เมื่อกล่าวถึง“จิต ”จะมีความเข้าใจที่ต่างกันใน2บุคคล
1.ปฏิบัติไม่เป็น จะไม่เห็นลักษณะจริงของความเป็นจิต
2.ปฏิบัติเป็นจะเห็นลักษณะจริงของ ความเป็นจิต ว่าประกอบด้วยรูปและนาม และเห็นรูปทั้งรูปในแต่ละขณะจิตที่เห็นปรากฏอยู่ เรียกตัวรู้ที่มาเห็นอย่างนี่ว่า “อภิภายตน”
เช่น ในรูปกายยืน
ปฏิบัติเป็น จะเห็น(โดยมีมีผู้เห็นจริงอีกตัวหนึ่งตั้งนิ่งอยู่)ตัวที่มารู้กายว่า
-กายอยู่ในอิริยาบถได้ รู้อิริยายถได้เพราะเห็นกายทั้งกาย
-ความเป็นกายที่เห็นได้อย่างนี้ส่งผลต่อความเป็นใจอย่างไร(ญาน2)
-เห็นกายมีการเกิดดับ ตัวรู้กายก็ดับไปด้วย เกิดดับพร้อมกัน(วิปัสนาญานที่1)
-เห็นความจริงเบื้องต้นว่ากายมีแต่พัง ตัวรู้กายก็มีแต่พังไปด้วย(ภังคญาน,วิปัสนาญานที่2)
ปฏิบัติไม่เป็นเพราะ ไม่เห็นลักษณะสภาพจริงของ“จิต”
1.ปฏิบัติไม่เป็น จะไม่เห็นลักษณะจริงของความเป็นจิต
2.ปฏิบัติเป็นจะเห็นลักษณะจริงของ ความเป็นจิต ว่าประกอบด้วยรูปและนาม และเห็นรูปทั้งรูปในแต่ละขณะจิตที่เห็นปรากฏอยู่ เรียกตัวรู้ที่มาเห็นอย่างนี่ว่า “อภิภายตน”
เช่น ในรูปกายยืน
ปฏิบัติเป็น จะเห็น(โดยมีมีผู้เห็นจริงอีกตัวหนึ่งตั้งนิ่งอยู่)ตัวที่มารู้กายว่า
-กายอยู่ในอิริยาบถได้ รู้อิริยายถได้เพราะเห็นกายทั้งกาย
-ความเป็นกายที่เห็นได้อย่างนี้ส่งผลต่อความเป็นใจอย่างไร(ญาน2)
-เห็นกายมีการเกิดดับ ตัวรู้กายก็ดับไปด้วย เกิดดับพร้อมกัน(วิปัสนาญานที่1)
-เห็นความจริงเบื้องต้นว่ากายมีแต่พัง ตัวรู้กายก็มีแต่พังไปด้วย(ภังคญาน,วิปัสนาญานที่2)