ประเด็นที่ 1: การผูกพุทธศาสนาเข้ากับรัฐและชาติ คือความคลาดเคลื่อนจากคำสอนของพระพุทธเจ้าในระดับโครงสร้าง
เมื่อพิจารณาแนวคิดของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) อย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่ต้องกล่าวอย่างไม่อ้อมค้อมคือ ความพยายามอธิบายให้พุทธศาสนาเป็น “ฐานของรัฐ” หรือ “แกนของชาติ” นั้น มิใช่คำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า หากแต่เป็นการตีความที่นำศาสนาไปผูกเข้ากับอำนาจทางโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ในระดับหลักการ พุทธศาสนาไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวคิดเรื่อง “ชาติ” ในความหมายแบบรัฐสมัยใหม่ ไม่ได้วางบทบาทให้ศาสนาทำหน้าที่รับใช้รัฐ และไม่ได้ถือว่าการธำรงโครงสร้างสังคมหรืออำนาจทางการเมืองคือเป้าหมายสูงสุดของธรรมะ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนมีแกนอยู่ที่การดับทุกข์ของปัจเจกบุคคล การรู้เท่าทันกิเลส และการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งสมมติทั้งปวง
เมื่อมีการเสนอให้พุทธศาสนาเป็นรากฐานของรัฐ หรือเป็นเครื่องยึดโยงความเป็นชาติ ย่อมเท่ากับการยกระดับ “สิ่งสมมติ” ให้กลายเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” โดยปริยาย ทั้งที่ในเชิงหลักธรรมแล้ว ชาติ รัฐ หรืออัตลักษณ์หมู่ ล้วนเป็นเพียงสมมติบัญญัติที่ควรถูกมองเห็นตามความเป็นจริง มิใช่สิ่งที่ควรยึดมั่นถือมั่น
จุดนี้จึงไม่ใช่ความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย แต่เป็นความผิดเพี้ยนในระดับแก่น
เพราะเมื่อศาสนาถูกผูกเข้ากับรัฐ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ศาสนาจะถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจ ขณะเดียวกัน อำนาจรัฐก็จะถูกยกระดับให้มีสถานะ “ถูกต้องทางธรรม” ไปโดยปริยาย ความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ธรรม” กับ “อำนาจ” เลือนหาย และเปิดช่องให้การใช้อำนาจถูกห่อหุ้มด้วยความศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับแก่นของพุทธศาสนาอย่างชัดเจน
พุทธศาสนาไม่ได้มีหน้าที่ค้ำจุนอำนาจใด
ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้รัฐมั่นคง
และไม่ได้มีหน้าที่กำหนดทิศทางของชาติ
หน้าที่ของพุทธศาสนามีเพียงประการเดียว คือชี้แนะแนวทางให้มนุษย์พ้นจากทุกข์
ดังนั้น การนำธรรมะไปใช้เพื่อจัดระเบียบสังคมหรือรองรับอำนาจรัฐ จึงไม่ใช่เพียง “การประยุกต์ใช้” แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทของธรรมะไปเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์โดยตรง
และเมื่อธรรมะกลายเป็นเครื่องมือ ผลลัพธ์ที่ตามมามักมีลักษณะสอดคล้องกัน คือ
การลดทอนพื้นที่ของความเห็นต่าง
การสร้างความ正当ให้กับโครงสร้างอำนาจ
และการทำให้การเชื่อฟังมีน้ำหนักมากกว่าการใช้ปัญญาพิจารณา
ซึ่งสวนทางกับหลัก กาลามสูตร ที่เน้นให้มนุษย์ใช้วิจารณญาณของตนเอง ไม่ยึดถือเพียงเพราะคำสอนนั้นมาจากผู้มีอำนาจหรือได้รับการยอมรับในสังคม
กล่าวโดยสรุปอย่างไม่ประนีประนอม การอธิบายพุทธศาสนาในฐานะเครื่องมือของรัฐหรือชาติ มิใช่เพียงความเห็นที่แตกต่าง แต่เป็นการบิดแก่นของคำสอนในระดับโครงสร้าง
เพราะแทนที่จะนำไปสู่การปล่อยวาง กลับนำไปสู่การยึดมั่นในสิ่งสมมติที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
จากเดิมที่ต้องละ “ตัวกูของกู”
กลับกลายเป็นการยึด “ชาติของกู ศาสนาของกู”
ซึ่งในเชิงหลักธรรม นี่ไม่ใช่การลดอัตตา แต่เป็นการขยายอัตตาให้มีขอบเขตกว้างขึ้นเท่านั้น
และด้วยเหตุนี้เอง จึงต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า แนวคิดลักษณะดังกล่าว มิได้คลาดเคลื่อนเพียงในรายละเอียด หากแต่ผิดจากคำสอนของพระพุทธเจ้าในระดับโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ
ว่าด้วยแนวคิดของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ในฐานะ “พุทธราชาชาตินิยม”01
เมื่อพิจารณาแนวคิดของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) อย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่ต้องกล่าวอย่างไม่อ้อมค้อมคือ ความพยายามอธิบายให้พุทธศาสนาเป็น “ฐานของรัฐ” หรือ “แกนของชาติ” นั้น มิใช่คำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า หากแต่เป็นการตีความที่นำศาสนาไปผูกเข้ากับอำนาจทางโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ในระดับหลักการ พุทธศาสนาไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวคิดเรื่อง “ชาติ” ในความหมายแบบรัฐสมัยใหม่ ไม่ได้วางบทบาทให้ศาสนาทำหน้าที่รับใช้รัฐ และไม่ได้ถือว่าการธำรงโครงสร้างสังคมหรืออำนาจทางการเมืองคือเป้าหมายสูงสุดของธรรมะ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนมีแกนอยู่ที่การดับทุกข์ของปัจเจกบุคคล การรู้เท่าทันกิเลส และการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งสมมติทั้งปวง
เมื่อมีการเสนอให้พุทธศาสนาเป็นรากฐานของรัฐ หรือเป็นเครื่องยึดโยงความเป็นชาติ ย่อมเท่ากับการยกระดับ “สิ่งสมมติ” ให้กลายเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” โดยปริยาย ทั้งที่ในเชิงหลักธรรมแล้ว ชาติ รัฐ หรืออัตลักษณ์หมู่ ล้วนเป็นเพียงสมมติบัญญัติที่ควรถูกมองเห็นตามความเป็นจริง มิใช่สิ่งที่ควรยึดมั่นถือมั่น
จุดนี้จึงไม่ใช่ความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย แต่เป็นความผิดเพี้ยนในระดับแก่น
เพราะเมื่อศาสนาถูกผูกเข้ากับรัฐ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ศาสนาจะถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจ ขณะเดียวกัน อำนาจรัฐก็จะถูกยกระดับให้มีสถานะ “ถูกต้องทางธรรม” ไปโดยปริยาย ความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ธรรม” กับ “อำนาจ” เลือนหาย และเปิดช่องให้การใช้อำนาจถูกห่อหุ้มด้วยความศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับแก่นของพุทธศาสนาอย่างชัดเจน
พุทธศาสนาไม่ได้มีหน้าที่ค้ำจุนอำนาจใด
ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้รัฐมั่นคง
และไม่ได้มีหน้าที่กำหนดทิศทางของชาติ
หน้าที่ของพุทธศาสนามีเพียงประการเดียว คือชี้แนะแนวทางให้มนุษย์พ้นจากทุกข์
ดังนั้น การนำธรรมะไปใช้เพื่อจัดระเบียบสังคมหรือรองรับอำนาจรัฐ จึงไม่ใช่เพียง “การประยุกต์ใช้” แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทของธรรมะไปเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์โดยตรง
และเมื่อธรรมะกลายเป็นเครื่องมือ ผลลัพธ์ที่ตามมามักมีลักษณะสอดคล้องกัน คือ
การลดทอนพื้นที่ของความเห็นต่าง
การสร้างความ正当ให้กับโครงสร้างอำนาจ
และการทำให้การเชื่อฟังมีน้ำหนักมากกว่าการใช้ปัญญาพิจารณา
ซึ่งสวนทางกับหลัก กาลามสูตร ที่เน้นให้มนุษย์ใช้วิจารณญาณของตนเอง ไม่ยึดถือเพียงเพราะคำสอนนั้นมาจากผู้มีอำนาจหรือได้รับการยอมรับในสังคม
กล่าวโดยสรุปอย่างไม่ประนีประนอม การอธิบายพุทธศาสนาในฐานะเครื่องมือของรัฐหรือชาติ มิใช่เพียงความเห็นที่แตกต่าง แต่เป็นการบิดแก่นของคำสอนในระดับโครงสร้าง
เพราะแทนที่จะนำไปสู่การปล่อยวาง กลับนำไปสู่การยึดมั่นในสิ่งสมมติที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
จากเดิมที่ต้องละ “ตัวกูของกู”
กลับกลายเป็นการยึด “ชาติของกู ศาสนาของกู”
ซึ่งในเชิงหลักธรรม นี่ไม่ใช่การลดอัตตา แต่เป็นการขยายอัตตาให้มีขอบเขตกว้างขึ้นเท่านั้น
และด้วยเหตุนี้เอง จึงต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า แนวคิดลักษณะดังกล่าว มิได้คลาดเคลื่อนเพียงในรายละเอียด หากแต่ผิดจากคำสอนของพระพุทธเจ้าในระดับโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ