ฮิวแมนไรท์วอทช์ เรียกร้องให้ไทยสอบสวนเร่งด่วน-เป็นกลาง ดคีลอบยิง ‘กมลศักดิ์’
https://www.matichon.co.th/politics/news_5676412
.
.
ฮิวแมนไรท์วอทช์ เรียกร้องให้ไทยสอบสวนเร่งด่วน-เป็นกลาง ดคีลอบยิง ‘กมลศักดิ์’
.
จากกรณีที่มีกลุ่มคนร้ายก่อเหตุยิงพล่มรถนาย
กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ใน ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา
.
ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 เมษายน องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ (HRW) องค์กรสิทธิมนุษย์ ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเร่งด่วน ละเอียดถี่ถ้วน และเป็นกลาง เกี่ยวกับความพยายามลอบสังหาร นาย
กมลศักดิ์ ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเหตุครั้งนี้ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นกลางในการสอบสวน
.
นาง
เอเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า การโจมตีนาย
กมลศักดิ์ เป็นการทดสอบที่สำคัญของคำมั่นสัญญาของรัฐบาลไทย ในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งทางการไทยควรดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประณามการละเมิดของกองกำลังรักษาความมั่นคง และเรียกร้องความยุติธรรม
.
.
วิโรจน์ ยก 14 ข้อเบรกด้อมส้ม อย่าประณามอดีตสส.ย้ายค่าย ผลักคนเห็นต่างเป็นศัตรู.
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10208252
.
วิโรจน์ ยก 14 ข้อเบรกด้อมส้ม อย่าประณาม อดีต สส.ย้ายค่ายร่วมงานพรรคอื่น ผลักคนเห็นต่างเป็นศัตรู ชี้อุดมการณ์ วัดจากการกระทำ ไม่ใช่ที่อยู่
.
วันที่ 13 เม.ย.2569 นาย
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก 14 ข้อถึงกรณีสมาชิกพรรคประชาชน ออกไปร่วมกิจกรรมการเมืองกับพรรคการเมืองอื่นว่า
.
1. การที่คนๆ หนึ่งมาสมัครเป็นสมาชิก หรือมาสังกัดกับพรรคหนึ่ง นั่นก็หมายความว่า อุดมการณ์ในใจของเขานั้นสอดคล้องกับอุดมการณ์หลักของพรรค
.
2. แต่เมื่อวันหนึ่ง คนๆ นั้นไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมืองใดในนามของพรรค และพรรคก็ไม่ได้มอบหมายหน้าที่อะไรให้รับผิดชอบ ไม่ได้มีการหารือถึงอนาคตใดๆ ร่วมกัน ไม่มีภารกิจใดๆ รออยู่ในเบื้องหน้า
.
3. คนๆนั้นก็ย่อมมีสิทธิที่จะไปทำงานอย่างอื่น ที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของตนเอง กับสถานที่ที่มีอุดมการณ์หลักสอดคล้องกับอุดมการณ์ของตนและพรรค แตกต่างเพียงแค่สถานที่นั้นได้ให้พื้นที่ในการทำงานให้ ในขณะที่พรรคอาจจะไม่มี หรือมีอย่างจำกัดกว่า
.
4. จริงๆ แล้ว หากสถานที่นั้นเป็นองค์กรอื่นที่ไม่ใช่พรรค ก็คงจะไม่มีปัญหาและคงไม่ถูกวิจารณ์ใดๆ แต่เมื่อเป็นพรรคอีกพรรคหนึ่ง เลยกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากขึ้น จริงๆ หากลาออก และขอถอนตัวจากข้อผูกพันทางธุรการใดๆ ให้ถูกต้องตามกระบวนการก่อน ก็พอเข้าใจกันได้ การที่ไม่ลาออกให้ชัดเจนก่อน ก็สมควรที่จะถูกติติง
.
5. แต่เรื่องนี้ ถ้าจะสรุปง่ายๆ ในทำนองที่ว่า ใครอยู่กับพรรคเดิมต่อ ก็คือมีอุดมการณ์ ใครออกจากพรรคไป ก็คือทิ้งอุดมการณ์ คงจะไม่ได้ การตั้งกรอบแบบนี้ แม้จะฟังดูชัดเจน และเด็ดขาด แต่ก็มีข้อที่น่าห่วงใยว่า จะเป็นการผูกขาดอุดมการณ์ให้ติดอยู่กับพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ต่างจากการผูกขาดความดีไว้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ใครไม่ย้ายไปไหนคือดี คนที่ย้ายคือเลว
.
6. สำหรับผม หากใครได้ตำแหน่งทางการเมืองจากการสังกัดพรรคใดพรรคหนึ่ง แล้วแปรพักตร์ไปอยู่กับอีกพรรคหนึ่ง หรือได้รับมอบหมายหน้าที่จากพรรคหนึ่งแล้วไปฝักใฝ่กับอีกพรรคหนึ่ง พฤติกรรมแบบนี้ชัดเจนแน่นอนว่าไม่สามารถยอมรับได้
.
แต่สำหรับคนที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองในนามพรรค ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีหน้าที่ใดๆ ภายในพรรค พรรคไม่เคยหารือใดๆ ว่าจะมอบหมายงานอะไรให้ หรือทิศทางที่จะทำงานร่วมกันคืออะไร เราคงจะไปประณามสาปส่งเขาโดยทันทีไม่ได้หรอกครับ
.
7. ผมคิดว่าการที่จะทำให้อุดมการณ์ของพรรคเข้มแข็ง ตลอดจนมีการเผยแพร่และกระจายในวงที่กว้างขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น เราจำเป็นต้องมีเส้นให้ชัด แต่ต้องไม่ปิดตัวเองจากความหลากหลายทางความคิด ต้องไม่ผลักให้ใครที่คิดต่าง หรือเลือกเส้นทางอื่น ออกไปเป็นศัตรู ทั้งๆ ที่ความคิดที่แตกต่างออกไป หรือเส้นทางอื่นที่เขาเลือกนั้น ยังไม่ได้ล้ำเส้นของเราเลย
.
8. เราไม่ควรคิดว่า มีแต่พรรคของเราเท่านั้นที่ดีที่สุด คนที่ออกจากพรรคเราคือพวกนอกรีต โดยที่ยังไม่ได้พิจารณาที่เนื้อหาสาระอะไรเลย
.
9. การคิดอย่างนี้ อาจมีผลเสียที่ทำให้พรรคเล็กลงเรื่อยๆ ภายในพรรคอาจมีการแบ่งแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า กลุ่มของฉันคือของแท้ กลุ่มอื่นๆ คือของปลอม กลุ่มของฉันเคร่งในอุดมการณ์ที่สุด ส่วนกลุ่มอื่นๆ เหยาะแหยะ หละหลวม
.
10. ความคิดที่แข็งตัวจนเกินไป ในลักษณะที่ว่า ของแท้ต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น หากผิดไปจากนี้เพียงเล็กน้อย ก็ถูกมองว่าเป็นของปลอมที่น่ารังเกียจ จะทำให้เราสูญเสียศักยภาพในการร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ แล้วอุดมการณ์ที่เรายึดถือ จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลสัมฤทธิ์ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคมที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร
.
11. อุดมการณ์วัดจาก “การกระทำ” เป็นหลัก ส่วนในเรื่องของ “ที่อยู่” แม้ว่าจะสามารถตั้งข้อสงสัยได้ แต่การจะบอกว่าคนๆ หนึ่งละทิ้งอุดมการณ์ เพียงเพราะคนๆ นั้น เขาเปลี่ยนที่อยู่ ก็คงจะเป็นอะไรที่ด่วนสรุปจนเกินไป
.
สิ่งที่เราควรติดตามก่อนที่จะสรุป ก็คือ เขาทำอะไรหลังจากที่ได้ย้ายไปแล้ว เขายังยืนอยู่บนหลักเดิมหรือไม่ เขาตัดสินใจอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่เคยยึดถือหรือเปล่า และมีผลประโยชน์ส่วนตัว หรือผลประโยชน์แอบแฝงเข้ามาเกี่ยวข้องจนทำให้จุดยืนเปลี่ยนไปหรือไม่.
.
12. การธำรงรักษา และการเผยแพร่อุดมการณ์หลักของพรรค หากพรรคปล่อยให้สมาชิกพรรคแต่ละคน เสียสละแบกรับภาระเอาไว้เองตามลำพัง ก็คงจะไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ในมุมของพรรคเอง ก็ควรมีกระบวนการสนับสนุนคุณค่าของการเสียสละของสมาชิกพรรค มีการสื่อสารถึงอนาคตร่วมกัน มีการเปิดพื้นที่ในการทำงานให้สมาชิกพรรคที่ตั้งใจอุทิศตนทำงานให้กับพรรคได้เติบโต
.
ทำให้คนที่มาแบกอุดมการณ์ของพรรคเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ย่อมดีกว่าการคาดหวังให้สมาชิกพรรคบางกลุ่มบางก้อน หรือแค่บางคน เสียสละแบกอุดมการณ์ของพรรคไปตามแต่กำลังของตนแน่ๆ
.
13. อีกเรื่องหนึ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้คือ การที่คนเราอยากจะทำงานตามอุดมการณ์โดยชอบของตัวเองนั้นไม่ผิด และการจะย้ายไปทำงานกับสถานที่ใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้ทำงานนั้น ก็ไม่ผิดเช่นกัน แต่เราต้องตรวจสอบให้ดีว่าสถานที่ใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้เราทำงานนั้น มีอุดมการณ์หลักที่สอดคล้องกับอุดมการณ์และความมุ่งมั่นของเราหรือไม่
.
หากสถานที่ใหม่มีอุดมการณ์ที่แตกต่างจากอุดมการณ์ของเรา หรือมีข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคอย่างมากในการทำงานตามอุดมการณ์ของเรา นั่นก็ห้ามแตะ นี่ก็ทำไม่ได้ เรื่องนี้ทำได้เพียงเท่านี้
.
สุดท้ายแล้วพื้นที่การทำงานที่เราได้รับ เราอาจจะไม่สามารถทำอะไรตามอุดมการณ์ของเราได้เลยก็ได้ ไม่ต่างจากบรรดาเทคโนแครต และนักวิชาการ ที่ดาหน้าไปรับตำแหน่งทางการเมือง จากการที่ผู้นำเผด็จการทาบทาม และประเคนตำแหน่งให้
.
14. อุดมการณ์เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เมื่อสำคัญมาก ยิ่งต้องระวังไม่ให้อุดมการณ์กลายเป็นของผูกขาด และเป็นกำแพงที่กั้นให้อยู่กันเองภายในพื้นที่แคบๆ จนเหลือแต่คนที่คิดเหมือนกัน ผูกคอตนเอง
.
จนมีแต่การเฝ้ารักษาความบริสุทธิ์ของพวกของตน จนการผูกขาดความถูกต้องค่อยๆ ทำให้พรรคเล็กลงเรื่อยๆ เปลี่ยนมิตรให้กลายเป็นศัตรูมากขึ้นทุกวัน จนขาดพลังทางการเมืองที่เข้มแข็ง จนไม่อาจผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ใด ที่เป็นรูปธรรมได้เลย ในโลกแห่งความเป็นจริง
.
https://www.facebook.com/wirojl/posts/pfbid07HkJVawwkiMp9Rt2fccYrBpAihUtbDPXDkfNnpkPjjYrWYcm7X4cW8quAu4nQ5dTl
.
.
สส.ปชน. จี้ ก.ค.ศ. หยุดประเมินวิทยฐานะครู ด้วยกรรมการกล่องสุ่ม แนะควรกำกับให้มีมาตรฐาน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5676360
.
สส.ปชน. จี้ ก.ค.ศ. หยุดประเมินวิทยฐานะครู ด้วยกรรมการกล่องสุ่ม แนะควรกำกับให้มีมาตรฐาน
.
เมื่อวันที่ 13 เมษายน นาย
ธีรศักดิ์ จิระตราชู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเพจ “ครูหนึ่ง – Teerasak Chiratrachoo” ระบุว่า
.
◤วอน ก.ค.ศ. หยุดประเมินวิทยฐานะครูด้วยกรรมการมาตรฐานกล่องสุ่ม ◢
.
ตั้งแต่ผมได้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีคุณครูหลายท่านขอให้ผมได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวข้องกับประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยปัญหา เรื่อง กรรมการการประเมินวิทยฐานะ เป็นปัญหาหาลำดับต้น ๆ ที่คุณที่ครูร้องเรียนมา
.
วันนี้ผมเผอิญไปเปิดเจอโพสต์ของท่านศึกษานิเทศก์ท่านหนึ่ง ได้กรุณาระบายความคับข้องใจ แทนเพื่อนครูของเขาที่ผลการตัดสิน “ไม่อนุมัติ” ให้มีวิทยฐานะ เนื้อหาโดยสรุปคือปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากคณะกรรมการประเมินท่านหนึ่งที่ดูเหมือนจะประเมินผลงานของครูท่านนี้ ตามอัตวิสัย/ความเห็นส่วนตนมากจนเกินไป จนทำให้ผลการประเมินไม่สะท้อนความเป็นจริง
.
ผมยืนยันในหลักการก่อนว่าการประเมิน และผลตัดสินออกมาว่า “อนุมัติ” หรือ “ไม่อนุมัติ” ย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ ผมเชื่อว่าคุณครูทุกคนเข้าใจกฎเกณฑ์ส่วนนี้ดี ด้วยสปิริตของความเป็นครูนั้นย่อมยอมรับผลที่เกิดขึ้นได้หากมันยุติธรรม/ชัดเจนมากพอ
.
แต่พักหลังนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นมีการร้องเรียนถึง “คุณภาพของกรรมการประเมินวิทยฐานะ” บ่อยครั้ง ถึงความไม่มีมาตรฐานในการประเมินวิทยฐานะของครู อันเป็นเหตุให้เกิดความคับข้องใจขึ้น
.
ครูไทยเป็นอาชีพที่ต้องมีความ “เสียสละสูง” และมี “ขันติธรรม” บนระบบที่บิดเบี้ยวของการศึกษาในปัจจุบันแล้ว บางครั้งเราเห็นเลยว่าอำนาจต่อรองของครูต่อผู้มีอำนาจนั้นน้อยมาก
.
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการเริ่มต้นอาชีพของข้าราชการครูนี้เริ่มต้นด้วยเงินเดือนค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ค่าครองชีพพุ่งสูงในปัจจุบัน ครูก็ยังต้องจำยอมรับเงินเดือนอัตรานี้ไปอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อเป็นแบบนี้การได้รับขั้นเงินเดือนเพิ่มขึ้นในแต่ละปี การขอมีวิทยฐานะเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาชีพเป็นสิ่งที่คุณครูตามวาดหวังด้วยกันทั้งสิ้น
.
การขอมีวิทยฐานะจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับครู
.
แต่หลายครั้งความไม่มีมาตรฐาน ก็ทำให้ครูต้องเจ็บปวด
.
ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับในบางครั้ง แต่ระบบก็ถูกออกแบบไว้ซับซ้อน เช่น การร้องเรียน การโต้แย้ง การฟ้องศาล ก็เหมือนกดให้หครูต้องจำนนต่อผลที่เกิดขึ้นนั้นเรื่อยไป
.
นี่คือส่วนหนึ่งที่ผมอยากอาสามาเป็นปากเสียงแทนคุณครู
.
อย่างน้อยก็ขอเป็นเครื่องขยายเสียงของคุณครูซึ่งแผ่วเบาให้ดังไปถึงผู้มีอำนาจได้บ้าง
.
สำหรับผมแล้วถ้ามองทั้งระบบการขอมีวิทยฐานะตาม ว9/2564 มีข้อดีอยู่มาก แต่ก็มีข้อเสียอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน (เอาไว้ค่อยมาวิพากษ์ภาพรวมกันครับ)
.
วันนี้ขอพูดเฉพาะประเด็น เรื่อง “กรรมการการประเมินวิทยฐานะ” ก่อน
.
อย่างที่ทราบกันดีครับว่าการสอนนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์
.
ห้องเรียนหนึ่ง ๆ ของครูแต่ละคนถึงแม้จะสอนวิชาเดียวกันมันก็จะไม่เหมือนกันเลย
.
เพราะย่อมแปรผันไปตามสภาพแวดล้อม พฤติกรรมของเด็กแต่ละคนด้วย
JJNY : ฮิวแมนไรท์วอทช์ ร้องไทย│วิโรจน์ยก 14 ข้อเบรกด้อมส้ม│สส.ปชน.จี้ก.ค.ศ.│อาเซียนร้อง เจรจาต่อ│เดโมแครตเฮ"ออร์บัน"พ่าย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5676412
.
.
ฮิวแมนไรท์วอทช์ เรียกร้องให้ไทยสอบสวนเร่งด่วน-เป็นกลาง ดคีลอบยิง ‘กมลศักดิ์’
.
จากกรณีที่มีกลุ่มคนร้ายก่อเหตุยิงพล่มรถนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ใน ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา
.
ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 เมษายน องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ (HRW) องค์กรสิทธิมนุษย์ ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเร่งด่วน ละเอียดถี่ถ้วน และเป็นกลาง เกี่ยวกับความพยายามลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเหตุครั้งนี้ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นกลางในการสอบสวน
.
นางเอเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า การโจมตีนายกมลศักดิ์ เป็นการทดสอบที่สำคัญของคำมั่นสัญญาของรัฐบาลไทย ในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งทางการไทยควรดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประณามการละเมิดของกองกำลังรักษาความมั่นคง และเรียกร้องความยุติธรรม
.
.
วิโรจน์ ยก 14 ข้อเบรกด้อมส้ม อย่าประณามอดีตสส.ย้ายค่าย ผลักคนเห็นต่างเป็นศัตรู.
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10208252
.
วิโรจน์ ยก 14 ข้อเบรกด้อมส้ม อย่าประณาม อดีต สส.ย้ายค่ายร่วมงานพรรคอื่น ผลักคนเห็นต่างเป็นศัตรู ชี้อุดมการณ์ วัดจากการกระทำ ไม่ใช่ที่อยู่
.
วันที่ 13 เม.ย.2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก 14 ข้อถึงกรณีสมาชิกพรรคประชาชน ออกไปร่วมกิจกรรมการเมืองกับพรรคการเมืองอื่นว่า
.
1. การที่คนๆ หนึ่งมาสมัครเป็นสมาชิก หรือมาสังกัดกับพรรคหนึ่ง นั่นก็หมายความว่า อุดมการณ์ในใจของเขานั้นสอดคล้องกับอุดมการณ์หลักของพรรค
.
2. แต่เมื่อวันหนึ่ง คนๆ นั้นไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมืองใดในนามของพรรค และพรรคก็ไม่ได้มอบหมายหน้าที่อะไรให้รับผิดชอบ ไม่ได้มีการหารือถึงอนาคตใดๆ ร่วมกัน ไม่มีภารกิจใดๆ รออยู่ในเบื้องหน้า
.
3. คนๆนั้นก็ย่อมมีสิทธิที่จะไปทำงานอย่างอื่น ที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของตนเอง กับสถานที่ที่มีอุดมการณ์หลักสอดคล้องกับอุดมการณ์ของตนและพรรค แตกต่างเพียงแค่สถานที่นั้นได้ให้พื้นที่ในการทำงานให้ ในขณะที่พรรคอาจจะไม่มี หรือมีอย่างจำกัดกว่า
.
4. จริงๆ แล้ว หากสถานที่นั้นเป็นองค์กรอื่นที่ไม่ใช่พรรค ก็คงจะไม่มีปัญหาและคงไม่ถูกวิจารณ์ใดๆ แต่เมื่อเป็นพรรคอีกพรรคหนึ่ง เลยกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากขึ้น จริงๆ หากลาออก และขอถอนตัวจากข้อผูกพันทางธุรการใดๆ ให้ถูกต้องตามกระบวนการก่อน ก็พอเข้าใจกันได้ การที่ไม่ลาออกให้ชัดเจนก่อน ก็สมควรที่จะถูกติติง
.
5. แต่เรื่องนี้ ถ้าจะสรุปง่ายๆ ในทำนองที่ว่า ใครอยู่กับพรรคเดิมต่อ ก็คือมีอุดมการณ์ ใครออกจากพรรคไป ก็คือทิ้งอุดมการณ์ คงจะไม่ได้ การตั้งกรอบแบบนี้ แม้จะฟังดูชัดเจน และเด็ดขาด แต่ก็มีข้อที่น่าห่วงใยว่า จะเป็นการผูกขาดอุดมการณ์ให้ติดอยู่กับพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ต่างจากการผูกขาดความดีไว้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ใครไม่ย้ายไปไหนคือดี คนที่ย้ายคือเลว
.
6. สำหรับผม หากใครได้ตำแหน่งทางการเมืองจากการสังกัดพรรคใดพรรคหนึ่ง แล้วแปรพักตร์ไปอยู่กับอีกพรรคหนึ่ง หรือได้รับมอบหมายหน้าที่จากพรรคหนึ่งแล้วไปฝักใฝ่กับอีกพรรคหนึ่ง พฤติกรรมแบบนี้ชัดเจนแน่นอนว่าไม่สามารถยอมรับได้
.
แต่สำหรับคนที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองในนามพรรค ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีหน้าที่ใดๆ ภายในพรรค พรรคไม่เคยหารือใดๆ ว่าจะมอบหมายงานอะไรให้ หรือทิศทางที่จะทำงานร่วมกันคืออะไร เราคงจะไปประณามสาปส่งเขาโดยทันทีไม่ได้หรอกครับ
.
7. ผมคิดว่าการที่จะทำให้อุดมการณ์ของพรรคเข้มแข็ง ตลอดจนมีการเผยแพร่และกระจายในวงที่กว้างขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น เราจำเป็นต้องมีเส้นให้ชัด แต่ต้องไม่ปิดตัวเองจากความหลากหลายทางความคิด ต้องไม่ผลักให้ใครที่คิดต่าง หรือเลือกเส้นทางอื่น ออกไปเป็นศัตรู ทั้งๆ ที่ความคิดที่แตกต่างออกไป หรือเส้นทางอื่นที่เขาเลือกนั้น ยังไม่ได้ล้ำเส้นของเราเลย
.
8. เราไม่ควรคิดว่า มีแต่พรรคของเราเท่านั้นที่ดีที่สุด คนที่ออกจากพรรคเราคือพวกนอกรีต โดยที่ยังไม่ได้พิจารณาที่เนื้อหาสาระอะไรเลย
.
9. การคิดอย่างนี้ อาจมีผลเสียที่ทำให้พรรคเล็กลงเรื่อยๆ ภายในพรรคอาจมีการแบ่งแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า กลุ่มของฉันคือของแท้ กลุ่มอื่นๆ คือของปลอม กลุ่มของฉันเคร่งในอุดมการณ์ที่สุด ส่วนกลุ่มอื่นๆ เหยาะแหยะ หละหลวม
.
10. ความคิดที่แข็งตัวจนเกินไป ในลักษณะที่ว่า ของแท้ต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น หากผิดไปจากนี้เพียงเล็กน้อย ก็ถูกมองว่าเป็นของปลอมที่น่ารังเกียจ จะทำให้เราสูญเสียศักยภาพในการร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ แล้วอุดมการณ์ที่เรายึดถือ จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลสัมฤทธิ์ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคมที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร
.
11. อุดมการณ์วัดจาก “การกระทำ” เป็นหลัก ส่วนในเรื่องของ “ที่อยู่” แม้ว่าจะสามารถตั้งข้อสงสัยได้ แต่การจะบอกว่าคนๆ หนึ่งละทิ้งอุดมการณ์ เพียงเพราะคนๆ นั้น เขาเปลี่ยนที่อยู่ ก็คงจะเป็นอะไรที่ด่วนสรุปจนเกินไป
.
สิ่งที่เราควรติดตามก่อนที่จะสรุป ก็คือ เขาทำอะไรหลังจากที่ได้ย้ายไปแล้ว เขายังยืนอยู่บนหลักเดิมหรือไม่ เขาตัดสินใจอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่เคยยึดถือหรือเปล่า และมีผลประโยชน์ส่วนตัว หรือผลประโยชน์แอบแฝงเข้ามาเกี่ยวข้องจนทำให้จุดยืนเปลี่ยนไปหรือไม่.
.
12. การธำรงรักษา และการเผยแพร่อุดมการณ์หลักของพรรค หากพรรคปล่อยให้สมาชิกพรรคแต่ละคน เสียสละแบกรับภาระเอาไว้เองตามลำพัง ก็คงจะไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ในมุมของพรรคเอง ก็ควรมีกระบวนการสนับสนุนคุณค่าของการเสียสละของสมาชิกพรรค มีการสื่อสารถึงอนาคตร่วมกัน มีการเปิดพื้นที่ในการทำงานให้สมาชิกพรรคที่ตั้งใจอุทิศตนทำงานให้กับพรรคได้เติบโต
.
ทำให้คนที่มาแบกอุดมการณ์ของพรรคเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ย่อมดีกว่าการคาดหวังให้สมาชิกพรรคบางกลุ่มบางก้อน หรือแค่บางคน เสียสละแบกอุดมการณ์ของพรรคไปตามแต่กำลังของตนแน่ๆ
.
13. อีกเรื่องหนึ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้คือ การที่คนเราอยากจะทำงานตามอุดมการณ์โดยชอบของตัวเองนั้นไม่ผิด และการจะย้ายไปทำงานกับสถานที่ใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้ทำงานนั้น ก็ไม่ผิดเช่นกัน แต่เราต้องตรวจสอบให้ดีว่าสถานที่ใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้เราทำงานนั้น มีอุดมการณ์หลักที่สอดคล้องกับอุดมการณ์และความมุ่งมั่นของเราหรือไม่
.
หากสถานที่ใหม่มีอุดมการณ์ที่แตกต่างจากอุดมการณ์ของเรา หรือมีข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคอย่างมากในการทำงานตามอุดมการณ์ของเรา นั่นก็ห้ามแตะ นี่ก็ทำไม่ได้ เรื่องนี้ทำได้เพียงเท่านี้
.
สุดท้ายแล้วพื้นที่การทำงานที่เราได้รับ เราอาจจะไม่สามารถทำอะไรตามอุดมการณ์ของเราได้เลยก็ได้ ไม่ต่างจากบรรดาเทคโนแครต และนักวิชาการ ที่ดาหน้าไปรับตำแหน่งทางการเมือง จากการที่ผู้นำเผด็จการทาบทาม และประเคนตำแหน่งให้
.
14. อุดมการณ์เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เมื่อสำคัญมาก ยิ่งต้องระวังไม่ให้อุดมการณ์กลายเป็นของผูกขาด และเป็นกำแพงที่กั้นให้อยู่กันเองภายในพื้นที่แคบๆ จนเหลือแต่คนที่คิดเหมือนกัน ผูกคอตนเอง
.
จนมีแต่การเฝ้ารักษาความบริสุทธิ์ของพวกของตน จนการผูกขาดความถูกต้องค่อยๆ ทำให้พรรคเล็กลงเรื่อยๆ เปลี่ยนมิตรให้กลายเป็นศัตรูมากขึ้นทุกวัน จนขาดพลังทางการเมืองที่เข้มแข็ง จนไม่อาจผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ใด ที่เป็นรูปธรรมได้เลย ในโลกแห่งความเป็นจริง
.
https://www.facebook.com/wirojl/posts/pfbid07HkJVawwkiMp9Rt2fccYrBpAihUtbDPXDkfNnpkPjjYrWYcm7X4cW8quAu4nQ5dTl
.
.
สส.ปชน. จี้ ก.ค.ศ. หยุดประเมินวิทยฐานะครู ด้วยกรรมการกล่องสุ่ม แนะควรกำกับให้มีมาตรฐาน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5676360
.
สส.ปชน. จี้ ก.ค.ศ. หยุดประเมินวิทยฐานะครู ด้วยกรรมการกล่องสุ่ม แนะควรกำกับให้มีมาตรฐาน
.
เมื่อวันที่ 13 เมษายน นายธีรศักดิ์ จิระตราชู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเพจ “ครูหนึ่ง – Teerasak Chiratrachoo” ระบุว่า
.
◤วอน ก.ค.ศ. หยุดประเมินวิทยฐานะครูด้วยกรรมการมาตรฐานกล่องสุ่ม ◢
.
ตั้งแต่ผมได้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีคุณครูหลายท่านขอให้ผมได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวข้องกับประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยปัญหา เรื่อง กรรมการการประเมินวิทยฐานะ เป็นปัญหาหาลำดับต้น ๆ ที่คุณที่ครูร้องเรียนมา
.
วันนี้ผมเผอิญไปเปิดเจอโพสต์ของท่านศึกษานิเทศก์ท่านหนึ่ง ได้กรุณาระบายความคับข้องใจ แทนเพื่อนครูของเขาที่ผลการตัดสิน “ไม่อนุมัติ” ให้มีวิทยฐานะ เนื้อหาโดยสรุปคือปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากคณะกรรมการประเมินท่านหนึ่งที่ดูเหมือนจะประเมินผลงานของครูท่านนี้ ตามอัตวิสัย/ความเห็นส่วนตนมากจนเกินไป จนทำให้ผลการประเมินไม่สะท้อนความเป็นจริง
.
ผมยืนยันในหลักการก่อนว่าการประเมิน และผลตัดสินออกมาว่า “อนุมัติ” หรือ “ไม่อนุมัติ” ย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ ผมเชื่อว่าคุณครูทุกคนเข้าใจกฎเกณฑ์ส่วนนี้ดี ด้วยสปิริตของความเป็นครูนั้นย่อมยอมรับผลที่เกิดขึ้นได้หากมันยุติธรรม/ชัดเจนมากพอ
.
แต่พักหลังนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นมีการร้องเรียนถึง “คุณภาพของกรรมการประเมินวิทยฐานะ” บ่อยครั้ง ถึงความไม่มีมาตรฐานในการประเมินวิทยฐานะของครู อันเป็นเหตุให้เกิดความคับข้องใจขึ้น
.
ครูไทยเป็นอาชีพที่ต้องมีความ “เสียสละสูง” และมี “ขันติธรรม” บนระบบที่บิดเบี้ยวของการศึกษาในปัจจุบันแล้ว บางครั้งเราเห็นเลยว่าอำนาจต่อรองของครูต่อผู้มีอำนาจนั้นน้อยมาก
.
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการเริ่มต้นอาชีพของข้าราชการครูนี้เริ่มต้นด้วยเงินเดือนค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ค่าครองชีพพุ่งสูงในปัจจุบัน ครูก็ยังต้องจำยอมรับเงินเดือนอัตรานี้ไปอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อเป็นแบบนี้การได้รับขั้นเงินเดือนเพิ่มขึ้นในแต่ละปี การขอมีวิทยฐานะเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาชีพเป็นสิ่งที่คุณครูตามวาดหวังด้วยกันทั้งสิ้น
.
การขอมีวิทยฐานะจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับครู
.
แต่หลายครั้งความไม่มีมาตรฐาน ก็ทำให้ครูต้องเจ็บปวด
.
ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับในบางครั้ง แต่ระบบก็ถูกออกแบบไว้ซับซ้อน เช่น การร้องเรียน การโต้แย้ง การฟ้องศาล ก็เหมือนกดให้หครูต้องจำนนต่อผลที่เกิดขึ้นนั้นเรื่อยไป
.
นี่คือส่วนหนึ่งที่ผมอยากอาสามาเป็นปากเสียงแทนคุณครู
.
อย่างน้อยก็ขอเป็นเครื่องขยายเสียงของคุณครูซึ่งแผ่วเบาให้ดังไปถึงผู้มีอำนาจได้บ้าง
.
สำหรับผมแล้วถ้ามองทั้งระบบการขอมีวิทยฐานะตาม ว9/2564 มีข้อดีอยู่มาก แต่ก็มีข้อเสียอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน (เอาไว้ค่อยมาวิพากษ์ภาพรวมกันครับ)
.
วันนี้ขอพูดเฉพาะประเด็น เรื่อง “กรรมการการประเมินวิทยฐานะ” ก่อน
.
อย่างที่ทราบกันดีครับว่าการสอนนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์
.
ห้องเรียนหนึ่ง ๆ ของครูแต่ละคนถึงแม้จะสอนวิชาเดียวกันมันก็จะไม่เหมือนกันเลย
.
เพราะย่อมแปรผันไปตามสภาพแวดล้อม พฤติกรรมของเด็กแต่ละคนด้วย