ตัวเลขชี้ อนาคต 'มังงะ' ไม่สดใส เพราะคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่อ่านการ์ตูนน้อยลงกว่าเดิม

ตัวเลขชี้ อนาคต 'มังงะ' ไม่สดใส เพราะคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่อ่านการ์ตูนน้อยลงกว่าเดิม ระดับที่อาจสะเทือน Business Model การ์ตูน

ทุกวันนี้คงไม่ต้องพูดกันมากว่าญี่ปุ่นคือมหาอำนาจด้านการ์ตูนอย่างแท้จริง น่าจะไม่มีประเทศไหนที่มีซอฟต์พาวเวอร์ด้านนี้มากกว่าญี่ปุ่นอีกแล้ว ทั้งหมดนี้ก็ต้องเรียกว่าเป็นการสั่งสมอำนาจมายาวนาน ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงปัจจุบัน
.
อย่างไรก็ดี สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป ที่จริงถ้าสังเกตจากบ้านเราก็พอจะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ๆ Gen Z ขึ้นไปเริ่มไม่นิยม 'อ่านการ์ตูน' แบบคนรุ่น Gen X หรือ Gen Y อีกแล้ว และถ้าจะบริโภคการ์ตูน ก็มักจะบริโภคในแบบอนิเมะเป็นหลัก แต่นั่นก็เป็นอะไรที่เฉพาะกลุ่ม มันไม่มีการ์ตูนที่คนทั้งรุ่นอ่านกันทั่วไป ในแบบยุคทอง 'การ์ตูนโชเน็นจัมป์' (กลางยุค 1980s - ช่วงกลาง 1990s) คือยุคของ Dragon Ball, Saint Seiya, JoJo's Bizarre Adventure, YuYu Hakusho และ Slam Dunk อีกแล้ว
.
ก่อนที่จะถกเถียงกันว่าจริงๆ แล้วยุคนี้มันก็มีอะไรแบบนั้น เราอยากพาไปดูข้อมูลสถิติที่น่าสนใจก่อน
.
ในญี่ปุ่นเองมีการสำรวจมากว่า 40 ปีแล้ว ว่าเด็กนักเรียนนิยมอ่านการ์ตูนรายสัปดาห์กันแค่ไหน แล้วก็มีนักเขียนสื่อออนไลน์ญี่ปุ่นอย่าง PRESIDENT Online นำข้อมูลตรงนี้มาเผยแพร่
.
ถ้าจะให้สรุปง่ายๆ ช่วงพีกของ 'การ์ตูนญี่ปุ่น' มีมาตั้งแต่กลางยุค 1970s แล้ว และเป็นแบบนั้นมาเรื่อยๆ ถึงกลาง 1990s ซึ่งช่วงนั้นเด็กตั้งแต่วัยประถมจนถึงมัธยมปลาย นิยมอ่านพวกนิตยสารการ์ตูน (เล่มดังๆ ก็เช่น Weekly Shonen Jump ของสำนักพิมพ์ชูเอฉะ และ Weekly Shonen ของสำนักพิมพ์โคดังฉะ) เฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 8 เล่ม
.
แต่หลังจากนั้น 'ยุคเสื่อม' ก็เริ่มขึ้น เด็กนักเรียนญี่ปุ่นทุกระดับชั้นอ่านการ์ตูนเล่มน้อยลงเรื่อยๆ จนผลสำรวจรอบล่าสุดปี 2023 ออกมาว่าเด็กๆ อ่านมังงะกันเพียง 1 เล่มต่อเดือน
.
ตรงนี้หลายคนอาจเถียงว่าเด็กๆ ไปอ่านการ์ตูนแบบ 'ออนไลน์' กันแทนหรือเปล่า?
.
คำตอบคือไม่ใช่ เพราะตัวเลขชี้ว่าเด็กญี่ปุ่นทุกระดับชั้นอ่านการ์ตูนออนไลน์กันไม่เยอะ และอันที่จริงสถานการณ์มันพลิกด้วยซ้ำ เพราะสมัยก่อนเด็กประถมคือกลุ่มที่อ่านการ์ตูนมากที่สุด แต่พอมายุคออนไลน์ ที่อ่านมากสุดกลับเป็นเด็กมัธยมปลาย โดยปัจจุบันเด็กประถมญี่ปุ่นอ่านการ์ตูนออนไลน์กันแค่ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ นับว่าน้อยมากชนิดที่เรียกว่า 'ไม่อ่าน' เลยก็ว่าได้ถ้าเทียบกับยุคพีกๆ อย่างเมื่อ 40-50 ปีก่อน ที่เด็กประถมซื้อนิตยสารการ์ตูนอ่านกันเฉลี่ยเดือนละสิบกว่าเล่ม
.
ทั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าเด็กๆ น่าจะอ่านการ์ตูนออนไลน์ได้ยาก และเด็ก ม.ปลายญี่ปุ่นเองก็อ่านการ์ตูนออนไลน์กันเฉลี่ยเพียง 49 เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขพวกนี้ถ้าเทียบกับทางเกาหลีใต้ก็จะเห็นเลยว่าเป็นคนละโลก เพราะทางเกาหลีใต้เด็กประถมอ่าน 'เว็บตูน' กันถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเด็ก ม.ปลายอ่านกัน 70 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว
.
ดังนั้นหากจะพูดว่าตอนนี้เด็กเกาหลีใต้อ่านการ์ตูนกันมากกว่าเด็กญี่ปุ่นแล้วก็ย่อมได้
.
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
.
ในบทความวิเคราะห์อย่างน่าสนใจว่ามันมาจาก 'โมเดลธุรกิจ' ของเกาหลีที่ขยายฐานผู้อ่านได้ดีกว่า
.
ในขณะที่ญี่ปุ่นยังเน้นขายนิตยสารเล่มแบบเดิม และเก็บค่าสมาชิกเพื่อให้อ่านออนไลน์ ซึ่งพอทำแบบนี้ เด็กๆ ที่ไม่มี 'ช่องทางชำระเงินออนไลน์' ก็ไม่สามารถจ่ายค่าสมาชิกได้ เด็กๆ ก็เลยไม่ตามไปอ่าน ส่วนหนึ่งก็เพราะญี่ปุ่นเป็น 'สังคมเงินสด' ที่เข้มข้นด้วย
.
กลับกัน ของเกาหลีใต้ โมเดลมันคือให้อ่านฟรี แล้วมีโฆษณา ดังนั้นใครๆ ก็เข้าไปอ่านพวกเว็บตูนได้ และนี่เองทำให้การ์ตูนเกาหลีเรืองอำนาจ ทั้งในเกาหลีเอง และนอกประเทศ
.
ทีนี้คำถามคือ แล้วการที่คนญี่ปุ่นอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นน้อยลง จะส่งผลอะไร?
.
คำตอบคือส่งผลต่อ 'โมเดลธุรกิจ' ของอุตสาหกรรมการ์ตูนทั้งหมด
.
ต้องเข้าใจก่อนว่าในอดีต โดยทั่วไปการ์ตูนญี่ปุ่นที่จะถูกเลือกมาทำแอนิเมชัน ส่วนใหญ่ คือการ์ตูนที่เป็นที่นิยมในเวอร์ชันมังงะมาก่อน ดังนั้น 'เด็กนักเรียน' หรือ 'เด็กผู้ชาย' ที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุดของมังงะจึงมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของมังงะ ทั้งสำนักพิมพ์และนักเขียนการ์ตูนถ้าอยากอยู่รอดในตลาดก็ต้องรู้จักหาเรื่องราวและลายเส้นที่ถูกใจเด็กผู้ชาย
.
แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมมังงะอ่อนกำลังลงมาก นักอ่านรุ่นใหม่มีน้อย การอยู่รอดของทั้งสำนักพิมพ์และนักเขียนก็ 'ตึง' มากขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือไม่ว่านักเขียนการ์ตูนจะเก่งกาจขนาดไหน ก็ไม่สามารถทำอะไรที่ประสบความสำเร็จแบบ ‘Dragon Ball’ ได้อีกแล้ว เพราะตลาดไม่เหมือนเดิม
.
กลับกัน ในโลกมังงะ เราจะเริ่มเห็นอะไรที่ซับซ้อนกว่าเดิม เพราะ 'นักอ่านผู้มีกำลังซื้อ' ส่วนใหญ่ในตลาดคือพวกที่โตมากับยุงทองของมังงะ ที่ไม่ได้ต้องการการ์ตูนเนื้อเรื่องเรียบง่ายเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่ต้องการอะไรซับซ้อนที่จับอารมณ์ความรู้สึกของชีวิตในวัยทำงานหรือกระทั่งวัยกลางคนมากขึ้น ดังนั้นเราจะแทบไม่เห็นมังงะที่มีเนื้อเรื่องง่ายๆ ตรงไปตรงมาอีกแล้ว เพราะนักอ่านที่เป็นตลาดใหญ่ 'โตขึ้น' กันแล้ว
.
แต่ผลโดยรวมก็คือ อำนาจของมังงะลดต่ำลงมาก และมันไม่ใช่ว่าโลกของมังงะเป็นตัวกำหนดอุตสาหกรรมการณ์ตูนโดยรวมอีกต่อไป แต่สิ่งที่มีอำนาจมากกว่าคือ 'อนิเมะ' รวมถึงแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่อนิเมะได้ลง สามารถฉายไปได้ทั่วโลก และยังสามารถต่อยอดขายสินค้าอื่นๆ ได้อีก ไม่ว่าจะเกม การ์ด หรือกระทั่งพวกโมเดลและฟิกเกอร์ต่างๆ
.
อย่างไรก็ตาม ในโลกแบบนี้สิ่งที่เกิดตามมาก็คือ ไม่มีมังงะดังๆ เท่าในอดีตโผล่ออกมาเรื่อยๆ อีกแล้ว และทำให้เหล่าแพลตฟอร์มที่เป็นนายทุนออกเงินทำอนิเมะ เริ่ม 'play safe' เพราะเริ่มกลับไปรีเมกอนิเมะจากมังงะรุ่นเก่าๆ ที่ได้รับความนิยมกว้างขวางอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Jojo’s Bizarre Adventure, Hokuto No Ken หรือล่าสุด One Piece ที่กำลังจะถูกรีเมก ทั้งที่ภาคหลัก (รวมถึงมังงะ) ยังไม่จบดีด้วยซ้ำ
.
แต่โดยรวมแล้วทั้งหมดนี้จะเป็นผลดีต่อบรรดาเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญารุ่นเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือสำนักพิมพ์ แต่กลับกันมันก็จะทำให้พวกนักเขียนการ์ตูนรุ่นใหม่ๆ สามารถรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจระดับเดียวกันได้ยากกว่า
.
นี่เองทำให้ทั้งดุลอำนาจในอุตสาหกรรม รวมถึงความคาดหวังในอาชีพนักเขียนการ์ตูนเปลี่ยนไปหมด และทั้งหมดมีชนวนเหตุมาจากเรื่องง่ายๆ แค่เพียง 'เด็กนักเรียน' อ่านการ์ตูนกันลดลงเรื่อยๆ เป็นเวลา 30 ปีมาแล้ว
.
แน่นอน ทุกวันนี้ช่องทางหารายได้ใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นมากมาย การต่อยอด ‘IP’ หรือทรัพย์สินทางปัญญามวลรวมของการ์ตูนไปในอุตสาหกรรมเกมออนไลน์ เป็นสิ่งที่จะสร้างรายได้มหาศาล แต่อีกด้านหนึ่ง ยุคสมัยของการเขียนการ์ตูนแบบเน้นให้คนอ่านพึงพอใจเพียงอย่างเดียวก็น่าจะจบลงอย่างสิ้นเชิงด้วยเช่นกัน
.
ปรากฏการณ์นี้ยังสะท้อนภาพที่กว้างขึ้นของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ซึ่งตัวชี้วัดด้านการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมของผู้ชมมีบทบาทมากขึ้น ในการกำหนดทิศทางการผลิตเนื้อหา อย่างเช่นทุกวันนี้ ที่แม้แต่ข่าวในเรื่องคอขาดบาดตายในหลายๆ แพลตฟอร์มก็ยังให้ความสำคัญกับ engagement มากกว่าจะเน้นประโยชน์ต่อสังคมหรือ 'คุณภาพ' ใดๆ
.
ที่มา : BrandThink
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่