ดาต้าเซนเตอร์เอไอ ทำอุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้น 9 °c แย่งใช้น้ำ ส่งเสียงดังรบกวน ร้อนจนสิ่งแวดล้อมปรับตัวไม่ทัน คาดปี 2030 ใช้พลังงานภาคการผลิตทั่วโลกรวมกัน
.
ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์พบว่า ดาต้าเซนเตอร์เอไอสร้างปรากฏการณ์ “เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล” ทำอุณหภูมิรอบรัศมี 10 กม. สูงขึ้นสูงสุด 9 องศาเซลเซียส กระทบประชากร 340 ล้านคน ทั้งยังสร้างมลพิษเสียงและแย่งน้ำชุมชน คาดปี 2030 จะใช้พลังงานภาคการผลิตทั่วโลกรวมกัน นักวิจัยชี้ต้องหาเทคโนโลยีระบายความร้อนและซอฟต์แวร์ประหยัดพลังงานด่วน
.
นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมของนาซาย้อนหลังไป 20 ปี พบว่าพื้นที่รอบศูนย์ข้อมูลกว่า 6,000 แห่งทั่วโลกมีอุณหภูมิพื้นผิวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียส แต่ในบางที่อาจพุ่งสูงขึ้นได้มากกว่า 9 องศาเซลเซียส หลังจากที่ดาต้าเซนเตอร์เริ่มทำงาน ซึ่งถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมากสำหรับแหล่งกำเนิดความร้อนเพียงแหล่งเดียว
.
ปรากฏการณ์นี้คล้ายคลึงกับ “เกาะความร้อนในเมือง” (Urban heat island) ที่ตึกและถนนดูดซับความร้อน แต่ในกรณีนี้เกิดจากเครื่องจักรนับหมื่นเครื่องที่ทำงานอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ความร้อนนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่บริเวณรอบอาคารเท่านั้น แต่สามารถแผ่กระจายออกไปได้ไกลถึง 10 กม. โดยที่ระยะ 7 กม. ความร้อนยังคงมีความเข้มข้นสูงอยู่
.
จากการคำนวณพบว่า มีประชากรกว่า 340 ล้านคนทั่วโลกที่อาศัยอยู่ในรัศมี 10 กม.จากศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าชุมชนจำนวนมากกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว เช่น เมืองอารากอนในสเปน และภูมิภาคบาฮิโอในเม็กซิโก มีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 2 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามปกติในพื้นที่ข้างเคียง
.
นอกจากเรื่องความร้อนแล้ว ศูนย์ข้อมูลยังสร้างมลพิษทางเสียงที่อาจสูงเกิน 90 เดซิเบล และใช้ทรัพยากรน้ำมหาศาลในการระบายความร้อน ซึ่งอาจซ้ำเติมปัญหาภัยแล้งในพื้นที่แห้งแล้ง ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องค่าไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยนักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าความต้องการพลังงานของศูนย์ข้อมูลอาจทำให้ค่าไฟของประชาชนสูงขึ้น เนื่องจากตลาดพลังงานในภูมิภาคที่มีศูนย์ข้อมูลหนาแน่นจะตึงตัวมากขึ้น
.
ภายในปี 2030 คาดการณ์ว่าจำนวนศูนย์ข้อมูลอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และพลังงานที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลอาจสูงเกินกว่าพลังงานที่ภาคการผลิตทั่วโลกใช้รวมกัน
.
สำหรับการแก้ไขปัญหานี้ นักวิจัยได้เสนอทางออกหลายประการ เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่คำนึงถึงคาร์บอน เพื่อให้การฝึกฝนเอไอใช้พลังงานน้อยลง และการใช้ฮาร์ดแวร์ที่สามารถนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้แทนที่จะปล่อยทิ้งเป็นความร้อน รวมถึงเทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยของเหลว และการใช้วัสดุเคลือบอาคารที่ช่วยระบายความร้อนแบบพาสซีฟก็เป็นวิธีที่สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 8% - 20%
.
ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ
ดาต้าเซนเตอร์เอไอ ทำอุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้น 9 °c แย่งใช้น้ำ
.
ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์พบว่า ดาต้าเซนเตอร์เอไอสร้างปรากฏการณ์ “เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล” ทำอุณหภูมิรอบรัศมี 10 กม. สูงขึ้นสูงสุด 9 องศาเซลเซียส กระทบประชากร 340 ล้านคน ทั้งยังสร้างมลพิษเสียงและแย่งน้ำชุมชน คาดปี 2030 จะใช้พลังงานภาคการผลิตทั่วโลกรวมกัน นักวิจัยชี้ต้องหาเทคโนโลยีระบายความร้อนและซอฟต์แวร์ประหยัดพลังงานด่วน
.
นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมของนาซาย้อนหลังไป 20 ปี พบว่าพื้นที่รอบศูนย์ข้อมูลกว่า 6,000 แห่งทั่วโลกมีอุณหภูมิพื้นผิวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียส แต่ในบางที่อาจพุ่งสูงขึ้นได้มากกว่า 9 องศาเซลเซียส หลังจากที่ดาต้าเซนเตอร์เริ่มทำงาน ซึ่งถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมากสำหรับแหล่งกำเนิดความร้อนเพียงแหล่งเดียว
.
ปรากฏการณ์นี้คล้ายคลึงกับ “เกาะความร้อนในเมือง” (Urban heat island) ที่ตึกและถนนดูดซับความร้อน แต่ในกรณีนี้เกิดจากเครื่องจักรนับหมื่นเครื่องที่ทำงานอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ความร้อนนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่บริเวณรอบอาคารเท่านั้น แต่สามารถแผ่กระจายออกไปได้ไกลถึง 10 กม. โดยที่ระยะ 7 กม. ความร้อนยังคงมีความเข้มข้นสูงอยู่
.
จากการคำนวณพบว่า มีประชากรกว่า 340 ล้านคนทั่วโลกที่อาศัยอยู่ในรัศมี 10 กม.จากศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าชุมชนจำนวนมากกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว เช่น เมืองอารากอนในสเปน และภูมิภาคบาฮิโอในเม็กซิโก มีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 2 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามปกติในพื้นที่ข้างเคียง
.
นอกจากเรื่องความร้อนแล้ว ศูนย์ข้อมูลยังสร้างมลพิษทางเสียงที่อาจสูงเกิน 90 เดซิเบล และใช้ทรัพยากรน้ำมหาศาลในการระบายความร้อน ซึ่งอาจซ้ำเติมปัญหาภัยแล้งในพื้นที่แห้งแล้ง ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องค่าไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยนักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าความต้องการพลังงานของศูนย์ข้อมูลอาจทำให้ค่าไฟของประชาชนสูงขึ้น เนื่องจากตลาดพลังงานในภูมิภาคที่มีศูนย์ข้อมูลหนาแน่นจะตึงตัวมากขึ้น
.
ภายในปี 2030 คาดการณ์ว่าจำนวนศูนย์ข้อมูลอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และพลังงานที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลอาจสูงเกินกว่าพลังงานที่ภาคการผลิตทั่วโลกใช้รวมกัน
.
สำหรับการแก้ไขปัญหานี้ นักวิจัยได้เสนอทางออกหลายประการ เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่คำนึงถึงคาร์บอน เพื่อให้การฝึกฝนเอไอใช้พลังงานน้อยลง และการใช้ฮาร์ดแวร์ที่สามารถนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้แทนที่จะปล่อยทิ้งเป็นความร้อน รวมถึงเทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยของเหลว และการใช้วัสดุเคลือบอาคารที่ช่วยระบายความร้อนแบบพาสซีฟก็เป็นวิธีที่สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 8% - 20%
.
ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ