JJNY : ปชน.ชี้อาจตีความ รัฐใช้อำนาจนอกกม.ได้│เชียงใหม่ 2 ด.วูบพันล้าน│เรือน้ำมันอิหร่านท้าทาย│ อุณหภูมิเดือด ฝนฟ้าคะนอง

กิตติพงษ์ สส.ปชน. ชี้คำพูด แม่ทัพภาค4 เหตุยิง สส.กมลศักดิ์ อาจตีความ รัฐใช้อำนาจนอกกม.ได้. https://www.matichon.co.th/politics/news_5677093
.

.
กิตติพงษ์ สส.พรรคประชาชน ชี้ปมแม่ทัพภาค4 แถลงปม ยิงสส.กมลศักดิ์ อาจตีความ รัฐใช้อำนาจนอกกฎหมายได้
.
จากกรณีพล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชล กรณี สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถูกลอบสังหารในพื้นที่ จ.นราธิวาส โดยระบุตอนหนึ่งว่า  ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด
.
เมื่อวันที่13 เมษายน น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ  ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวโดยระบุว่า
.
“ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด”
.
คือคำพูดของ พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชล กรณี สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถูกลอบสังหารในพื้นที่ จ.นราธิวาส ภายใต้การดูแลความมั่นคงโดย กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นถ้อยคำที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะ เมื่อออกมาจากเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงในพื้นที่
.
โดยนัยยะของการสื่อสาร พล.ท. นรธิป อาจต้องการสื่อว่า กอ.รมน. ไม่ได้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารดังกล่าว เพราะหาก กอ.รมน. เป็นคนสั่งการ สส. กมลศักดิ์ จะไม่รอดจากเหตุการณ์
.
การพูดในท่วงทำนองนี้ ไม่เพียงไม่ช่วยให้ กอ.รมน. พ้นจากการถูกตั้งคำถามจากสังคมได้แล้ว เพราะไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริง จากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานข่าวและการเปิดเผยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้น ทั้งในเรื่องรถที่ใช้ในการก่อเหตุ และตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับ กอ.รมน. แต่ยังทำให้สังคมมีความกังขาต่อทั้งตัว พล.ท. นรธิป และ กอ.รมน. มากขึ้น
.
เนื่องด้วยคำพูดของ พล.ท. นรธิป อาจถูกตีความได้ว่าไม่สอดคล้องกับหลักการเคารพต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หรือกระทั่งถูกตีความไปได้ว่า กอ.รมน. จะทำสิ่งใดก็ได้ ไม่ว่าถูกหรือผิดกฎหมายภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคง
.
ซึ่งโดยหลักการแล้ว กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ การปฏิบัติการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ (rule of law) และตรวจสอบได้ (accountability) อย่างเคร่งครัด รวมถึงหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ (presumption of innocence) และการผูกพันของเจ้าหน้าที่รัฐต่อกฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป การสื่อสารของผู้บังคับบัญชาระดับสูง จึงต้องไม่เปิดช่องให้เกิดความเข้าใจว่ารัฐสามารถใช้อำนาจนอกกรอบกฎหมายได้
.
เฉพาะเหตุการณ์การลอบสังหารผู้แทนราษฎร ซึ่งตอกย้ำความรู้สึกไม่ปลอดภัย และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อมีคำพูดเช่นนี้จากผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในการดูแลความมั่นคงในพื้นที่ ยิ่งทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนมากยิ่งขึ้น
.
สิ่งที่สังคมคาดหวังจาก กอ.รมน. ในตอนนี้คือ การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความยุติธรรม เพื่อเร่งรัดหาตัวผู้กระทำผิดมาดดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยไม่สนใจว่าคนเหล่านั้นจะมีตำแหน่งใน กอ.รมน. หรือมีความสัมพันธ์อย่างไรกับคนใน กอ.รมน. เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย และเพื่อลดทอนข้อกังวลของสาธารณะเกี่ยวกับปัญหาการลอยนวลพ้นผิด ที่ประชาชนมีต่อกองทัพ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ไปจนถึงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองต่าง ๆ
.
หากจะตั้งคำถามไปให้ไกลกว่าคดีที่เกิดขึ้น จึงเป็นคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ทัศนคติในลักษณะนี้ มีส่วนต่อการที่สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี หรือไม่ แม้จะมีการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างต่อเนื่องและมหาศาล และทัศนคติดังกล่าว ก็ช่างห่างไกลจากหลัก “เข้าใจ เขาถึง พัฒนา” ที่ กอ.รมน. มักอ้างว่า ใช้เป็นหลักการสำคัญในการทำงานของหน่วยงาน
.
และนี่อาจเป็นเวลาที่เราต้องร่วมกันทบทวนวิธีการแก้ปัญหาความไม่สงบ 3 จังหวัดภาคใต้ เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์ปั๊มน้ำมัน 11 จุดระเบิด ในวันที่ 11 ม.ค.69 (ที่จนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ ทั้งที่มีภาพจากกล้องวงจรปิด) จนมาถึงเหตุการณ์รอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ก็ยังไม่เห็นผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ของ กอ.รมน.
.
อาจไม่ใช่เรื่องเกินจริงหากจะกล่าวว่า ผลการดำเนินงานของ กอ.รมน. ยังไม่สอดคล้องกับทรัพยากรที่ได้รับ และยิ่งเมื่อมีการสื่อสารจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงในลักษณะนี้ ยิ่งตอกย้ำคำถามต่อความเหมาะสมของการใช้แนวทางด้านความมั่นคงเป็นเครื่องมือหลัก ในการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนหลายมิติ ทั้งความมั่นคง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
.
สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะกรณี แต่สะท้อนถึงข้อจำกัดของแนวทางการแก้ไขปัญหาในภาพรวม การทบทวนในเชิงโครงสร้างจึงมีความจำเป็น ทั้งในด้านการเสริมกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระจากสายการบังคับบัญชาทางทหาร เช่น คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีตัวแทนจากภาคพลเรือน การรายงานความคืบหน้าคดีต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการปรับกระบวนการทำงานให้เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความไม่สงบตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐ ความโปร่งใส และความไว้วางใจของประชาชนอย่างแท้จริง
.
https://www.facebook.com/kittipong.piyawanno/posts/122137357761070307
.

.
สงคราม-ฝุ่นพิษ ทุบมู้ดท่องเที่ยว ‘เชียงใหม่’ 2 เดือนรายได้วูบพันล้าน
https://www.prachachat.net/local-economy/news-1991406
.
สถานการณ์น้ำมันแพงยังคงเป็นปัญหาที่หลายจังหวัดได้เผชิญมาต่อเนื่อง ส่งผลกระทบให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่กลับเจอปัญหาฝุ่น PM2.5 รุนแรงซ้ำเติม ส่งผลให้ตลอดช่วงเวลา 2 เดือน (60 วัน) ที่เผชิญวิกฤต PM 2.5 สูญเสียรายได้กว่า 1,000 ล้านบาท
.
นายไพศาล สุขเจริญ รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่เผชิญกับความท้าทายอย่างหนักหน่วงจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 และราคาน้ำมันที่สูงต่อเนื่อง โดยพบว่ายอดจองห้องพักในเดือนมีนาคมและเมษายน 2569 ลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับช่วงปกติ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยุโรปและตะวันออกกลางที่ยกเลิกการจองทั้งหมดไปตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
.
ทั้งนี้จากสถานการณ์ PM 2.5 และสถานการณ์น้ำมัน ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือภาพรวมยอดจองห้องพักในขณะนี้ทรงตัวอยู่ที่ระดับเพียง 5-10% เท่านั้น จากเดิมที่เคยเป็นกลุ่มหลัก 100%
.
อย่างไรก็ตามยังพอมีสัญญาณบวกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชีย ได้แก่ จีน, เกาหลี, ไต้หวัน และมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการจองล่วงหน้าเพื่อเข้าร่วมเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ยอดจองในช่วงสงกรานต์ยังคงอยู่ที่ประมาณ 60% โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เริ่มกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งหลังจากหายไปนานกว่า 2 ปี
.
รายได้สูญพันล้าน
.
จากการประเมินรายได้ที่สูญเสียไปในช่วงวิกฤตฝุ่นควัน พบว่าเชียงใหม่สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานซึ่งหายไปมากกว่า 5,000 คนต่อวัน หากคำนวณจากค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 3,000 บาทต่อคนต่อวัน เท่ากับเชียงใหม่สูญเสียรายได้ไปมากกว่า 15 ล้านบาทต่อวัน และเมื่อพิจารณาตลอดช่วงวิกฤต PM 2.5 เป็นเวลาราว 2 เดือน (60 วัน) มูลค่าความเสียหายรวมคาดว่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท
.
ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเพียงความเสียหายจากผู้โดยสารที่เดินทางทางอากาศยานเท่านั้น ยังไม่รวมกลุ่มคนไทยที่ขับรถมาเอง ซึ่งปัจจุบันแทบไม่มีเข้ามาในพื้นที่เลย
.
นอกจากนี้ในช่วง PM 2.5 ยังมีกรณีที่นักท่องเที่ยวชาวยุโรปขอยกเลิกการพักกลางคัน (Check-out ก่อนกำหนด) เพื่อหนีฝุ่นไปพักผ่อนที่ภูเก็ตแทน ซึ่งโรงแรมต้องแบกรับภาระคืนเงินเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าไว้
.
นางละเอียด บุ้งศรีทอง ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาพบว่าพฤติกรรมการจองห้องพักของนักท่องเที่ยวเป็นแบบ  “Slow pick-up” หรือมีการจองที่ล่าช้าและน้อยกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก โดยยอดจองตลอดทั้งเดือนเมษายนเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 30-35% เท่านั้น ขณะที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งปกติควรจะเต็มหรืออยู่ที่ราว 90% กลับพบว่ามียอดจองสะสมอยู่เพียงประมาณ 50-60%
.
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่จองล่วงหน้าไว้ ส่วนคนไทยแทบไม่มีการจองเข้ามา ซึ่งคาดว่าจะชะลอการเดินทางมาเชียงใหม่ในช่วงระยะนี้ด้วยเพราะปัจจัยเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ราคาน้ำมัน และปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจไม่เดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงนี้
.
เราเจอภาวะ Perception หรือการรับรู้ของนักท่องเที่ยวที่เลือกจะเลี่ยงการเดินทางมาเชียงใหม่ในช่วงเวลานี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่ปีนี้สถานการณ์ฝุ่นที่เกิดจาก Hotspot และการเผาป่ายังคงเป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้คนตัดสินใจชะลอการเดินทาง
.
จี้แก้ปัญหาที่ต้นตอ
.
นายไพศาลกล่าวว่า อยากเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนในระยะยาว มากกว่าการใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาแบบปีต่อปี พร้อมทั้งเน้นย้ำความสำคัญของการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับภาระทางภาษีและค่าใช้จ่ายในสภาวะวิกฤตเช่นนี้
.
ผู้ประกอบการโรงแรมต้องปรับตัวและลงทุนเพิ่มขึ้นราว 10% ทั้งการพ่นหมอกน้ำ ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ และเตรียมหน้ากากอนามัยบริการลูกค้า ขณะที่รายได้ลดลงจากการต้องปรับลดราคาห้องพักลง 30-40% ในช่วงนี้ เพื่อดึงดูดลูกค้า
.
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะเรื่องการสื่อสารข้อมูลในช่วง PM2.5 โดยขอให้ระมัดระวังการใช้คำว่า “สูงที่สุดในโลก” ในการนำเสนอข่าว เพราะสร้างความตื่นตระหนกและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างรุนแรง แต่ควรใช้คำว่า “สูงที่สุดในประเทศไทย” แทน
.
นอกจากนี้ขอให้ภาครัฐดูแลราคาน้ำมันและปริมาณให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอ เพื่อสนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวทางบกของคนไทย
.
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันของภาคการท่องเที่ยวเชียงใหม่ถือเป็นภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระหนักท่ามกลางสภาพอากาศที่ปกคลุมด้วยฝุ่นควัน การแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพจากภาครัฐจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาลมหายใจของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่ในขณะนี้
.

.
เรือน้ำมันใน “กองเรือเงา” อิหร่านแล่นผ่านฮอร์มุซ ท้าทายมาตรการปิดล้อมของสหรัฐ
https://www.dailynews.co.th/news/5780033/
.
เรือบรรทุกน้ำมันใน "กองเรือเงา" ของอิหร่าน แล่นฝ่าช่องแคบฮอร์มุซ หลังสหรัฐเริ่มมาตรการปิดล้อม ขณะที่เรืออีกลำยอมถอย.
.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ว่าข้อมูลจากบริษัทเคปเลอร์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลด้านการค้า รายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “เอลพิส” ( Elpis ) ติดธงชาติคอโมโรส ซึ่งอยู่ในบัญชีคว่ำบาตรของสหรัฐตั้งแต่ปี 2568 เนื่องจาก “มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขาย การซื้อ และการขนส่งน้ำมันปิโตรเลียมของอิหร่าน” เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันจันทร์
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่