Brand New Landscape ระยะสร้างรัก.. เมื่อทุกการออกแบบ มีราคา (ชีวิต) ที่ต้องจ่าย

กระทู้สนทนา


"สถาปัตย์ก็เหมือนความรัก ระยะห่างยิ่งกว้าง ก็ยิ่งโดดเดี่ยว"

ผลงานหนังยาวเรื่องแรกของ Danzuka Yuiga ผกก. ชาวญี่ปุ่นที่อายุน้อยที่สุดเพียง 27 ปี ที่สามารถนำหนังเข้าฉายในสาย Directors' Fortnight และสามารถนำหนังเข้าชิงในสาขา Caméra d'Or ในงานเทศกาล Cannes Film Festival ครั้งที่ 78

หนังพูดถึงเรื่องราวของครอบครัวที่มี พ่อ ผู้ทำอาชีพเป็นนักภูมิสถาปัตย์ ที่มีความทะเยอทะยานในอาชีพ, แม่ ผู้เป็นแม่บ้านดูแลลูก, ลูกสาวคนโต และ ลูกชายคนเล็ก ซึ่งทั้งคู่ยังเป็นเด็กวัยเรียนอยู่ เบื้องหลังฉากหน้าที่ดูสมบูรณ์พร้อม กลับเต็มไปด้วยเมฆหม่นสีดำ เมื่อวันหนึ่งทั้ง 4 คน ได้ขับรถออกไปเที่ยวยังบ้านพักตากอากาศริมทะเล หากแต่เสียงโทรศัพท์ของคุณพ่อที่ดังขึ้น และปลายสายเรียกตัวให้ผู้เป็นพ่อต้องกลับไปพรีเซนต์งานออกแบบงานใหญ่ของเขา ที่กำลังถูกรับเลือกให้กลายเป็น Project ใหม่ เสียงถกเถียงระหว่างสามี - ภรรยา จึงเกิดขึ้น ก่อนที่จะนำไปสู่โศกนาฏกรรมของฝ่ายภรรยาที่จากไป

3 ปีหลังจากนั้น ผู้เป็นพ่อได้ตัดสินใจละทิ้งลูกทั้ง 2 เพื่อออกเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ เพื่อตามความฝันของตัวเอง และเมื่อเวลาผ่านไปจนครบ 10 ปี กับอีก 6 เดือน เด็กทั้ง 2 ได้เติบโตขึ้นจนเป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน ลูกสาวคนโต เธอกำลังจะเข้าสู่พิธีแต่งงาน ลูกชายคนเล็กก็ทำงานส่งดอกไม้หาเช้ากินค่ำไปวัน ๆ แต่การกลับมาพบกันอีกครั้งระหว่างลูกทั้ง 2 กับผู้เป็นพ่อที่ละทิ้งพวกเขาไป และกำลังประสบความสำเร็จในการงานที่ทำอย่างสูงสุด กับลูก ๆ ที่ต้องอยู่อย่างลำพังโดยไร้ทิศทางมานานนับ 10 ปี ความเจ็บปวดในอดีต จะนำพาเมฆหม่นสีดำกลับมาอีกครั้งหรือไม่ เมื่อรอยแผลเป็นในใจถูกสะกิดขึ้นมาอีกครั้ง

ก่อนที่หนังจะเข้าฉาย ตัว จขกท. สนใจหนังเรื่องนี้มาก ไม่ใช่แค่เพราะเป็นหนังที่โดดเด่นจากคานส์ แต่ชอบความ Sophisticated ของ Trailer ที่ตัดต่อออกมาได้ดี ทั้งจังหวะ ภาพ และโดยเฉพาะเพลงประกอบ คือ ดูดีมีระดับ เรียบง่ายแต่มีรสนิยม เปรียบคล้ายงาน Scandinavian Design ที่มีกลิ่นอายญี่ปุ่น อะไรแบบนั้น

และภายหลังที่ดูหนังจบแล้วก็พบว่า หนังเรื่องนี้นั้นน่าสนใจจริง ๆ อย่างที่บอกว่านี่คือหนังยาวเรื่องแรกของ ผกก. คนนี้ ดังนั้น เขาจึงใส่ความคิดที่ต้องการแบบเต็มคาราเบล ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่ตอนแรกดูเหมือนจะมีสไตล์ แต่ง่าย ๆ เรื่องนี้ จะกลายเป็นหนังที่เล่นท่ายากตัวคูณสูงในตอนจบ แบบที่ จขกท. ก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน

สิ่งแรกที่ จขกท. ชอบจากหนังเรื่องนี้เลยก็คือ มุมกล้องและงานภาพ ที่สามารถครีเอทออกมาได้สมกับที่เป็นหนังเกี่ยวกับการออกแบบ ในหนังตลอดทั้งเรื่อง ผกก. จะเลือกใช้มุมกล้องแบบ Rear View และ Over the Shoulder Shot เยอะมาก ๆ ซึ่งทำให้คนดูรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้ติดตามที่แอบดูการกระทำของตัวละครอยู่ตลอด รวมทั้งงานภาพที่ถ่ายกรุงโตเกียวให้ออกมาแบบเหมือนภาพประกอบหนังสือ Architecture ดี ๆ เล่มหนึ่ง ภาพสวยงามมาก นอกจากนี้ ยังเน้นภาพไปยังมุมมองในแบบ Rectangular ในมุมต่าง ๆ ของเฟรม เป็นการใส่สัญญะให้เราพิจารณาความคิดจิตใจของตัวละครในแต่ละแง่มุมและมุมมอง เรียกว่าเป็นหนังที่ใช้ภาพแสดงอารมณ์ และความรู้สึกนึกคิดได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของบทนั้น อย่างแรก คือ ยอมรับเลยในเรื่องของความกล้าที่จะเอาเรื่องความคิดในงานการออกแบบทางสถาปัตย์ไปเปรียบเทียบกับการดำเนินชีวิตและครอบครัว คือ สองเรื่องนี้มันไม่น่าจะไปด้วยกันได้ แต่ก็สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ ซึ่งการเปรียบเทียบนี้ในหนังมันก็ไม่ได้ต้องตีความยากอะไรซะด้วยนี่สิ อันนี้ถือว่า ผกก. เก่ง การบอกเล่าความคิดและทัศนคติในใจของผู้เป็นพ่อผ่านงานการออกแบบของเขานั้น มันทำให้หนังน่าสนใจมากจริง ๆ เป็นแนวทางการเล่าเรื่องแบบใหม่อีกแบบนึงเลย

ในขณะเดียวกัน ผกก. ก็ให้ตัวละครแต่ละตัวนั้นมีปมลึก ๆ ในใจที่เก็บเอาไว้ในตัวเอง จนมาถึงองก์สุดท้ายที่ ผกก. เลือกที่จะเล่นท่ายาก ด้วยงาน Nostalgia ในแบบ Supernatural Fantasy เพื่อเปิดปมในใจของตัวละคร ซึ่ง จขกท. ก็คาดไม่ถึงว่า ผกก. จะใช้แนวทางนี้ ซึ่งเอาเข้าจริง มันก็ดูเหวอ ๆ ไปเหมือนกัน แต่ถ้าเราสังเกตุมาตลอด จะรู้ได้ว่าลูกชายคนเล็กที่เป็นตัวการให้เกิดเรื่องในช่วงนี้ เขามีความเชื่อในเรื่อง Supernatural Fantasy อะไรแบบนี้อยู่แล้ว ซึ่งก็คงเป็นความเชื่อของเขามาตลอดว่าบางสิ่งที่สามารถกลับมาเคลียร์ใจอาจจะเกิดขึ้นจริงได้

แต่ทั้งหมดทั้งมวลในเรื่องของบท มันจะสมบูรณ์แบบไม่ได้เลย ถ้าขาดการแสดงที่ดี ซึ่งเรื่องนี้นักแสดงก็ทำได้ดีมาก โดยเฉพาะ Kodai Kurosaki หนุ่มที่รับบทลูกชายคนเล็กตอนโต คือ เล่นเก่งมาก จขกท. ร้องไห้ไปกับน้องเขาเลย แล้วทุกคนเล่นดี ความจริงบทเรื่องนี้มันอึดอัดมาก แล้วทุกคนก็แสดงได้แบบอึดอัดสุด ๆ จริง ดูแล้วรู้สึกกระอักกระอ่วนมาก ไม่ต้องพูดถึง Kenichi Endo นักแสดงมากฝีมือที่มารับบทพ่อ ฉากกินข้าวกับลูกทั้ง 2 ตอนองก์สุดท้ายนี่แบบ มันดีมาก ขนาดเรานั่งดูอยู่ยังรู้สึกอึดอัดแทนตัวละครเลย นักแสดงถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีทุกคน

หลังดูหนังจบ จขกท. รู้สึกถูกจริตกับ ผกก.คนนี้มาก แม้จะไม่เคยรู้จัก หรือมีข้อมูลของเขามาก่อน ด้วยวัยเพียง 27 ปี ยังมีเส้นทางเดินอีกยาวไกล หากสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อย เราอาจจะได้เห็น new Hirokazu Kore-eda ในวงการหนังญี่ปุ่นอีกคนก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามหนังมันก็ไม่ได้ดีถึงขั้น Perfect มันก็ยังมีจุดบอดในเรื่องการเชื่อมต่อ และการดำเนินเรื่องอยู่บ้าง รวมทั้งบางตัวละครที่ดูเหมือนว่าจะบังเอิญเกินไปมั้ย และการแตะไปที่บางเหตุการณ์ แต่ไม่ได้ขยายออก เช่น ช่วงเวลาในการดำเนินชีวิตของลูกทั้ง 2 ในยามที่ขาดทั้งพ่อและแม่ แต่มันก็เป็นอะไรที่ก็ OK เราพอจะประติดปะต่อคาดเดาได้

แม้ จขกท. จะชอบหนังเรื่องนี้ และคิดว่ามันไม่ได้ดูยากมากจนเกินไป แต่ก็ต้องบอกว่าหนังคงไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน เพราะหนังยังคง Concept ของงานสายประกวด ที่มีการเดินเรื่องเอื่อย ๆ บทสนทนาน้อย ๆ เป็นหนังเงียบ ๆ แต่ต่อยหนัก มีการแช่ภาพ และเดินเรื่องด้วยสัญญะให้คิดตาม ดนตรีและเสียงประกอบมาเป็นจังหวะ ๆ ถ้าใครไม่ชอบก็คงเข้าสู่ภวังค์ได้ง่าย ๆ 55 แต่อย่างไรก็ตามก็อยากให้ได้ดูกันครับ

ส่วนใครที่ไปดูมาแล้ว คิดเห็นอย่างไรบ้าง มาแชร์กันได้ครับ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่