.
‘สมชัย’ พร้อม 2 ผู้เชี่ยวชาญไอที ยื่นหลักฐานใหม่คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ให้ผู้ตรวจฯ พบข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล ก่อนเลือกตั้ง อ้างเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่ความลับ
.
เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. พร้อมด้วย นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ุ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain ยื่นหลักฐานใหม่เพิ่มเติมในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเป็นหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบการพิจารณาคดี และแจ้งให้ กกต.ตรวจสอบว่า มีข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล ที่อาจจะทำให้ผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่เป็นความลับ ตามรัฐธรรมนูญ
.
นายสมชัยกล่าวว่า วันนี้ ที่มายื่นเรื่องถึง กกต. เพราะตกใจกับกรณีข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านคน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการตรวจสอบข้อมูลบนบัตรเลือกตั้งว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงรายใดเลือกใคร ที่ผ่านมา กกต.ชี้แจงมาตลอดว่า ข้อมูลทั้งสามอย่าง ได้แก่ บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แยกกันอยู่คนละที่ แยกเก็บไว้อย่างดียิ่ง ไม่มีทางรั่วไหลออกมาได้ แต่วันนี้เวลานี้ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อ ที่อยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง มีการรั่วไหลออกไป ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่เป็นความลับ
.
ด้าน ธนารัตน์ กล่าวว่า กรณีข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.2569 เพียงแต่ตอนนั้น เรายังไม่มีหลักฐานยืนยันการโจมตีระบบ จนะกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราตรวจสอบพบการเจาะระบบกรมการปกครองนำข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 52.9 ล้านรายชื่อนำมาขายพร้อมโค้ดเจาะระบบทะเบียนผู้สิทธิเลือกตั้ง ในตลาดมืด ในราคา 200 บาท เราได้หลักฐานอย่างแน่นหนา จึงได้นำมายื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเป็นหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบการพิจารณาคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
.
“ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ปกติ คนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้ แต่วันนี้ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แล้ว และมีคนเอาไปขายในตลาดมืดมานานแล้ว โดยรั่วไหลมาจากระบบการตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรมการปกครอง เป็นเวลานานกว่า 3สัปดาห์ ก่อนที่กรมการปกครองจะทำการแก้ไขเมื่อวันที่ 14 ก.พ.2569 ” นายธนารัตน์ กล่าว
.
นายธรรม์ธีร์ กล่าวยืนยันว่า จากหารตรวจสอบ พบว่า ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รั่วไหลดังกล่าว ได้ถูกนำไปใช้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง จนกระทั่งจบการเลือกตั้ง 2569 เมื่อมานำมารวมกับข้อมูลคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่สื่อมวลชนจำนวนมากถ่ายเก็บไว้ นอกจากนี้ ยังพบว่า มีการรั่วไหลของกระดาษจดลำดับเลขผู้สิทธิเลือกตั้งตามทะเบียนราษฎร์ ที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจดให้กับผู้มาแสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้สะดวกในการรับบัตรเลิอกตั้ง ซึ่งกระดาษใบนี้ เปรียบเหมือนต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และถ้ามีใครนำตัวเลขบนกระดาษใบนี้มาจับคู่กับคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่รั่วไหลมาขายในตลาดมืด ก็จะทำให้รู้ได้ทันทีว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนดังกล่าวลงคะแนนเลือกใคร
.
“ตามระเบียบ กกต. พบว่า กระดาษจดลำดับเลข และเหล็กเสียบ ดังกล่าวจัดอยู่ในหมวดวัสดุอื่นๆ ทั่วไป เหมือนพวกปากกา สก็อตเทป เป็นของธรรมดาที่ทุกคนมองข้าม ซึ่งไม่มีการจัดเก็บเป็นดี ดังนั้นหาก ใครมีนำกระดาษจดลำดับเลขนี้ออกมา จึงเกิดคำถามในหัวดังดังว่า ถ้ามีมิจฉาชีพเก็บมาใช้ประโยชน์ ก็จะเกิดความเสียหายกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53ล้านคน จึงนำเรื่องนี้มาแจ้งให้ กกต. กลับไปตรวจสอบกระดาษจดลำดับเลข และเหล็กเสียบ ที่กล่าวมา อยู่ที่ไหนแล้ว อยู่ครบหรือไม่ ก่อนที่เลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป” นายธรรม์ธีร์กล่าว
.
.
วีระยุทธ ซัดนโยบายรัฐบาล ไร้แผนรับมือน้ำมันแพง คาดเดาง่าย เหมือนเด็กทำรายงานกลุ่ม
https://www.matichon.co.th/politics/news_5671542
.
วีระยุทธ เหน็บคำแถลงนโยบายรัฐบาลคาดเดาง่ายเหมือนเตรียมไว้หลังเลือกตั้งเอามาแปะรวมกัน จวก นี่ไม่ใช่งานกลุ่มตามมาตรฐานครูใหญ่ ‘ภูมิใจไทย’ แต่เป็นการบริหารประเทศ ซัดรับมือวิกฤตน้ำมันล่าช้า ชี้เดินตามหลังประชาชน ไม่กล้าตัดสินใจโครงสร้างราคา เตือนต้องมีทั้งมาตรการรับมือ-เชิงรุก สร้าง ความมั่นคงทางพลังงาน นำประเทศฝ่าวิกฤตอย่างเป็นระบบ
.
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 เมษายน ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม
.
นาย
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า เมื่อประเทศอยู่ในวิกฤตประชาชนย่อมหวังให้รัฐบาลเรืองอำนาจประชาชนอย่างน้อยหนึ่งก้าว รัฐบาลต้องคิดเผื่อประชาชนและภาคธุรกิจถือธงเดินนำหน้าพวกเรา คอยประคับประคอง รองรับคลื่นรวมภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ถาโถมเข้ามา แต่สิ่งที่คนไทยได้รับกลับเป็นรัฐบาลที่เดินตามหลังประชาชนหลายก้าว กว่านายกรัฐมนตรีจะยอมรับว่านี่คือวิกฤตครั้งใหญ่ และเราต้องปรับตัวกันทุกภาคส่วนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น กว่ารัฐบาลจะเข้าไปตรวจสอบค่าการปั่นเพื่อลดราคาค่าน้ำมัน ช้าไป 4 สัปดาห์ กว่าจะหาตัวไอ้โม่งเริ่มจับรายใหญ่ที่ลักลอบกักตุนน้ำมันได้ ที่สำคัญและจำเป็นช้าไป 3 สัปดาห์ ที่ไม่ใช่แค่ช้าแต่ผิดเลย ในคำแถลงฉบับนี้มีแค่ย่อหน้าเดียวในย่อหน้า 2 ที่พูดถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่เนื้อในที่เหลือทั้งหมดเหมือนย้อนเวลากลับไปปีที่แล้วหรือสองปีที่แล้ว ในแง่การเขียนนโยบายเดาได้ไม่ยากใช้เนื้อหาเดิมที่เตรียมไว้ตั้งแต่หลังเลือกตั้งเอามาแปะรวมกัน และเพิ่มอีกหนึ่งย่อหน้าเกี่ยวกับตะวันออกกลางเข้าไป เหมือนนักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างเอาไว้ และเมื่อวุ่นวายไม่รู้จะปรับอย่างไรเติมไปอีกหนึ่งย่อหน้า หวังว่าคุณครูจะเข้าใจ หรือว่านี่เป็นวิธีทำงานตามมาตรฐานครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ตนก็ไม่แน่ใจ แต่อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่การทำรายงานกลุ่ม แต่เป็นการบริหารประเทศในยามวิกฤต คำแถลงฉบับนี้สะท้อนว่ารัฐบาลยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความเดือดร้อนของประชาชน ถ้ารัฐบาลรู้ร้อนรู้หนาวต้องประเมินให้ชัดว่าอะไรคือเรื่องเร่งด่วนต้องตัดสินใจและมาสื่อสารกับประชาชน หรืออะไรที่ต้องเตรียมพร้อมเตรียมการไว้ล่วงหน้าเดินนำหน้าประชาชน ตอนนี้สิ่งที่คนคาดหวังคือมาตรการเร่งด่วนชัดว่าจะเอาอย่างไรกับความเดือดร้อนของประชาชนจากราคาน้ำมัน
นาย
วีระยุทธกล่าวต่อว่า เราอยากเห็นหมวดนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้วิกฤตน้ำมันชัดๆ ว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาน้ำมันแพงอย่างไร แต่น่าเสียดายเพราะสิ่งที่ตนได้แสดงให้เห็น คือ คำแถลงนโยบายในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี’54 แต่กลับไม่มีสิ่งเหล่านี้ในรัฐบาลอนุทิน ปี’69 ซึ่งวิกฤตน้ำมันรุนแรงกว่าปี’54 หลายเท่าตัว ซึ่งสถานการณ์ที่ปั่นป่วนแบบนี้ภาคธุรกิจหรือภาคประชาชนจะเบาใจลงได้ก็ต้องมีรัฐบาลที่เดินนำหน้า ประกาศให้ชัดว่าจะมีแนวทางในการบริหารจัดการประเทศอย่างไร แต่เราไม่เห็นการแยกนโยบายเร่งด่วนออกมาเลย อ่านแล้วไม่เข้าใจว่ารัฐบาลจะจัดการราคาน้ำมันอย่างไร อ่านแล้วไม่เห็นภาพว่าจะมีบริหารการคลังอย่างไร ซึ่งมีพูดถึงการช่วยประชาชนไว้บ้างอยู่เล็กน้อย แต่ไม่ได้บอกชัดเจนว่าหมายถึงใครแล้วจะใช้วิธีไหน ซึ่งคนไทยทุกคนก็รู้สึกเปราะบางกันไปหมดแล้ว
.
นายวีระยุทธกล่าวด้วยว่า คำถามที่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจอยากรู้ที่สุดคือท่านจะจัดการเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างไรโดยเฉพาะในส่วนที่อยู่ในอำนาจของรัฐบาลแบบเต็มๆ ส่วนสิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการเตรียมมาตรการระยะกลาง ภาครัฐไทยในสถานการณ์แบบนี้ต้องมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อน แล้วถ้าบังเอิญโชคดีสงครามจบเร็วก็ให้ถือเป็นโบนัสในชีวิต ประเมินไว้เลยว่าหากสงครามลากยาว โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันก๊าซถูกทำลายส่งผลต่อเนื่องไปทั้งปี’69 เป็นอย่างน้อยท่านจะทำอย่างไร เพราะผลกระทบจะเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ แต่ต่อให้เป็นลูกโซ่ท่านต้องประเมินแบบมีโฟกัสรู้ว่าอะไรคือจุดสำคัญของห่วงโซ่ของลูกโซ่ผลกระทบแต่ละจุด โดยใช้ข้อมูลนำ สรุปคือในภาวะวิกฤตแบบนี้ต้องมีนโยบายเร่งด่วน ประกาศแนวทางให้ชัดว่าจะเอาอย่างไรกับราคาภาษีหรือการคลังหรือการช่วยเฉพาะกลุ่มเพื่อคลายความกังวลลดความไม่แน่นอนกับสังคมไทย และต้องมีนโยบายรับมือผลกระทบลูกโซ่ แต่ในภาวะแบบนี้มีวิธีการรับมือผลกระทบลูกโซ่ยังไม่พอ ต้องมีนโยบายเชิงรุกไปพร้อมกันด้วย รัฐบาลต้องถือธงนำสร้างภารกิจแห่งชาติร่วมกันประกาศให้คนไทยทุกคนเห็นความจำเป็นชัดเจน หนักแน่น และมุ่งมั่นเป็นภารกิจ ที่ทั้งรัฐและเอกชนทั้งประเทศจะไปด้วยกัน
.
เราขอเสนอว่าภารกิจสำคัญที่สุดตอนนี้คือการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทย ขณะที่ความมั่นคงทางพลังงานเราเสนอว่าต้องมีพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่องและราคาเอื้อมถึง และต้องปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทุกคนต้องเห็นว่าเดินไปสู่จุดหมายเดียวกัน ไม่ใช่ทำอย่างสะเปะสะปะ และย้ำว่าจะต้องไม่ใช้กลไกรัฐหรือกลไกมหาดไทย ไปบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะต้องทำให้คนรู้สึกร่วมกัน เพราะความมั่นคงทางพลังงาน จะทำให้นำไปสู่การสร้างงานใหม่งานดีให้กับสังคมไทย เป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้และทำให้เราทุกคนได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นไปด้วยกัน การทำนโยบายในภาวะวิกฤตต้องไม่จบแค่เชิงรับแต่ต้องมีเชิงรุกด้วย
.
“
ต่อให้นโยบายดีหรือไม่ดีครบหรือหรือไม่ครบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแต่นโยบายจะสำเร็จไม่สำเร็จที่ผ่านมาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยพบแล้วว่าอยู่ที่สวนผสมของรัฐบาล เราเคยมีรัฐบาลทหารล้วน รัฐบาลพรรคเดียวนำ รัฐบาลผสมหลายพรรค ส่วนผสมคือตัวกำหนดระดับความสำเร็จ และถ้าถามว่ารัฐบาลอนุทิน 2 มีส่วนผสมอย่างไรผมคิดว่าเราเห็นตรงกันว่าเป็นการรวมตัวระหว่างบ้านใหญ่กับเทคโนแครต การเมืองบ้านใหญ่ก็มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง ส่วนการทำนโยบายสไตล์เทคโนแครต ก็มีจุดแข็งจุดอ่อนในตัวเองเช่นกัน ปัญหาคือเวลาเอามารวมกันต่างฝ่ายต่างยอมปิดตาข้างหนึ่งให้กันและกันเพื่อให้อยู่รวมกันได้ การเมืองบ้านใหญ่จริงๆ มีจุดเด่นอยู่ที่ความใจถึงพึ่งได้กล้าได้กล้าเสีย ตอนนี้ถ้าเป็นรัฐบาลบ้านใหญ่ล้วนๆ ผมคิดว่าเจอเรื่องน้ำมันแพงท่านจะกล้าสั่งลดภาษีสรรพสามิตไปแล้ว 7 บาท แต่พอท่านปิดตา ยอมฟังเทคโนแครต ท้วงติงเรื่องการจัดเก็บรายได้ กลัวโดนแปะป้ายว่าเป็นรัฐถังแตก บ้านใหญ่ก็ยอมไปทำส่วนง่ายๆ แทน เช่น การลดราคาหน้าโรงกลั่น ในทางกลับกันเทคโนแครต ซึ่งน่าจะมีจุดเด่นอยู่ที่การใช้หลักวิชาคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมและประสิทธิภาพความคุ้มค่าไม่พึ่งพาระบบอุปถัมภ์ แต่เมื่อมารวมกับบ้านใหญ่ก็ต้องยอมปิดตาเหมือนกัน ยอมให้ทำโครงการที่น่ากังขาจำนวนมาก อย่างโครงการ MotoGP ที่เจาะจงไปที่บางจังหวัด ถ้าคิดตามหลักการเทคโนแครตล้วนๆ ก็ไม่คุ้มที่จะทำแน่นอน เมื่อยอมปิดตาข้างนึงให้ฝ่ายบ้านใหญ่ โครงการแบบนี้ก็จะเกิดอีกจำนวนมากแลกกับการที่เทคโนแครตได้ร่วมรัฐบาลต่อไป ผมจึงเรียกระบอบนี้เป็นปิดตาธิปไตย ทำให้เราไม่ได้ทั้งรัฐบาลที่กล้าได้กล้าเสีย แบบบ้านใหญ่ แต่ก็ไม่ได้รัฐบาลที่มีหลักการแบบเทคโนแครตด้วย” นาย
วีระยุทธ กล่าว
JJNY : 5in1 สมชัย ยื่นหลักฐานใหม่บาร์โค้ด│วีระยุทธ ซัดนโยบาย│ศิริกัญญา มึนนโยบาย│สว.จี้ตอบโรดแมป│อินเดียอัดฉีดงบปุ๋ย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5671353
.
‘สมชัย’ พร้อม 2 ผู้เชี่ยวชาญไอที ยื่นหลักฐานใหม่คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ให้ผู้ตรวจฯ พบข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล ก่อนเลือกตั้ง อ้างเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่ความลับ
.
เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. พร้อมด้วย นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ุ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain ยื่นหลักฐานใหม่เพิ่มเติมในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเป็นหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบการพิจารณาคดี และแจ้งให้ กกต.ตรวจสอบว่า มีข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล ที่อาจจะทำให้ผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่เป็นความลับ ตามรัฐธรรมนูญ
.
นายสมชัยกล่าวว่า วันนี้ ที่มายื่นเรื่องถึง กกต. เพราะตกใจกับกรณีข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านคน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการตรวจสอบข้อมูลบนบัตรเลือกตั้งว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงรายใดเลือกใคร ที่ผ่านมา กกต.ชี้แจงมาตลอดว่า ข้อมูลทั้งสามอย่าง ได้แก่ บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แยกกันอยู่คนละที่ แยกเก็บไว้อย่างดียิ่ง ไม่มีทางรั่วไหลออกมาได้ แต่วันนี้เวลานี้ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อ ที่อยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง มีการรั่วไหลออกไป ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่เป็นความลับ
.
ด้าน ธนารัตน์ กล่าวว่า กรณีข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.2569 เพียงแต่ตอนนั้น เรายังไม่มีหลักฐานยืนยันการโจมตีระบบ จนะกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราตรวจสอบพบการเจาะระบบกรมการปกครองนำข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 52.9 ล้านรายชื่อนำมาขายพร้อมโค้ดเจาะระบบทะเบียนผู้สิทธิเลือกตั้ง ในตลาดมืด ในราคา 200 บาท เราได้หลักฐานอย่างแน่นหนา จึงได้นำมายื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเป็นหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบการพิจารณาคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
.
“ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ปกติ คนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้ แต่วันนี้ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แล้ว และมีคนเอาไปขายในตลาดมืดมานานแล้ว โดยรั่วไหลมาจากระบบการตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรมการปกครอง เป็นเวลานานกว่า 3สัปดาห์ ก่อนที่กรมการปกครองจะทำการแก้ไขเมื่อวันที่ 14 ก.พ.2569 ” นายธนารัตน์ กล่าว
.
นายธรรม์ธีร์ กล่าวยืนยันว่า จากหารตรวจสอบ พบว่า ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รั่วไหลดังกล่าว ได้ถูกนำไปใช้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง จนกระทั่งจบการเลือกตั้ง 2569 เมื่อมานำมารวมกับข้อมูลคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่สื่อมวลชนจำนวนมากถ่ายเก็บไว้ นอกจากนี้ ยังพบว่า มีการรั่วไหลของกระดาษจดลำดับเลขผู้สิทธิเลือกตั้งตามทะเบียนราษฎร์ ที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจดให้กับผู้มาแสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้สะดวกในการรับบัตรเลิอกตั้ง ซึ่งกระดาษใบนี้ เปรียบเหมือนต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และถ้ามีใครนำตัวเลขบนกระดาษใบนี้มาจับคู่กับคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่รั่วไหลมาขายในตลาดมืด ก็จะทำให้รู้ได้ทันทีว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนดังกล่าวลงคะแนนเลือกใคร
.
“ตามระเบียบ กกต. พบว่า กระดาษจดลำดับเลข และเหล็กเสียบ ดังกล่าวจัดอยู่ในหมวดวัสดุอื่นๆ ทั่วไป เหมือนพวกปากกา สก็อตเทป เป็นของธรรมดาที่ทุกคนมองข้าม ซึ่งไม่มีการจัดเก็บเป็นดี ดังนั้นหาก ใครมีนำกระดาษจดลำดับเลขนี้ออกมา จึงเกิดคำถามในหัวดังดังว่า ถ้ามีมิจฉาชีพเก็บมาใช้ประโยชน์ ก็จะเกิดความเสียหายกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53ล้านคน จึงนำเรื่องนี้มาแจ้งให้ กกต. กลับไปตรวจสอบกระดาษจดลำดับเลข และเหล็กเสียบ ที่กล่าวมา อยู่ที่ไหนแล้ว อยู่ครบหรือไม่ ก่อนที่เลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป” นายธรรม์ธีร์กล่าว
.
.
วีระยุทธ ซัดนโยบายรัฐบาล ไร้แผนรับมือน้ำมันแพง คาดเดาง่าย เหมือนเด็กทำรายงานกลุ่ม
https://www.matichon.co.th/politics/news_5671542
.
วีระยุทธ เหน็บคำแถลงนโยบายรัฐบาลคาดเดาง่ายเหมือนเตรียมไว้หลังเลือกตั้งเอามาแปะรวมกัน จวก นี่ไม่ใช่งานกลุ่มตามมาตรฐานครูใหญ่ ‘ภูมิใจไทย’ แต่เป็นการบริหารประเทศ ซัดรับมือวิกฤตน้ำมันล่าช้า ชี้เดินตามหลังประชาชน ไม่กล้าตัดสินใจโครงสร้างราคา เตือนต้องมีทั้งมาตรการรับมือ-เชิงรุก สร้าง ความมั่นคงทางพลังงาน นำประเทศฝ่าวิกฤตอย่างเป็นระบบ
.
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 เมษายน ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม
.
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า เมื่อประเทศอยู่ในวิกฤตประชาชนย่อมหวังให้รัฐบาลเรืองอำนาจประชาชนอย่างน้อยหนึ่งก้าว รัฐบาลต้องคิดเผื่อประชาชนและภาคธุรกิจถือธงเดินนำหน้าพวกเรา คอยประคับประคอง รองรับคลื่นรวมภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ถาโถมเข้ามา แต่สิ่งที่คนไทยได้รับกลับเป็นรัฐบาลที่เดินตามหลังประชาชนหลายก้าว กว่านายกรัฐมนตรีจะยอมรับว่านี่คือวิกฤตครั้งใหญ่ และเราต้องปรับตัวกันทุกภาคส่วนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น กว่ารัฐบาลจะเข้าไปตรวจสอบค่าการปั่นเพื่อลดราคาค่าน้ำมัน ช้าไป 4 สัปดาห์ กว่าจะหาตัวไอ้โม่งเริ่มจับรายใหญ่ที่ลักลอบกักตุนน้ำมันได้ ที่สำคัญและจำเป็นช้าไป 3 สัปดาห์ ที่ไม่ใช่แค่ช้าแต่ผิดเลย ในคำแถลงฉบับนี้มีแค่ย่อหน้าเดียวในย่อหน้า 2 ที่พูดถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่เนื้อในที่เหลือทั้งหมดเหมือนย้อนเวลากลับไปปีที่แล้วหรือสองปีที่แล้ว ในแง่การเขียนนโยบายเดาได้ไม่ยากใช้เนื้อหาเดิมที่เตรียมไว้ตั้งแต่หลังเลือกตั้งเอามาแปะรวมกัน และเพิ่มอีกหนึ่งย่อหน้าเกี่ยวกับตะวันออกกลางเข้าไป เหมือนนักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างเอาไว้ และเมื่อวุ่นวายไม่รู้จะปรับอย่างไรเติมไปอีกหนึ่งย่อหน้า หวังว่าคุณครูจะเข้าใจ หรือว่านี่เป็นวิธีทำงานตามมาตรฐานครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ตนก็ไม่แน่ใจ แต่อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่การทำรายงานกลุ่ม แต่เป็นการบริหารประเทศในยามวิกฤต คำแถลงฉบับนี้สะท้อนว่ารัฐบาลยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความเดือดร้อนของประชาชน ถ้ารัฐบาลรู้ร้อนรู้หนาวต้องประเมินให้ชัดว่าอะไรคือเรื่องเร่งด่วนต้องตัดสินใจและมาสื่อสารกับประชาชน หรืออะไรที่ต้องเตรียมพร้อมเตรียมการไว้ล่วงหน้าเดินนำหน้าประชาชน ตอนนี้สิ่งที่คนคาดหวังคือมาตรการเร่งด่วนชัดว่าจะเอาอย่างไรกับความเดือดร้อนของประชาชนจากราคาน้ำมัน
นายวีระยุทธกล่าวต่อว่า เราอยากเห็นหมวดนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้วิกฤตน้ำมันชัดๆ ว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาน้ำมันแพงอย่างไร แต่น่าเสียดายเพราะสิ่งที่ตนได้แสดงให้เห็น คือ คำแถลงนโยบายในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี’54 แต่กลับไม่มีสิ่งเหล่านี้ในรัฐบาลอนุทิน ปี’69 ซึ่งวิกฤตน้ำมันรุนแรงกว่าปี’54 หลายเท่าตัว ซึ่งสถานการณ์ที่ปั่นป่วนแบบนี้ภาคธุรกิจหรือภาคประชาชนจะเบาใจลงได้ก็ต้องมีรัฐบาลที่เดินนำหน้า ประกาศให้ชัดว่าจะมีแนวทางในการบริหารจัดการประเทศอย่างไร แต่เราไม่เห็นการแยกนโยบายเร่งด่วนออกมาเลย อ่านแล้วไม่เข้าใจว่ารัฐบาลจะจัดการราคาน้ำมันอย่างไร อ่านแล้วไม่เห็นภาพว่าจะมีบริหารการคลังอย่างไร ซึ่งมีพูดถึงการช่วยประชาชนไว้บ้างอยู่เล็กน้อย แต่ไม่ได้บอกชัดเจนว่าหมายถึงใครแล้วจะใช้วิธีไหน ซึ่งคนไทยทุกคนก็รู้สึกเปราะบางกันไปหมดแล้ว
.
นายวีระยุทธกล่าวด้วยว่า คำถามที่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจอยากรู้ที่สุดคือท่านจะจัดการเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างไรโดยเฉพาะในส่วนที่อยู่ในอำนาจของรัฐบาลแบบเต็มๆ ส่วนสิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการเตรียมมาตรการระยะกลาง ภาครัฐไทยในสถานการณ์แบบนี้ต้องมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อน แล้วถ้าบังเอิญโชคดีสงครามจบเร็วก็ให้ถือเป็นโบนัสในชีวิต ประเมินไว้เลยว่าหากสงครามลากยาว โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันก๊าซถูกทำลายส่งผลต่อเนื่องไปทั้งปี’69 เป็นอย่างน้อยท่านจะทำอย่างไร เพราะผลกระทบจะเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ แต่ต่อให้เป็นลูกโซ่ท่านต้องประเมินแบบมีโฟกัสรู้ว่าอะไรคือจุดสำคัญของห่วงโซ่ของลูกโซ่ผลกระทบแต่ละจุด โดยใช้ข้อมูลนำ สรุปคือในภาวะวิกฤตแบบนี้ต้องมีนโยบายเร่งด่วน ประกาศแนวทางให้ชัดว่าจะเอาอย่างไรกับราคาภาษีหรือการคลังหรือการช่วยเฉพาะกลุ่มเพื่อคลายความกังวลลดความไม่แน่นอนกับสังคมไทย และต้องมีนโยบายรับมือผลกระทบลูกโซ่ แต่ในภาวะแบบนี้มีวิธีการรับมือผลกระทบลูกโซ่ยังไม่พอ ต้องมีนโยบายเชิงรุกไปพร้อมกันด้วย รัฐบาลต้องถือธงนำสร้างภารกิจแห่งชาติร่วมกันประกาศให้คนไทยทุกคนเห็นความจำเป็นชัดเจน หนักแน่น และมุ่งมั่นเป็นภารกิจ ที่ทั้งรัฐและเอกชนทั้งประเทศจะไปด้วยกัน
.
เราขอเสนอว่าภารกิจสำคัญที่สุดตอนนี้คือการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทย ขณะที่ความมั่นคงทางพลังงานเราเสนอว่าต้องมีพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่องและราคาเอื้อมถึง และต้องปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทุกคนต้องเห็นว่าเดินไปสู่จุดหมายเดียวกัน ไม่ใช่ทำอย่างสะเปะสะปะ และย้ำว่าจะต้องไม่ใช้กลไกรัฐหรือกลไกมหาดไทย ไปบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะต้องทำให้คนรู้สึกร่วมกัน เพราะความมั่นคงทางพลังงาน จะทำให้นำไปสู่การสร้างงานใหม่งานดีให้กับสังคมไทย เป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้และทำให้เราทุกคนได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นไปด้วยกัน การทำนโยบายในภาวะวิกฤตต้องไม่จบแค่เชิงรับแต่ต้องมีเชิงรุกด้วย
.
“ต่อให้นโยบายดีหรือไม่ดีครบหรือหรือไม่ครบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแต่นโยบายจะสำเร็จไม่สำเร็จที่ผ่านมาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยพบแล้วว่าอยู่ที่สวนผสมของรัฐบาล เราเคยมีรัฐบาลทหารล้วน รัฐบาลพรรคเดียวนำ รัฐบาลผสมหลายพรรค ส่วนผสมคือตัวกำหนดระดับความสำเร็จ และถ้าถามว่ารัฐบาลอนุทิน 2 มีส่วนผสมอย่างไรผมคิดว่าเราเห็นตรงกันว่าเป็นการรวมตัวระหว่างบ้านใหญ่กับเทคโนแครต การเมืองบ้านใหญ่ก็มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง ส่วนการทำนโยบายสไตล์เทคโนแครต ก็มีจุดแข็งจุดอ่อนในตัวเองเช่นกัน ปัญหาคือเวลาเอามารวมกันต่างฝ่ายต่างยอมปิดตาข้างหนึ่งให้กันและกันเพื่อให้อยู่รวมกันได้ การเมืองบ้านใหญ่จริงๆ มีจุดเด่นอยู่ที่ความใจถึงพึ่งได้กล้าได้กล้าเสีย ตอนนี้ถ้าเป็นรัฐบาลบ้านใหญ่ล้วนๆ ผมคิดว่าเจอเรื่องน้ำมันแพงท่านจะกล้าสั่งลดภาษีสรรพสามิตไปแล้ว 7 บาท แต่พอท่านปิดตา ยอมฟังเทคโนแครต ท้วงติงเรื่องการจัดเก็บรายได้ กลัวโดนแปะป้ายว่าเป็นรัฐถังแตก บ้านใหญ่ก็ยอมไปทำส่วนง่ายๆ แทน เช่น การลดราคาหน้าโรงกลั่น ในทางกลับกันเทคโนแครต ซึ่งน่าจะมีจุดเด่นอยู่ที่การใช้หลักวิชาคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมและประสิทธิภาพความคุ้มค่าไม่พึ่งพาระบบอุปถัมภ์ แต่เมื่อมารวมกับบ้านใหญ่ก็ต้องยอมปิดตาเหมือนกัน ยอมให้ทำโครงการที่น่ากังขาจำนวนมาก อย่างโครงการ MotoGP ที่เจาะจงไปที่บางจังหวัด ถ้าคิดตามหลักการเทคโนแครตล้วนๆ ก็ไม่คุ้มที่จะทำแน่นอน เมื่อยอมปิดตาข้างนึงให้ฝ่ายบ้านใหญ่ โครงการแบบนี้ก็จะเกิดอีกจำนวนมากแลกกับการที่เทคโนแครตได้ร่วมรัฐบาลต่อไป ผมจึงเรียกระบอบนี้เป็นปิดตาธิปไตย ทำให้เราไม่ได้ทั้งรัฐบาลที่กล้าได้กล้าเสีย แบบบ้านใหญ่ แต่ก็ไม่ได้รัฐบาลที่มีหลักการแบบเทคโนแครตด้วย” นายวีระยุทธ กล่าว