แบรนด์รถจีนยอดขายโต แต่กำไรหด ‘ส่งออกต่างประเทศ’ คือทางรอด
.
สงครามราคาที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปี กำลังสะท้อนชัดในงบการเงินของค่ายรถจีน นับตั้งแต่ปี 2023 ที่ Tesla เริ่มลดราคา BYD (比亚迪) ก็ปรับตาม ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยต่อคันลดลงต่อเนื่อง จาก 1.52 แสนหยวน (ราว 6.84 แสนบาท) ในปี 2024 เหลือ 1.19 แสนหยวน (ราว 5.35 แสนบาท) ในปี 2025 ขณะที่กำไรต่อคันถูกบีบเหลือเพียง 6,200 หยวน (ราว 27,900 บาท)
.
สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดกับ BYD เพียงรายเดียว แต่สะท้อนทั้งอุตสาหกรรม โดยในปี 2025 GAC Group (广汽集团) ขาดทุน 8.78 พันล้านหยวน (ราว 39.51 หมื่นล้านบาท) นับเป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบ 13 ปี หลังเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยส่วนลดรถรุ่นหลักอยู่ที่ราว 15,000-30,000 หยวน (ราว 67,500-1.35 แสนบาท) แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้น แต่กำไรกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง จนการขยายยอดขายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป
.
ข้อมูลปี 2025 ชี้ว่า 11 ค่ายรถยนต์จีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (รวมถึง BYD, SAIC (上汽), Geely (吉利), Chery (奇瑞), Great Wall (长城), GAC (广汽), Seres (赛力斯), NIO (蔚来), Li Auto (理想), XPeng (小鹏) และ Leapmotor (零跑)) มีกำไรรวมเพียง 71.6 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.22 ล้านล้านบาท) ขณะที่ CATL (宁德时代) ผู้ผลิตแบตเตอรี่เพียงบริษัทเดียว ทำกำไรได้สูงถึง 72.2 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.24 ล้านล้านบาท)
.
กำไรของบริษัทแบตเตอรี่เพียงรายเดียว สูงกว่ากำไรรวมของค่ายรถยนต์ชั้นนำ 11 แห่ง สะท้อนว่าโครงสร้างกำไรในอุตสาหกรรมกำลังกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ขณะที่ค่ายรถเผชิญภาวะ “รายได้โต แต่กำไรไม่โต” จากแรงกดดันของสงครามราคา การลงทุนสูง และห่วงโซ่อุปทานที่ไม่สมดุล
.
เมื่อ 3 ปีก่อน หวังฉวนฝู CEO ของ BYD เคยประเมินว่าอุตสาหกรรมจะเข้าสู่ช่วงคัดผู้เล่นออกภายใน 3-5 ปี แต่ล่าสุดมองว่า กระบวนการนี้จะค่อยเป็นค่อยไป และการแข่งขันจะเปลี่ยนจาก “ราคา” ไปสู่ “สินค้าและเทคโนโลยี”
.
ไตรมาส 1 ปี 2026 Geely แซง BYD ขึ้นเป็นผู้นำยอดขาย โดยทิ้งห่างไม่ถึง 9,000 คัน ขณะเดียวกัน อุปสงค์ในประเทศเริ่มชะลอหลังมาตรการภาษีลดน้อยลง การแข่งขันจึงขยับสู่การรักษาส่วนแบ่งในประเทศ ทำกำไรจากต่างประเทศ และสร้างความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี
.
ในบรรดาค่ายรถยนต์ชั้นนำ 11 แห่ง มีถึง 9 รายที่รายได้ยังเติบโต แต่กำไรกลับเพิ่มไม่ทันหรือแม้แต่ลดลง โดย Great Wall Motor เป็นตัวอย่างชัดเจน
.
ปี 2025 รายได้ของ Great Wall Motor เพิ่มขึ้น 10.2% แตะ 2.22 แสนล้านหยวน (ราว 9.99 แสนล้านบาท) แต่กำไรลดลง 22.1% เหลือ 9.87 พันล้านหยวน (ราว 44.41 หมื่นล้านบาท) ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 18.04% เมื่อดูรายคัน แม้ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 1.68 แสนหยวน (ราว 7.56 แสนบาท) แต่กำไรต่อคันกลับลดลงเหลือเพียง 7,500 หยวน (ราว 33,750 บาท)
.
แรงกดดันหลักมาจากต้นทุนการขายที่พุ่งขึ้นเกือบ 44% หลังบริษัทเร่งขยายร้านที่บริหารเองโดยตรง ภายใต้กลยุทธ์ยกระดับแบรนด์ โดยเว่ยเจี้ยนจวิน (魏建军) ประธานบริษัทรถไฟฟ้า Great Wall Motors เปิดเผยว่ามีการลงทุนในระบบนี้แล้วกว่า 2 พันล้านหยวน (ราว 9 พันล้านบาท) ขณะเดียวกัน ตลาดต่างประเทศอย่างรัสเซียซบเซา ทำให้กำไรจากธุรกิจส่งออกลดลง และอัตรากำไรต่ำกว่าตลาดในประเทศ
.
Seres ก็เผชิญปัญหาเดียวกัน แม้จะได้แรงหนุนจาก Huawei จนแบรนด์ AITO กลายเป็นกระแส และพลิกมาทำกำไรในปี 2024 แต่ในปี 2025 แม้ยอดขายเพิ่มเป็น 4.26 แสนคัน ราคาขายเฉลี่ยสูงถึง 3.91 แสนหยวน (ราว 1.75 ล้านบาท) และอัตรากำไรขั้นต้นขยับขึ้นเป็น 29.1% แต่กำไรกลับแทบไม่โต อยู่ที่ราว 5.96 พันล้านหยวน (ราว 26.82 หมื่นล้านบาท) ใกล้เคียงปีก่อน
.
สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายที่พุ่งขึ้น ทั้งด้านการขาย การบริหาร และการวิจัยพัฒนา รวมถึงการตั้งสำรองด้อยค่าสินทรัพย์ ทำให้กำไรถูกกดลง อีกด้านหนึ่ง การพึ่งพา Huawei (ผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะสำหรับรถยนต์) ยังสะท้อนผ่านมูลค่าธุรกรรมที่สูงถึงกว่า 2.23 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.03 แสนล้านบาท) มากกว่ากำไรสุทธิหลายเท่า
.
ขณะเดียวกัน เมื่อเทคโนโลยีอย่าง HarmonyOS cockpit และระบบขับขี่อัตโนมัติ เริ่มถูกใช้อย่างแพร่หลาย และ Huawei เดินหน้าขยายระบบ Harmony Intelligent Mobility ไปสู่หลายแบรนด์ ตลาดรถระดับสูงจึงยิ่งแข่งขันดุเดือดขึ้น
.
คำถามสำคัญคือ Seres จะรักษาแรงส่งของแบรนด์ AITO ได้แค่ไหน และภาพนี้ไม่ได้เกิดกับบริษัทเดียว แต่สะท้อนโจทย์ร่วมของทั้งอุตสาหกรรม การลงทุนมหาศาลในวันนี้ จะกลายเป็นความได้เปรียบระยะยาวได้จริงหรือไม่
.
สำหรับสถานการณ์การแข่งขันในปัจจุบัน BYD ระบุว่าการเปลี่ยนผ่านของรุ่นสินค้าเกิดขึ้นเร็วขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงขึ้นอย่างมาก ทั้งการลดราคา การทำตลาดเกินความจำเป็น และแรงกดดันต่อกำไรของทั้งอุตสาหกรรม
.
ผลลัพธ์คือความสามารถในการทำกำไรของทั้งอุตสาหกรรมลดลงต่อเนื่อง โดยข้อมูลปี 2025 ชี้ว่า อัตรากำไรของอุตสาหกรรมรถยนต์จีนอยู่ที่ 4.1% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และลดลงต่อเนื่องเหลือ 2.9% ในช่วงต้นปี 2026
.
ตลาดต่างประเทศจึงกำลังกลายเป็นความหวังสำคัญ ข้อมูลปี 2025 ระบุว่า จีนส่งออกรถยนต์รวม 8.32 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 30% โดยในจำนวนนี้เป็นรถพลังงานใหม่ 3.43 ล้านคัน เติบโตถึง 70%
.
ในปีเดียวกัน BYD ขายรถได้มากกว่า 4.6 ล้านคัน ครองแชมป์ทั้งในจีนและตลาดรถอีวีโลก แม้ยอดขายในประเทศจะลดลง 8% แต่ยอดขายต่างประเทศทะลุ 1 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 145% และมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 22.7%
.
ที่สำคัญ รายได้และอัตรากำไรจากต่างประเทศสูงกว่าตลาดในประเทศ โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลัง ราคาขายเฉลี่ยในต่างประเทศอยู่ที่ 1.86 แสนหยวน (ราว 8.37 แสนบาท) สูงกว่าตลาดในประเทศที่ 1.27 แสนหยวน (ราว 5.71 แสนบาท) ช่วยชดเชยผลกระทบจากสงครามราคาในประเทศได้
.
หวังฉวนฝูระบุว่า ระบุว่าตลาดต่างประเทศแข่งขันด้านราคาน้อยกว่าและให้กำไรดีกว่า โดยตั้งเป้าส่งออกปี 2026 ที่ 1.5 ล้านคัน และหวังให้ยอดขายทั้งในและต่างประเทศมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน
.
ด้าน Chery เติบโตจากตลาดต่างประเทศอย่างชัดเจน โดยปี 2025 ยอดขายในประเทศเพิ่มเพียง 1% แต่ต่างประเทศพุ่ง 33.2% แตะ 1.29 ล้านคัน คิดเป็นเกือบครึ่งของยอดขายทั้งหมด ด้าน Geely แม้ยอดขายรวมปี 2025 โตเกือบ 40% แต่ส่งออกเพิ่มเพียง 1% อยู่ที่ 4.2 แสนคัน โดยตั้งเป้าปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 6.4 แสนคัน ขณะที่กำไรต่อคันในต่างประเทศอาจสูงกว่าตลาดในประเทศราว 3 เท่า
.
อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาตลาดเก่าอย่างรัสเซียเริ่มส่งผลเสีย หลังยอดขายลดลง 18% ขณะที่ตลาดใหม่ เช่น ยุโรป ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา เติบโตแรงราว 50% ดันการส่งออกปี 2025 โตเกือบ 30% ที่สำคัญ ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วให้ทั้งราคาขายและกำไรต่อคันสูงกว่าตลาดในประเทศ 2-3 เท่า
.
รายงานวิเคราะห์ชี้ว่า ปี 2026 จะเป็นช่วงที่การส่งออกกลายเป็น “ทางเลือกจำเป็น” ของค่ายรถจีน เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาในประเทศและเพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ตะวันออกกลางผลักดันราคาน้ำมันสูงขึ้น ยิ่งทำให้รถพลังงานใหม่มีความคุ้มค่ามากขึ้น และเปิดโอกาสให้ค่ายรถจีนขยายตลาดต่างประเทศ
.
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคยังมีทั้งกำแพงภาษีและข้อกำหนดด้านการผลิตในประเทศ ซึ่งถือเป็นบททดสอบศักยภาพการขยายธุรกิจระดับโลกของผู้ผลิต
.
ทั้งนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2026 การแข่งขันในตลาดต่างประเทศยังคงดุเดือด โดย Chery, SAIC Motor และ BYD มียอดขายในต่างประเทศทะลุ 3 แสนคัน ขณะที่ Geely ฟื้นตัวแรง เติบโต 126% แตะ 2.03 แสนคัน
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#รถยนต์จีน #เศรษฐกิจจีน#รถไฟฟ้า
https://www.facebook.com/share/p/1CjmHAicvN/
🚙แบรนด์รถจีนยอดขายโต แต่กำไรหด ‘ส่งออกต่างประเทศ’ คือทางรอด
.
สงครามราคาที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปี กำลังสะท้อนชัดในงบการเงินของค่ายรถจีน นับตั้งแต่ปี 2023 ที่ Tesla เริ่มลดราคา BYD (比亚迪) ก็ปรับตาม ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยต่อคันลดลงต่อเนื่อง จาก 1.52 แสนหยวน (ราว 6.84 แสนบาท) ในปี 2024 เหลือ 1.19 แสนหยวน (ราว 5.35 แสนบาท) ในปี 2025 ขณะที่กำไรต่อคันถูกบีบเหลือเพียง 6,200 หยวน (ราว 27,900 บาท)
.
สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดกับ BYD เพียงรายเดียว แต่สะท้อนทั้งอุตสาหกรรม โดยในปี 2025 GAC Group (广汽集团) ขาดทุน 8.78 พันล้านหยวน (ราว 39.51 หมื่นล้านบาท) นับเป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบ 13 ปี หลังเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยส่วนลดรถรุ่นหลักอยู่ที่ราว 15,000-30,000 หยวน (ราว 67,500-1.35 แสนบาท) แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้น แต่กำไรกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง จนการขยายยอดขายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป
.
ข้อมูลปี 2025 ชี้ว่า 11 ค่ายรถยนต์จีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (รวมถึง BYD, SAIC (上汽), Geely (吉利), Chery (奇瑞), Great Wall (长城), GAC (广汽), Seres (赛力斯), NIO (蔚来), Li Auto (理想), XPeng (小鹏) และ Leapmotor (零跑)) มีกำไรรวมเพียง 71.6 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.22 ล้านล้านบาท) ขณะที่ CATL (宁德时代) ผู้ผลิตแบตเตอรี่เพียงบริษัทเดียว ทำกำไรได้สูงถึง 72.2 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.24 ล้านล้านบาท)
.
กำไรของบริษัทแบตเตอรี่เพียงรายเดียว สูงกว่ากำไรรวมของค่ายรถยนต์ชั้นนำ 11 แห่ง สะท้อนว่าโครงสร้างกำไรในอุตสาหกรรมกำลังกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ขณะที่ค่ายรถเผชิญภาวะ “รายได้โต แต่กำไรไม่โต” จากแรงกดดันของสงครามราคา การลงทุนสูง และห่วงโซ่อุปทานที่ไม่สมดุล
.
เมื่อ 3 ปีก่อน หวังฉวนฝู CEO ของ BYD เคยประเมินว่าอุตสาหกรรมจะเข้าสู่ช่วงคัดผู้เล่นออกภายใน 3-5 ปี แต่ล่าสุดมองว่า กระบวนการนี้จะค่อยเป็นค่อยไป และการแข่งขันจะเปลี่ยนจาก “ราคา” ไปสู่ “สินค้าและเทคโนโลยี”
.
ไตรมาส 1 ปี 2026 Geely แซง BYD ขึ้นเป็นผู้นำยอดขาย โดยทิ้งห่างไม่ถึง 9,000 คัน ขณะเดียวกัน อุปสงค์ในประเทศเริ่มชะลอหลังมาตรการภาษีลดน้อยลง การแข่งขันจึงขยับสู่การรักษาส่วนแบ่งในประเทศ ทำกำไรจากต่างประเทศ และสร้างความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี
.
ในบรรดาค่ายรถยนต์ชั้นนำ 11 แห่ง มีถึง 9 รายที่รายได้ยังเติบโต แต่กำไรกลับเพิ่มไม่ทันหรือแม้แต่ลดลง โดย Great Wall Motor เป็นตัวอย่างชัดเจน
.
ปี 2025 รายได้ของ Great Wall Motor เพิ่มขึ้น 10.2% แตะ 2.22 แสนล้านหยวน (ราว 9.99 แสนล้านบาท) แต่กำไรลดลง 22.1% เหลือ 9.87 พันล้านหยวน (ราว 44.41 หมื่นล้านบาท) ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 18.04% เมื่อดูรายคัน แม้ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 1.68 แสนหยวน (ราว 7.56 แสนบาท) แต่กำไรต่อคันกลับลดลงเหลือเพียง 7,500 หยวน (ราว 33,750 บาท)
.
แรงกดดันหลักมาจากต้นทุนการขายที่พุ่งขึ้นเกือบ 44% หลังบริษัทเร่งขยายร้านที่บริหารเองโดยตรง ภายใต้กลยุทธ์ยกระดับแบรนด์ โดยเว่ยเจี้ยนจวิน (魏建军) ประธานบริษัทรถไฟฟ้า Great Wall Motors เปิดเผยว่ามีการลงทุนในระบบนี้แล้วกว่า 2 พันล้านหยวน (ราว 9 พันล้านบาท) ขณะเดียวกัน ตลาดต่างประเทศอย่างรัสเซียซบเซา ทำให้กำไรจากธุรกิจส่งออกลดลง และอัตรากำไรต่ำกว่าตลาดในประเทศ
.
Seres ก็เผชิญปัญหาเดียวกัน แม้จะได้แรงหนุนจาก Huawei จนแบรนด์ AITO กลายเป็นกระแส และพลิกมาทำกำไรในปี 2024 แต่ในปี 2025 แม้ยอดขายเพิ่มเป็น 4.26 แสนคัน ราคาขายเฉลี่ยสูงถึง 3.91 แสนหยวน (ราว 1.75 ล้านบาท) และอัตรากำไรขั้นต้นขยับขึ้นเป็น 29.1% แต่กำไรกลับแทบไม่โต อยู่ที่ราว 5.96 พันล้านหยวน (ราว 26.82 หมื่นล้านบาท) ใกล้เคียงปีก่อน
.
สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายที่พุ่งขึ้น ทั้งด้านการขาย การบริหาร และการวิจัยพัฒนา รวมถึงการตั้งสำรองด้อยค่าสินทรัพย์ ทำให้กำไรถูกกดลง อีกด้านหนึ่ง การพึ่งพา Huawei (ผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะสำหรับรถยนต์) ยังสะท้อนผ่านมูลค่าธุรกรรมที่สูงถึงกว่า 2.23 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.03 แสนล้านบาท) มากกว่ากำไรสุทธิหลายเท่า
.
ขณะเดียวกัน เมื่อเทคโนโลยีอย่าง HarmonyOS cockpit และระบบขับขี่อัตโนมัติ เริ่มถูกใช้อย่างแพร่หลาย และ Huawei เดินหน้าขยายระบบ Harmony Intelligent Mobility ไปสู่หลายแบรนด์ ตลาดรถระดับสูงจึงยิ่งแข่งขันดุเดือดขึ้น
.
คำถามสำคัญคือ Seres จะรักษาแรงส่งของแบรนด์ AITO ได้แค่ไหน และภาพนี้ไม่ได้เกิดกับบริษัทเดียว แต่สะท้อนโจทย์ร่วมของทั้งอุตสาหกรรม การลงทุนมหาศาลในวันนี้ จะกลายเป็นความได้เปรียบระยะยาวได้จริงหรือไม่
.
สำหรับสถานการณ์การแข่งขันในปัจจุบัน BYD ระบุว่าการเปลี่ยนผ่านของรุ่นสินค้าเกิดขึ้นเร็วขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงขึ้นอย่างมาก ทั้งการลดราคา การทำตลาดเกินความจำเป็น และแรงกดดันต่อกำไรของทั้งอุตสาหกรรม
.
ผลลัพธ์คือความสามารถในการทำกำไรของทั้งอุตสาหกรรมลดลงต่อเนื่อง โดยข้อมูลปี 2025 ชี้ว่า อัตรากำไรของอุตสาหกรรมรถยนต์จีนอยู่ที่ 4.1% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และลดลงต่อเนื่องเหลือ 2.9% ในช่วงต้นปี 2026
.
ตลาดต่างประเทศจึงกำลังกลายเป็นความหวังสำคัญ ข้อมูลปี 2025 ระบุว่า จีนส่งออกรถยนต์รวม 8.32 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 30% โดยในจำนวนนี้เป็นรถพลังงานใหม่ 3.43 ล้านคัน เติบโตถึง 70%
.
ในปีเดียวกัน BYD ขายรถได้มากกว่า 4.6 ล้านคัน ครองแชมป์ทั้งในจีนและตลาดรถอีวีโลก แม้ยอดขายในประเทศจะลดลง 8% แต่ยอดขายต่างประเทศทะลุ 1 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 145% และมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 22.7%
.
ที่สำคัญ รายได้และอัตรากำไรจากต่างประเทศสูงกว่าตลาดในประเทศ โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลัง ราคาขายเฉลี่ยในต่างประเทศอยู่ที่ 1.86 แสนหยวน (ราว 8.37 แสนบาท) สูงกว่าตลาดในประเทศที่ 1.27 แสนหยวน (ราว 5.71 แสนบาท) ช่วยชดเชยผลกระทบจากสงครามราคาในประเทศได้
.
หวังฉวนฝูระบุว่า ระบุว่าตลาดต่างประเทศแข่งขันด้านราคาน้อยกว่าและให้กำไรดีกว่า โดยตั้งเป้าส่งออกปี 2026 ที่ 1.5 ล้านคัน และหวังให้ยอดขายทั้งในและต่างประเทศมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน
.
ด้าน Chery เติบโตจากตลาดต่างประเทศอย่างชัดเจน โดยปี 2025 ยอดขายในประเทศเพิ่มเพียง 1% แต่ต่างประเทศพุ่ง 33.2% แตะ 1.29 ล้านคัน คิดเป็นเกือบครึ่งของยอดขายทั้งหมด ด้าน Geely แม้ยอดขายรวมปี 2025 โตเกือบ 40% แต่ส่งออกเพิ่มเพียง 1% อยู่ที่ 4.2 แสนคัน โดยตั้งเป้าปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 6.4 แสนคัน ขณะที่กำไรต่อคันในต่างประเทศอาจสูงกว่าตลาดในประเทศราว 3 เท่า
.
อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาตลาดเก่าอย่างรัสเซียเริ่มส่งผลเสีย หลังยอดขายลดลง 18% ขณะที่ตลาดใหม่ เช่น ยุโรป ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา เติบโตแรงราว 50% ดันการส่งออกปี 2025 โตเกือบ 30% ที่สำคัญ ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วให้ทั้งราคาขายและกำไรต่อคันสูงกว่าตลาดในประเทศ 2-3 เท่า
.
รายงานวิเคราะห์ชี้ว่า ปี 2026 จะเป็นช่วงที่การส่งออกกลายเป็น “ทางเลือกจำเป็น” ของค่ายรถจีน เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาในประเทศและเพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ตะวันออกกลางผลักดันราคาน้ำมันสูงขึ้น ยิ่งทำให้รถพลังงานใหม่มีความคุ้มค่ามากขึ้น และเปิดโอกาสให้ค่ายรถจีนขยายตลาดต่างประเทศ
.
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคยังมีทั้งกำแพงภาษีและข้อกำหนดด้านการผลิตในประเทศ ซึ่งถือเป็นบททดสอบศักยภาพการขยายธุรกิจระดับโลกของผู้ผลิต
.
ทั้งนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2026 การแข่งขันในตลาดต่างประเทศยังคงดุเดือด โดย Chery, SAIC Motor และ BYD มียอดขายในต่างประเทศทะลุ 3 แสนคัน ขณะที่ Geely ฟื้นตัวแรง เติบโต 126% แตะ 2.03 แสนคัน
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#รถยนต์จีน #เศรษฐกิจจีน#รถไฟฟ้า
https://www.facebook.com/share/p/1CjmHAicvN/