อวสานร้านหนังสือ คนอ่านไม่หาย แต่คนขายไม่รอด! [ThaiFranchise Today]

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

📌ปี 2530 – 2555 ยุคทองของสื่อสิ่งพิมพ์

คำว่าสื่อสิ่งพิมพ์ก็หมายรวมตั้งแต่หนังสือ / นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ ย้อนไปในช่วงปี 2530 – 2555 คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด มูลค่าตลาดหนังสือและนิตยสารในยุคนั้นสูงกว่า 25,000 ล้านบาท งบโฆษณาในนิตยสารเคยพุ่งสูงถึงประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี บนแผงหนังสือทั่วไปในยุคนั้น มีนิตยสารวางขายรวมกันมากกว่า 300-500 หัว (ทั้งไทยและต่างประเทศ) รายได้ของร้านหนังสืออย่าง SE-ED หรือนายอินทร์ มีสัดส่วนรายได้จากการขายนิตยสารสูงถึง 20-25% ของรายได้รวมทั้งหมด

จุดเด่นที่ทำให้ขายดีคือยุคนั้นไม่มีคอนเทนต์ออนไลน์ ถ้าอยากดูดวง อยากอ่านสูตรอาหาร หรืออยากดูแฟชั่น ต้องซื้อนิตยสารเท่านั้น และมักซื้อนิตยสารไปฝากกัน หรือแบ่งกันอ่านในออฟฟิศ และอีกเหตุผลน่าสนใจคือ นิยายในนิตยสารเหล่านี้ที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าให้ยอมจ่ายเงินซื้อต่อเนื่องนานเป็นปีๆ เพื่ออ่านจนจบเรื่อง ถ้าไปดูธุรกิจหนังสือในช่วงเวลานั้นพบว่าหลายๆ แบรนด์มีสาขารวมกันกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ยกตัวอย่างเช่น

✅ SE-ED Book Center เป็นเบอร์หนึ่งที่มีสาขามากที่สุด เคยทำสถิติสูงสุดถึง 462 สาขา ในปี 2555 โดยใช้กลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" กระจายร้านสาขาไปตั้งแต่กรุงเทพฯจนถึงห้างท้องถิ่นในต่างจังหวัด และในในช่วงปี 2553-2555 เคยทำรายได้รวมสูงถึง 4,500 - 5,000 ล้านบาทต่อปี มีกำไรสุทธิระดับ 200-240 ล้านบาท

✅ นายอินทร์ ช่วงปี 2555 นายอินทร์มีสาขาอยู่ประมาณ 200 สาขา คัดสรรหนังสือจากเครืออมรินทร์และพันธมิตรที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ทำให้ภาพลักษณ์ดูพรีเมียมและเข้าถึงกลุ่มคนวัยทำงานและนักอ่านได้ดี

✅ B2S ช่วงปี 2555 มีสาขาอยู่ราว 80-90 แห่ง กระจายอยู่ในเซ็นทรัล โรบินสัน และสาขาสแตนด์อโลนบางแห่ง ซึ่ง B2S เป็นรายแรกๆ ที่เริ่มขยับจาก ร้านหนังสือ เป็น "Lifestyle Store" โดยการเพิ่มสัดส่วนของเครื่องเขียน อุปกรณ์ศิลปะ และสื่อบันเทิง (CD/DVD ในยุคนั้น) ซึ่งช่วยให้รอดพ้นจากผลกระทบของ Digital Disruption ได้ดีระดับหนึ่ง

📌ธุรกิจสิ่งพิมพ์ยังไม่ตาย แต่ต้องเปลี่ยนตัวเอง

ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายคนมองว่า “สื่อสิ่งพิมพ์” กำลังจะตาย ร้านหนังสือกำลังจะหายไปเรื่อยๆ แต่ในความเป็นจริงธุรกิจนี้ยังไม่ถึงขั้นอวสานและผู้ประกอบการก็พัฒนาธุรกิจตัวเองให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้ายุคใหม่มากขึ้น

และหากไปดูข้อมูลจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ระบุว่าคนไทยใช้เวลาอ่านเฉลี่ย 113-150 นาทีต่อวัน (รวมทั้งเล่มและออนไลน์) สะท้อนให้เห็นว่าการอ่านยังเป็นพฤติกรรมที่คนยังสนใจ โดยกลุ่ม

Gen Z อายุ 12-28 ปี เป็นกลุ่มขับเคลื่อนหลัก โดยมีหนังสือขายดีที่นิยมในปัจจุบันคือ
✅ นิยาย ครองส่วนแบ่ง 41% เช่นนิยายรัก นิยายวาย นิยายสืบสวน
✅ มังงะ 21% โดยเติบโตสูงมากจากฐานแฟนคลับอนิเมะ
✅ หนังสือพัฒนาตนเอง ประมาณ 11-18% เนื้อหาเน้นด้านจิตวิทยาและการเยียวยาจิตใจ
✅ หนังสือเด็กและเตรียมสอบ ยังเป็นกลุ่มสินค้าขายดีสำหรับร้านหนังสือ

แน่นอนว่ากลยุทธ์การขายของร้านหนังสือเองก็ต้องเปลี่ยนไปต้องผนวกการใช้โซเชี่ยลเข้ามาเรียกลูกค้า ยกตัวอย่าง แฮชแท็ก #BookTok ใน TikTok กลายเป็นเครื่องมือการตลาดที่ทรงพลังที่สุดหนังสือหลายเล่มที่เคยวางขายมานาน

กลับมาติดอันดับ Best Seller อีกครั้งเพียงเพราะมี Viral clip สั้นๆ ใน TikTok หรือการที่ร้านหนังสืออย่าง B2S หรือนายอินทร์ ต้องมีชั้นวางที่เขียนว่า "BookTok Made Me Buy It" (เล่มนี้ดังใน TikTok) เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการซื้อตามอิทธิพลของ Creators

และต้องไม่ลืมเรื่องความคุ้มค่าที่ดูน่าสนใจ หนังสือส่วนใหญ่ในยุคนี้จะดีไซน์ปกและรูปเล่มใช้เทคนิคพิเศษ เช่น การฉลุลาย, ปั๊มฟอยล์, หรือการจัดทำชุด Box Set สวยงาม เพื่อให้หนังสือดูดีเมื่อปรากฏบน Instagram หรือวางบนชั้นหนังสือในร้าน

ยังไม่รวมเรื่องการมีของแถมที่หาไม่ได้จากที่อื่น เช่น โปสการ์ดลายพิเศษ, ที่คั่นหนังสือโลหะ หรือลายเซ็นนักเขียน ทำให้คนยอมจ่ายเงินซื้อหนังสือเล่มในราคาที่สูงขึ้นด้วย

เท่ากับว่าในยุคนี้ร้านหนังสือไม่ได้แข่งกันที่ ใครมีหนังสือเยอะที่สุด แต่แข่งกันที่ ใครคัดสรรหนังสือได้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายที่สุด และใครที่จะใช้เทคโนโลยีดึงดูด + เข้าถึงลูกค้าได้ดีกว่ากัน แม้ว่าคอนเทนต์ออนไลน์จะมีจุดเด่นในแง่ความรวดเร็ว เข้าถึงง่าย แต่หนังสือหรือนิตยสารก็มีความคลาสสิคที่สามารถเก็บสะสมได้

ดังนั้นสื่อสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือ / นิตยสาร / หนังสือพิมพ์ ยังไม่ถึงขั้นอวสานแต่ต้องปรับตัวให้ได้ใครทำไม่ได้ก็ต้องหายไปจากวงจรธุรกิจนี้

ในยุคที่โลกทั้งใบถูกเขย่าด้วย Digital Disruption ต้องยอมรับว่าหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือ สื่อสิ่งพิมพ์ และร้านหนังสือ คำถามคือ คนไม่อ่านหนังสือแล้วจริงๆ หรือ หรือ คนยังอ่าน แต่รูปแบบการอ่านนั้นต่างจากเดิม และถ้าคนอ่านไม่หาย ทำไมร้านหนังสือถึงทยอยปิดตัวไปเรื่อยๆ
.
.
Cr.https://www.youtube.com/watch?v=IsoouBQwKog
ที่มา : ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่