ทรัมป์ส่งสัญญาณเจรจากับอิหร่านอีกรอบใน 2 วันข้างหน้า



มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน แถลงเมื่อวานนี้ (14 เมษายน) ว่า อิหร่าน “ไม่ได้ต้องการสร้างความไม่สงบ” และยังคงปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด โดยเปเซชเคียนตั้งคำถามระหว่างการเยือนกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศว่า “พวกเขามีสิทธิอะไรในการโจมตีประเทศของเรา? เราเคยโจมตีใครหรือ? เราเคยละเมิดกฎหมายอะไร? เราทำอะไรผิด?”



คำกล่าวของเขามีขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การเจรจาเพื่อยุติสงครามอิหร่านอาจกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งในปากีสถานภายใน 2 วันข้างหน้า หลังการเจรจาเมื่อสุดสัปดาห์ล้มเหลว และสหรัฐฯ ได้ประกาศปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน

โฆษกกองทัพอิหร่านระบุว่า มาตรการจำกัดการเดินเรือของสหรัฐฯ เป็น “การละเมิดกฎหมายทางทะเล” หรือ “โจรสลัด” ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่า กองทัพเรืออิหร่านถูก “ทำลายเกือบทั้งหมด” เหลือเพียงเรือโจมตีความเร็วสูงจำนวนเล็กน้อย

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ New York Post ว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน อาจกลับมาดำเนินต่อในปากีสถาน โดยกล่าวว่า “อาจมีบางอย่างเกิดขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า”


เขายังชื่นชมผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน อาซิม มูนีร์ ว่า “ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม” ในการช่วยผลักดันการเจรจา
การเจรจาระดับสูงสุดระหว่างสองฝ่ายนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลาม สิ้นสุดลงโดยไม่มีความคืบหน้าในกรุงอิสลามาบัดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดข้อกังวลต่ออนาคตของข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ซึ่งยังเหลือเวลาอีกประมาณ 1 สัปดาห์

ทรัมป์กล่าวว่า อิหร่านได้ติดต่อสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์และต้องการบรรลุข้อตกลง แต่ย้ำว่าจะไม่ยอมรับข้อตกลงใด ๆ ที่อนุญาตให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์


นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ สำหรับเรือทุกลำ ยกเว้นของตนเอง โดยระบุว่าการผ่านจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่านและต้องเสียค่าธรรมเนียม

ผลกระทบเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เนื่องจากก่อนหน้านี้น้ำมันและก๊าซของโลกเกือบร้อยละ 20 ต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว

กองทัพสหรัฐฯ เริ่มปิดกั้นการเดินเรือเข้าออกท่าเรือของอิหร่านตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการตอบโต้


ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ขู่ว่าจะโจมตีเรือรบที่ผ่านช่องแคบดังกล่าว และอาจตอบโต้ท่าเรือของประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียด้วย

ที่มาข้อมูล : Reuters
ที่มารูปภาพ : Reuters

TNN Thailand
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่