ลูกค้าเข้าพักในรีสอร์ต และได้นำสายชาร์จฉุกเฉินของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มาเสียบชาร์จกับ "ปลั๊กไฟธรรมดาของห้องพัก" โดยไม่ได้แจ้งหรือขออนุญาตเจ้าของ ผลปรากฏว่ารถดึงกระแสไฟสูงมากจนเบรกเกอร์ของทางที่พัก
https://www.facebook.com/share/1DgySce4gS/?mibextid=wwXIfrตัดและไฟดับ
เมื่อพนักงานเข้าไปอธิบายว่า ระบบสายไฟของห้องพักไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับการชาร์จรถ EV และห้ามชาร์จเพราะอาจเกิดอันตรายได้ ลูกค้ากลับไม่พอใจและ "ท้าให้ทางที่พักไปแจ้งความ"
แม้ลูกค้าจะแค่ "เสียบปลั๊กไฟปกติ" ไม่ได้มีการงัดแงะหรือตัดต่อสายไฟ แต่เคสนี้ลูกค้าก็เป็นฝ่ายผิดและไม่สมควรทำอย่างยิ่งครับ
ปลั๊กไฟและสายไฟในห้องพักทั่วไป ถูกออกแบบมาสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน ไม่ได้เผื่อไว้สำหรับการดึงกระแสไฟสูงแบบต่อเนื่อง 8-10 ชั่วโมงเหมือนรถ EV การเสียบชาร์จแบบนี้จะทำให้สายไฟร้อนจัด ฉนวนละลาย และอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรจนไฟไหม้ได้ (เคสนี้โชคดีมากที่เบรกเกอร์ทำหน้าที่ตัดไฟไปก่อน)
ค่าห้องพักถูกคำนวณจากต้นทุนการใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน (แอร์ ทีวี ตู้เย็น) การเอารถยนต์ซึ่งมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่มาเสียบชาร์จ เปรียบเสมือนการขอ "เติมเชื้อเพลิงฟรี" ซึ่งเกินขอบเขตของการเข้าพักปกติ
การเจตนาดึงกระแสไฟฟ้าไปใช้เกินกว่าสิทธิ์ที่ได้รับจากการเช่าห้องพักปกติ (โดยไม่ขออนุญาต) สามารถเข้าข่าย ความผิดฐานลักทรัพย์ (กระแสไฟฟ้า) ได้ และหากปลั๊กไฟ สายไฟ หรือเบรกเกอร์ของรีสอร์ตเกิดการละลายหรือเสียหาย ลูกค้าจะต้องรับผิดชอบในข้อหา ทำให้เสียทรัพย์ ด้วย
ฝากถึงผู้ใช้รถ EV ควรวางแผนการชาร์จตามสถานีชาร์จสาธารณะให้เรียบร้อย หากมีความจำเป็นต้องชาร์จไฟบ้านฉุกเฉิน ต้องสอบถามและขออนุญาตที่พักทุกครั้ง บางสถานที่อาจมีจุดปลั๊กที่สายไฟใหญ่พอรองรับได้ และอาจมีการตกลงค่าใช้จ่ายกันตามความเหมาะสม
ฝากถึงผู้ประกอบการ เพื่ออุดช่องโหว่และป้องกันลูกค้าหัวหมอ ควรเพิ่มกฎระเบียบให้ชัดเจน เช่น ติดป้ายประกาศว่า "ไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ไฟฟ้ามาเสียบชาร์จกับปลั๊กไฟของห้องพักโดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นอันตรายต่อระบบไฟฟ้าและเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย หากฝ่าฝืนมีค่าปรับ X,XXX บาท และอาจถูกพิจารณายกเลิกการเข้าพักทันที"
ดราม่ารถ EV! แอบเสียบชาร์จปลั๊กห้องพักรีสอร์ตจนเบรกเกอร์ตัด เตือนด้วยเหตุผลกลับท้าให้แจ้งความ
เมื่อพนักงานเข้าไปอธิบายว่า ระบบสายไฟของห้องพักไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับการชาร์จรถ EV และห้ามชาร์จเพราะอาจเกิดอันตรายได้ ลูกค้ากลับไม่พอใจและ "ท้าให้ทางที่พักไปแจ้งความ"
แม้ลูกค้าจะแค่ "เสียบปลั๊กไฟปกติ" ไม่ได้มีการงัดแงะหรือตัดต่อสายไฟ แต่เคสนี้ลูกค้าก็เป็นฝ่ายผิดและไม่สมควรทำอย่างยิ่งครับ
ปลั๊กไฟและสายไฟในห้องพักทั่วไป ถูกออกแบบมาสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน ไม่ได้เผื่อไว้สำหรับการดึงกระแสไฟสูงแบบต่อเนื่อง 8-10 ชั่วโมงเหมือนรถ EV การเสียบชาร์จแบบนี้จะทำให้สายไฟร้อนจัด ฉนวนละลาย และอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรจนไฟไหม้ได้ (เคสนี้โชคดีมากที่เบรกเกอร์ทำหน้าที่ตัดไฟไปก่อน)
ค่าห้องพักถูกคำนวณจากต้นทุนการใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน (แอร์ ทีวี ตู้เย็น) การเอารถยนต์ซึ่งมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่มาเสียบชาร์จ เปรียบเสมือนการขอ "เติมเชื้อเพลิงฟรี" ซึ่งเกินขอบเขตของการเข้าพักปกติ
การเจตนาดึงกระแสไฟฟ้าไปใช้เกินกว่าสิทธิ์ที่ได้รับจากการเช่าห้องพักปกติ (โดยไม่ขออนุญาต) สามารถเข้าข่าย ความผิดฐานลักทรัพย์ (กระแสไฟฟ้า) ได้ และหากปลั๊กไฟ สายไฟ หรือเบรกเกอร์ของรีสอร์ตเกิดการละลายหรือเสียหาย ลูกค้าจะต้องรับผิดชอบในข้อหา ทำให้เสียทรัพย์ ด้วย
ฝากถึงผู้ใช้รถ EV ควรวางแผนการชาร์จตามสถานีชาร์จสาธารณะให้เรียบร้อย หากมีความจำเป็นต้องชาร์จไฟบ้านฉุกเฉิน ต้องสอบถามและขออนุญาตที่พักทุกครั้ง บางสถานที่อาจมีจุดปลั๊กที่สายไฟใหญ่พอรองรับได้ และอาจมีการตกลงค่าใช้จ่ายกันตามความเหมาะสม
ฝากถึงผู้ประกอบการ เพื่ออุดช่องโหว่และป้องกันลูกค้าหัวหมอ ควรเพิ่มกฎระเบียบให้ชัดเจน เช่น ติดป้ายประกาศว่า "ไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ไฟฟ้ามาเสียบชาร์จกับปลั๊กไฟของห้องพักโดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นอันตรายต่อระบบไฟฟ้าและเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย หากฝ่าฝืนมีค่าปรับ X,XXX บาท และอาจถูกพิจารณายกเลิกการเข้าพักทันที"