เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับผมโดยตรงครับ
ผมเจน y ปัจจุบันอายุ40 แล้ว ครอบครัวผมมี3 พี่น้อง ผมเป็นคนโต ซึ่งถือว่ามีสมาชิกน้อยมากเมื่อเทียบกับคนในหมู่บ้านที่อย่างต่ำ 4 คนขึ้นไปถึง7 หรือ8 คน ที่เกิดในยุคเดียวกัน สมัยนั้นมักถูกเพื่อนล้อว่าทำไมมีพี่น้องน้อยจัง สนุกหรอ ผมก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร
บ้านหลังที่ครอบครัวอาศัยนั้นเป็นของปู่ บ้านหลังไม่ใหญ่ แบ่งเป็นล็อค
ล็อค1 ครอบครัวผมนอนกัน5 คนเรียงราย
ล็อค2 ปู่ย่า
ล็อค3 ครอบครับลุงมี 8 คน
ล็อค4 อาสาว
ล็อค5 อาชาย3 คน
พ่อแม่ไม่ได้เรียนหนังสือ มีลูกแบบไม่วางแผน ไม่ได้คุมกำเนิดหรือทำหมัน แต่บังเอิญมาแค่3 คน ไม่อยากจะคิดถ้ามา7-8 คน!
เท่าที่ผมจำความได้ ก็ถูกเลี้ยงกันแบบตามมีตามเกิด ผมแทบไม่เคยได้ชุดนักเรียนใหม่ จะได้ก็ตอนที่เปิดเทอมครูแจก แต่ไม่เคยใส่ได้สักตัว ได้แต่ตัวใหญ่ บางปีได้กระโปรงเพราะเหลือแค่นั้น เสื้อผ้าก็มักเป็นของเก่าจากบรรดาญาติ ๆ หรือคนที่อื่นบริจาคมา
ผมไปโรงเรียนไม่เคยได้เงินสักบาท ตอนเที่ยงก็กลับมากินข้าวที่บ้าน (กินข้าวเปล่าใส่น้ำใส่เกลือ) แต่จำได้ลาง ๆ ว่าเหมือนเคยได้กินอาหารกลางวันตอน ป.1-2 จากนั้นไม่ได้กิน อีกเลย งบน่าจะมีแค่นั้น ส่วนนมสมัยก่อนจะเป็นแบบต้ม จะได้กินแค่เด็กเล็กปีเดียว พอขึ้น ป.1 เป็นต้นมาก็ไม่ได้กินอีก
ที่บอกว่าพ่อแม่ไม่วางแผนการมีลูกเพราะว่าตอนผมเรียนจบ ป.6 มีทางเลือกแค่ไม่กี่ที่
1 บวช ซึ่งไม่ใช่ทาง
2 ไม่เรียนต่อ ผมอายุแค่12 ถ้าไม่เรียนต่อจะให้ผมทำงานอะไร ยังนึกไม่ออก
3 สอบเข้าโรงเรียน ราชประชานุเคราะห์ หรือ ศึกษาสงเคราะห์ อันนี้สอบยากมาก ต้องยากจน หรือถ้าไม่จนก็ต้องเรียนเก่งขั้นเทพถึงเข้าเรียนได้ อันนี้ผมสอบไม่ติดถึงแม้ยากจนก็จริง แต่มีพี่น้องแค่3 คน ส่วนครอบครัวอื่นมี 4-8 คน เขาจะได้สิทธิ์ก่อน แต่สมัยนี้โรงเรียนเหล่านี้แทบจะเปิดรับปีละเกิน3-4 รอบ เข้ากลางคันเขาก็รับ เพราะเด็กเกิดใหม่น้อย คนสมัครก็น้อย น้อยจนไม่ต้องสอบ แทบไม่ต้องคัด เพราะโรงเรียนที่ผมเคยสอบปัจจุบันเปิดรับนักเรียนปีละหลายรอบ
4 สอบเข้าโรงเรียนประจำจังหวัด อันนี้ครอบครัวที่มีเงินเขาไปกัน
5 สมัครเข้าโรงเรียนวัด(โรงเรียนที่อยู่ในวัดจริงๆ) ที่ไม่ต้องสอบ ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม
แต่จะมีค่าใช้จ่ายแฝงคือ ค่ารถรับส่ง ค่าอาหารกลางวัน ค่าสมุดปากกา
ตรงนี้แหละที่พอถึงเวลาจ่ายทีไรแม่ผมมักจะบ่นหรือด่าผมว่าเกิดมาเป็นภาระมาก ที่ทำให้เขาต้องลำบากไปยืมเงินคนอื่นมาให้ ตอนนั้นผมก็เสียใจที่แม่ด่า แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะอยากเรียนหนังสือ แต่ก็ต้องทนให้แม่ก่นด่าโมโหใส่ตลอด บางทีก็โยนหรือขว้างเงินใส่หน้า ผมก็ก้มหยิบทั้งน้ำตา ขอทุนก็ไม่เคยได้ อย่างที่บอกคือ ครอบครัวอื่นที่มีลูก7-8 คนได้ไปหมด แต่ผมขอไม่เคยได้
ตอนนั้นที่บ้านไม่มีที่ดินไม่มีอาชีพอะไร พ่อเป็นนายพรานไปหาของป่าล่าสัตว์ แม่ก็ไปเก็บผักหาปูปลาตามห้วยมากิน ถึงฤดูผลไม้ก็ไปรับจ้างเก็บ ไม่รู้ว่าได้วันละกี่บาท ส่วนข้าวก็ไปปลูกที่ดินของญาติ ปลูกแค่พอกิน
ตอนนั้นไม่เคยได้กินไอติมที่แม่ค้ามาขาย ก๋วยเตี๋ยวชามละ5 บาทก็ไม่เคยได้กิน รองเท้าตราช้างดาวก็ไม่เคยได้ใส่
เอางี้เลยดีกว่า ใครมาขายของในหมู่บ้าน ผมไม่เคยได้กินเลย ขอแม่ทีไรมักจะตอบกลับมาว่าไม่มีเงิน อยากได้อยากกินรอโตขึ้นมาค่อยไปทำงานหาเงินไปซื้อเอง
กลับมาที่การซื้ออุปกรณ์การเรียนทีไรน้ำตานองทุกที จำไม่ได้ว่าปีหนึ่ง ๆ แม่ด่าว่า "เกิดมาเป็นภาระ" กี่รอบ ตอนนั้น ม.ต้น ถ้าผมเกเร+แม่ด่าบ่อยผมคงออกกลางคันแล้วหละ แต่ไม่เกเร เลยดั้นด้นดันทุรังฝืนเรียน ทั้งที่แม่บอกให้ออกหลายรอบ ญาติ ๆ ก็บอกให้ออกหลายรอบ แต่ผมไม่ออก เพราะนึกไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าถ้าออกแล้วจะให้ผมไปทำอะไร ม.ต้นก็ไม่จบ
ฝืนทนเรียนจนจบ ม.ต้น มีครูคนหนึ่งแนะนำว่าให้เป็นเด็กวัดสิ ช่วยพระทำงานในวัด บางทีพระให้เงินด้วย อาหารที่อยู่ฟรี ผมเลยไปขอหลวงพ่ออาศัยวัด และเรียนไปด้วย
ซึ่งก็เป็นแบบที่ครูบอก ผมได้ตังค์ซื้อขนม พอดีที่โรงเรียนให้คูปองอาหารกลางวันแก่คนที่เสียสละหรือสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน ตอนนั้นผมเข้าวงโยธวาทิต แล้วได้ไปแข่งด้วย เลยได้คูปองอาหารกลางวันจนจบ ม.6 แต่ต่อให้ไม่ได้คูปอง ก็มีข้าวกินฟรีที่วัดละครับ
ตอนเข้ามหาวิทยาลัยนั้นลองยื่นคะแนนเล่น ๆ ถ้าติดและขอทุนได้กะว่าจะทำงานและกู้ กยศ ไปด้วยน่าจะพอใช้ รอบแรกโควตาได้สำรอง รอบสองยื่นตรง สมัยก่อนสอบเอนทรานส์รอบเดียวยื่นรอบเดียว แต่จำไม่ได้ว่าเลือกได้กี่ที่ แต่ว่าผมยื่นติด ม.แห่งหนึ่ง แต่ไม่มีเงินเดินทาง ไม่มีเงินมอบตัว เลยลองขอยืมหลวงพ่อดู หลวงพ่อก็ให้เงินมาก้อนหนึ่งเพื่อไปทำอะไรต่อมิอะไรได้เทอมหนึ่ง ตอนนั้นได้ลงทะเบียนเรียนแล้ว กู้ กยศ มีทุนอะไรมาผมขอหมด เพราะบางทุนเจ้าของไม่ได้ห้ามขอทุนอื่น
สรุปเทอม2 ผมได้ 5 ทุน บางทุนก็ส่งเรียนจนจบ แต่บางทุนก็ให้มาเป็นก้อน ผมก็เอาไปคืนให้หลวงพ่อ
ผมยังกู้ กยศ ด้วย
ปัจจุบันปู่ย่าเสียแล้ว ญาติ ๆ ที่อาศัยบ้านหลังนั้นก็แยกย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ลูกหลานของปู่ย่า อายุ30-50 ไม่มีใครมีลูกนะครับ เพราะเมื่อได้รับการศึกษาและรู้จักวางแผนมีครอบครัว และนึกถึงความลำบากในอดีตจนไม่มีใครอยากมีลูก บางคนโสด บางคนแค่มีคู่ครองแต่ไม่มีใครมีลูกครับ
อยากเล่าประสบการณ์พ่อแม่มีลูกโดยไม่ได้วางแผน
ผมเจน y ปัจจุบันอายุ40 แล้ว ครอบครัวผมมี3 พี่น้อง ผมเป็นคนโต ซึ่งถือว่ามีสมาชิกน้อยมากเมื่อเทียบกับคนในหมู่บ้านที่อย่างต่ำ 4 คนขึ้นไปถึง7 หรือ8 คน ที่เกิดในยุคเดียวกัน สมัยนั้นมักถูกเพื่อนล้อว่าทำไมมีพี่น้องน้อยจัง สนุกหรอ ผมก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร
บ้านหลังที่ครอบครัวอาศัยนั้นเป็นของปู่ บ้านหลังไม่ใหญ่ แบ่งเป็นล็อค
ล็อค1 ครอบครัวผมนอนกัน5 คนเรียงราย
ล็อค2 ปู่ย่า
ล็อค3 ครอบครับลุงมี 8 คน
ล็อค4 อาสาว
ล็อค5 อาชาย3 คน
พ่อแม่ไม่ได้เรียนหนังสือ มีลูกแบบไม่วางแผน ไม่ได้คุมกำเนิดหรือทำหมัน แต่บังเอิญมาแค่3 คน ไม่อยากจะคิดถ้ามา7-8 คน!
เท่าที่ผมจำความได้ ก็ถูกเลี้ยงกันแบบตามมีตามเกิด ผมแทบไม่เคยได้ชุดนักเรียนใหม่ จะได้ก็ตอนที่เปิดเทอมครูแจก แต่ไม่เคยใส่ได้สักตัว ได้แต่ตัวใหญ่ บางปีได้กระโปรงเพราะเหลือแค่นั้น เสื้อผ้าก็มักเป็นของเก่าจากบรรดาญาติ ๆ หรือคนที่อื่นบริจาคมา
ผมไปโรงเรียนไม่เคยได้เงินสักบาท ตอนเที่ยงก็กลับมากินข้าวที่บ้าน (กินข้าวเปล่าใส่น้ำใส่เกลือ) แต่จำได้ลาง ๆ ว่าเหมือนเคยได้กินอาหารกลางวันตอน ป.1-2 จากนั้นไม่ได้กิน อีกเลย งบน่าจะมีแค่นั้น ส่วนนมสมัยก่อนจะเป็นแบบต้ม จะได้กินแค่เด็กเล็กปีเดียว พอขึ้น ป.1 เป็นต้นมาก็ไม่ได้กินอีก
ที่บอกว่าพ่อแม่ไม่วางแผนการมีลูกเพราะว่าตอนผมเรียนจบ ป.6 มีทางเลือกแค่ไม่กี่ที่
1 บวช ซึ่งไม่ใช่ทาง
2 ไม่เรียนต่อ ผมอายุแค่12 ถ้าไม่เรียนต่อจะให้ผมทำงานอะไร ยังนึกไม่ออก
3 สอบเข้าโรงเรียน ราชประชานุเคราะห์ หรือ ศึกษาสงเคราะห์ อันนี้สอบยากมาก ต้องยากจน หรือถ้าไม่จนก็ต้องเรียนเก่งขั้นเทพถึงเข้าเรียนได้ อันนี้ผมสอบไม่ติดถึงแม้ยากจนก็จริง แต่มีพี่น้องแค่3 คน ส่วนครอบครัวอื่นมี 4-8 คน เขาจะได้สิทธิ์ก่อน แต่สมัยนี้โรงเรียนเหล่านี้แทบจะเปิดรับปีละเกิน3-4 รอบ เข้ากลางคันเขาก็รับ เพราะเด็กเกิดใหม่น้อย คนสมัครก็น้อย น้อยจนไม่ต้องสอบ แทบไม่ต้องคัด เพราะโรงเรียนที่ผมเคยสอบปัจจุบันเปิดรับนักเรียนปีละหลายรอบ
4 สอบเข้าโรงเรียนประจำจังหวัด อันนี้ครอบครัวที่มีเงินเขาไปกัน
5 สมัครเข้าโรงเรียนวัด(โรงเรียนที่อยู่ในวัดจริงๆ) ที่ไม่ต้องสอบ ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม
แต่จะมีค่าใช้จ่ายแฝงคือ ค่ารถรับส่ง ค่าอาหารกลางวัน ค่าสมุดปากกา
ตรงนี้แหละที่พอถึงเวลาจ่ายทีไรแม่ผมมักจะบ่นหรือด่าผมว่าเกิดมาเป็นภาระมาก ที่ทำให้เขาต้องลำบากไปยืมเงินคนอื่นมาให้ ตอนนั้นผมก็เสียใจที่แม่ด่า แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะอยากเรียนหนังสือ แต่ก็ต้องทนให้แม่ก่นด่าโมโหใส่ตลอด บางทีก็โยนหรือขว้างเงินใส่หน้า ผมก็ก้มหยิบทั้งน้ำตา ขอทุนก็ไม่เคยได้ อย่างที่บอกคือ ครอบครัวอื่นที่มีลูก7-8 คนได้ไปหมด แต่ผมขอไม่เคยได้
ตอนนั้นที่บ้านไม่มีที่ดินไม่มีอาชีพอะไร พ่อเป็นนายพรานไปหาของป่าล่าสัตว์ แม่ก็ไปเก็บผักหาปูปลาตามห้วยมากิน ถึงฤดูผลไม้ก็ไปรับจ้างเก็บ ไม่รู้ว่าได้วันละกี่บาท ส่วนข้าวก็ไปปลูกที่ดินของญาติ ปลูกแค่พอกิน
ตอนนั้นไม่เคยได้กินไอติมที่แม่ค้ามาขาย ก๋วยเตี๋ยวชามละ5 บาทก็ไม่เคยได้กิน รองเท้าตราช้างดาวก็ไม่เคยได้ใส่
เอางี้เลยดีกว่า ใครมาขายของในหมู่บ้าน ผมไม่เคยได้กินเลย ขอแม่ทีไรมักจะตอบกลับมาว่าไม่มีเงิน อยากได้อยากกินรอโตขึ้นมาค่อยไปทำงานหาเงินไปซื้อเอง
กลับมาที่การซื้ออุปกรณ์การเรียนทีไรน้ำตานองทุกที จำไม่ได้ว่าปีหนึ่ง ๆ แม่ด่าว่า "เกิดมาเป็นภาระ" กี่รอบ ตอนนั้น ม.ต้น ถ้าผมเกเร+แม่ด่าบ่อยผมคงออกกลางคันแล้วหละ แต่ไม่เกเร เลยดั้นด้นดันทุรังฝืนเรียน ทั้งที่แม่บอกให้ออกหลายรอบ ญาติ ๆ ก็บอกให้ออกหลายรอบ แต่ผมไม่ออก เพราะนึกไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าถ้าออกแล้วจะให้ผมไปทำอะไร ม.ต้นก็ไม่จบ
ฝืนทนเรียนจนจบ ม.ต้น มีครูคนหนึ่งแนะนำว่าให้เป็นเด็กวัดสิ ช่วยพระทำงานในวัด บางทีพระให้เงินด้วย อาหารที่อยู่ฟรี ผมเลยไปขอหลวงพ่ออาศัยวัด และเรียนไปด้วย
ซึ่งก็เป็นแบบที่ครูบอก ผมได้ตังค์ซื้อขนม พอดีที่โรงเรียนให้คูปองอาหารกลางวันแก่คนที่เสียสละหรือสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน ตอนนั้นผมเข้าวงโยธวาทิต แล้วได้ไปแข่งด้วย เลยได้คูปองอาหารกลางวันจนจบ ม.6 แต่ต่อให้ไม่ได้คูปอง ก็มีข้าวกินฟรีที่วัดละครับ
ตอนเข้ามหาวิทยาลัยนั้นลองยื่นคะแนนเล่น ๆ ถ้าติดและขอทุนได้กะว่าจะทำงานและกู้ กยศ ไปด้วยน่าจะพอใช้ รอบแรกโควตาได้สำรอง รอบสองยื่นตรง สมัยก่อนสอบเอนทรานส์รอบเดียวยื่นรอบเดียว แต่จำไม่ได้ว่าเลือกได้กี่ที่ แต่ว่าผมยื่นติด ม.แห่งหนึ่ง แต่ไม่มีเงินเดินทาง ไม่มีเงินมอบตัว เลยลองขอยืมหลวงพ่อดู หลวงพ่อก็ให้เงินมาก้อนหนึ่งเพื่อไปทำอะไรต่อมิอะไรได้เทอมหนึ่ง ตอนนั้นได้ลงทะเบียนเรียนแล้ว กู้ กยศ มีทุนอะไรมาผมขอหมด เพราะบางทุนเจ้าของไม่ได้ห้ามขอทุนอื่น
สรุปเทอม2 ผมได้ 5 ทุน บางทุนก็ส่งเรียนจนจบ แต่บางทุนก็ให้มาเป็นก้อน ผมก็เอาไปคืนให้หลวงพ่อ
ผมยังกู้ กยศ ด้วย
ปัจจุบันปู่ย่าเสียแล้ว ญาติ ๆ ที่อาศัยบ้านหลังนั้นก็แยกย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ลูกหลานของปู่ย่า อายุ30-50 ไม่มีใครมีลูกนะครับ เพราะเมื่อได้รับการศึกษาและรู้จักวางแผนมีครอบครัว และนึกถึงความลำบากในอดีตจนไม่มีใครอยากมีลูก บางคนโสด บางคนแค่มีคู่ครองแต่ไม่มีใครมีลูกครับ