทนายที่ไม่ได้อยากเป็น "ซอล" แต่สุดท้ายก็ "ต้องเป็น"
สวัสดีครับชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมมีซีรีส์น้ำดีมาแนะนำให้ดูกันครับ เป็นเรื่องราวที่ต่อยอดมาจาก Breaking Bad อันโด่งดัง แต่เน้นไปที่ตัวละครที่หลายคนอาจจะจำเขาได้ในนาม "ซอล กู๊ดแมน" ทนายความสุดแสบ แต่ก่อนที่เขาจะมาเป็น "ซอล" อย่างที่เราเห็นกันใน Breaking Bad เนี่ย เขาก็มีชื่อจริงๆ ว่า จิมมี่ แม็คกิลล์ ครับ ซีรีส์เรื่องนี้คือ "Better Call Saul" ครับ
หลายคนอาจจะคิดว่าดู Breaking Bad แล้วต้องดู Better Call Saul ต่อแน่นอน แต่วันนี้ผมอยากจะชวนคนที่อาจจะยังไม่เคยดู Breaking Bad หรือคนที่ชอบแนว Drama, Crime, Thriller ที่เข้มข้น ค่อยๆ บ่มเพาะอารมณ์ ให้ลองเปิดใจให้กับเรื่องนี้ดูครับ เพราะ Better Call Saul ไม่ใช่แค่ภาคแยกที่เอาตัวละครเก่ามาเล่น แต่เป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ มีเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างชัดเจน
เรื่องราวของจิมมี่ แม็คกิลล์ ในช่วงก่อนที่จะกลายมาเป็นซอล กู๊ดแมน คือหัวใจหลักของซีรีส์ครับ เราจะได้เห็นการเดินทางของเขา จากทนายความไส้แห้งที่ทำงานในห้องใต้ดินของร้านทำผมเก่าๆ พยายามจะสร้างชื่อเสียงและอนาคตให้กับตัวเอง แต่ด้วยนิสัยที่ค่อนข้างจะ... เอ่อ... "นอกกรอบ" และเส้นแบ่งทางศีลธรรมที่บางเหลือเกิน ทำให้เขาต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย
สิ่งที่ผมชอบมากๆ ใน Better Call Saul คือการเล่าเรื่องที่ "ไม่รีบร้อน" ครับ ซีรีส์ค่อยๆ พาเราไปรู้จักตัวละครทุกตัวอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นจิมมี่เอง พี่ชายของเขา ชัค แม็คกิลล์ ทนายความผู้เก่งกาจแต่ป่วยเป็นโรคแพ้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สร้างมิติให้กับตัวละครอย่างมาก หรือจะเป็นคิม เว็กซ์เลอร์ ทนายสาวสวยที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและคนที่จิมมี่รัก ที่มีบทบาทสำคัญมากๆ ในการขับเคลื่อนเรื่องราว
เราจะได้เห็นพัฒนาการของตัวละครที่น่าทึ่งครับ โดยเฉพาะจิมมี่ จากคนที่อยากจะเป็น "คนดี" อยากจะทำตามกฎ แต่ด้วยสภาพแวดล้อม สังคม และการตัดสินใจบางอย่างของตัวเอง ทำให้เขาค่อยๆ ก้าวข้ามเส้นแบ่งทางศีลธรรมไปทีละนิดๆ จนกลายมาเป็นซอล กู๊ดแมนที่เราคุ้นเคย การเปลี่ยนแปลงนี้มันสมจริงมากๆ จนเราอดสงสารและเข้าใจตัวละครไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าสุดท้ายเขาจะไปทางไหน
อีกส่วนที่ทำให้ Better Call Saul โดดเด่นคือการสร้างบรรยากาศครับ ภาพสวย งานโปรดักชั่นดี เพลงประกอบก็เข้ากับอารมณ์ของเรื่องมากๆ บางทีแค่ฉากที่ตัวละครนั่งเงียบๆ มองวิว หรือเดินไปตามท้องถนน ก็สามารถสื่อสารอารมณ์ของเรื่องได้เป็นอย่างดีครับ
แน่นอนว่าซีรีส์เรื่องนี้ก็มีความเชื่อมโยงกับ Breaking Bad อยู่ไม่น้อยครับ เราจะได้เห็นตัวละครบางตัวที่เรารัก (หรืออาจจะเกลียด?) กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง และเห็นเบื้องหลังเรื่องราวของพวกเขา ซึ่งยิ่งทำให้เราเข้าใจโลกของ Breaking Bad มากขึ้นไปอีก แต่ถึงแม้จะไม่เคยดู Breaking Bad มาก่อน ก็สามารถเพลิดเพลินกับ Better Call Saul ได้อย่างเต็มที่ครับ เพราะมันเป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์ในตัวเอง
สำหรับคนที่ชอบแนวการเมือง การวางแผน การต่อสู้ทางกฎหมาย หรือการค่อยๆ ดำดิ่งลงไปในโลกของอาชญากรรม Better Call Saul มีครบทุกรสชาติครับ การแสดงของนักแสดงทุกคนก็ยอดเยี่ยมมากๆ โดยเฉพาะ บ็อบ โอเดนเคิร์ก ที่รับบทเป็นจิมมี่/ซอล เขาถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้อย่างน่าทึ่งจริงๆ ครับ
บางตอนอาจจะดูเนิบๆ ไปบ้างสำหรับบางคน แต่ผมว่านั่นแหละคือเสน่ห์ของซีรีส์เรื่องนี้ครับ มันเหมือนการชงชาชั้นดี ที่ต้องใช้เวลาในการรอคอย เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมที่สุด กว่าจะถึงจุดไคลแม็กซ์ มันมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เราอินไปกับตัวละครและเรื่องราว
โดยรวมแล้ว Better Call Saul เป็นซีรีส์ที่ "ไม่ควรพลาด" สำหรับใครก็ตามที่ชื่นชอบงานภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่มีคุณภาพครับ มันไม่ใช่แค่ซีรีส์อาชญากรรม แต่เป็นเรื่องราวการเดินทางของมนุษย์คนหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน การต่อสู้ดิ้นรน และการตัดสินใจที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง
ถ้าคุณกำลังมองหาซีรีส์ดีๆ สักเรื่องที่จะทำให้คุณนั่งติดจอ ไม่กระพริบตา และนั่งคิดถึงมันหลังจากดูจบไปแล้ว Better Call Saul คือคำตอบครับ ลองหามาดูกันนะครับ แล้วจะรู้ว่าทำไมทนายคนนี้ถึงได้กลายเป็นที่จดจำขนาดนี้
ใครเคยดูแล้วมาคุยกันได้นะครับ อยากรู้ว่าคิดเห็นกันยังไงบ้าง หรือถ้าใครกำลังจะเริ่มดู แล้วมีคำถามอะไรก็ถามได้เลยครับ ยินดีตอบเสมอครับผม