อดีต ราชาแห่งแล็ปท็อป… เกิดอะไรขึ้นกับ “Toshiba”… เหลือไว้เพียงตำนาน ที่ค่อยๆถูกลืม

ย้อนกลับไปในช่วงยุคปี 2000 ถ้าพูดถึงแบรนด์อย่าง Toshiba พวกเขาคือราชาแห่งวงการแล็ปท็อปที่เข้าไปอยู่ในบ้านและที่ทำงานของคนทั่วโลก…

ในปี 2007 บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นแห่งนี้กวาดส่วนแบ่งตลาดแล็ปท็อปทั่วโลกไปได้ถึง 7.3% ตัวเลขนี้อาจจะดูธรรมดา แต่รู้หรือไม่ว่ามันสูงกว่าส่วนแบ่งตลาดแล็ปท็อปของ Apple ในปี 2018 เสียอีก

นอกจากจะเป็นเจ้าตลาดแล็ปท็อปแล้ว Toshiba ยังเป็นผู้เล่นระดับมหาอำนาจในวงการฮาร์ดไดรฟ์และหน่วยความจำ แถมพวกเขายังผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคแทบทุกชนิดที่เรานึกออก…

ภาพป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ของพวกเขาที่สว่างไสวอยู่กลาง Times Square เป็นเครื่องยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ มันคือสัญลักษณ์ที่บอกให้โลกรู้ว่านี่คือยุคทองของบริษัทแห่งนี้อย่างแท้จริง

แต่ภาพความยิ่งใหญ่เหล่านั้นกลับเลือนหายไปอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

สถานการณ์ของบริษัทพลิกกลับตาลปัตรจากหน้ามือเป็นหลังมือ รายได้ของพวกเขาหดหายไปกว่าครึ่ง

กำไรสุทธิที่เคยงอกเงยกลับหยุดนิ่งอยู่ในจุดที่แทบจะมองไม่เห็นเม็ดเงิน พวกเขาถูกต้อนให้จนมุมจนต้องตัดใจขายธุรกิจหลายส่วนที่เคยสร้างชื่อเสียงทิ้งไป…

เรื่องราวเลวร้ายลงไปอีกเมื่อพวกเขาถูกจับได้ว่ามีการทุจริตตกแต่งตัวเลขทางบัญชี ธุรกิจแล็ปท็อปที่เป็นตำนานต้องปิดตัวลง และบริษัทในเครือก็ถึงคราวต้องยื่นล้มละลาย

ความน่าตกใจคือเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น ยักษ์ใหญ่ที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดกลับกลายเป็นแบรนด์ที่คนรุ่นใหม่แทบจะไม่รู้จัก

คำถามที่น่าสนใจคือ Toshiba เติบโตขึ้นมาจนยิ่งใหญ่ขนาดนั้นได้อย่างไร แล้วจุดพลิกผันไหนที่ทำให้เส้นทางธุรกิจของพวกเขาต้องดิ่งลงเหวแบบกู่ไม่กลับ…

หลายคนอาจคิดว่าบริษัทเทคโนโลยีมักจะมีจุดเริ่มต้นในยุคอินเทอร์เน็ตเบ่งบาน แต่ความจริงแล้วรากฐานของ Toshiba นั้นถูกตอกเสาเข็มมาตั้งแต่ปี 1875

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อกระทรวงวิศวกรรมของญี่ปุ่นมอบหมายภารกิจสำคัญให้กับวิศวกรชื่อ Tanaka Hisashige เขาได้รับคำสั่งให้พัฒนาอุปกรณ์โทรเลขเพื่อยกระดับการสื่อสารของประเทศ

ในยุคนั้นโทรศัพท์ยังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาบนโลกด้วยซ้ำไป แม้โทรเลขจะมีใช้ในตะวันตกมานานแล้ว แต่ญี่ปุ่นเพิ่งจะเริ่มเปิดรับเทคโนโลยีนี้เพื่อผลักดันประเทศให้ทันสมัย…

ระหว่างการทำภารกิจนั้น Tanaka ได้ก่อตั้งบริษัทชื่อ Tanaka Seisakusho ขึ้นมา บริษัทแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นและเมล็ดพันธุ์ที่จะเติบโตไปเป็น Toshiba ในอนาคต

ในช่วงแรกพวกเขาเป็นเพียงผู้ผลิตอุปกรณ์โทรเลข สวิตช์ไฟฟ้า และอุปกรณ์สื่อสารพื้นฐาน

แต่เมื่อ Tanaka เสียชีวิตในปี 1881 ลูกชายของเขาก็เข้ามารับช่วงต่อและสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

เขาตัดสินใจขายหุ้นส่วนหนึ่งของบริษัทให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่จากอเมริกาอย่าง General Electric หรือ GE

การจับมือครั้งนี้ทำให้พวกเขาสามารถขยายธุรกิจไปสู่การผลิตตอร์ปิโดและทุ่นระเบิดป้อนให้กับกองทัพเรือญี่ปุ่น…

แต่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เมื่อกองทัพเรือเรียนรู้วิธีผลิตอาวุธได้เอง พวกเขาก็ยกเลิกสัญญา การสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ทำให้บริษัทขาดสภาพคล่องและเดินเข้าสู่สภาวะล้มละลายในที่สุด

ในปี 1893 ธนาคาร Mitsui ได้เข้ามาเทคโอเวอร์และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Shibaura Engineering Works

พวกเขาพยายามดิ้นรนด้วยการผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากังหันพลังน้ำและเครื่องส่งสัญญาณวิทยุ

แต่สินค้าเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถสร้างกระแสหรือทำกำไรที่น่าพอใจให้กับบริษัทได้ จนกระทั่งในปี 1910 พวกเขาตัดสินใจทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกับ GE อีกครั้ง…

การตัดสินใจครั้งนี้ช่วยให้ Shibaura ก้าวหน้าอย่างมากในอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลไฟฟ้าขนาดใหญ่

แต่โชคชะตาก็เล่นตลกเมื่อญี่ปุ่นต้องเผชิญกับเหตุการณ์ Great Kanto Earthquake ในปี 1923

แผ่นดินไหวครั้งประวัติศาสตร์พรากชีวิตผู้คนไปนับแสน และพนักงานของ Shibaura ก็อยู่ในนั้นด้วย

และเมื่อพวกเขาเพิ่งฟื้นฟูกิจการเสร็จ รัฐบาลก็สั่งห้ามผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อสงวนทรัพยากรไว้ใช้ในสงครามโลกครั้งที่สอง

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นในช่วงสงครามทำให้ความสัมพันธ์กับ GE สั่นคลอน ในปี 1939 Shibaura จึงตัดสินใจควบรวมกิจการกับบริษัทชื่อ Tokyo Denki…

Tokyo Denki เป็นบริษัทที่มุ่งเน้นผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กสำหรับผู้บริโภค เมื่อสองบริษัทมารวมกัน พวกเขาจึงกลายเป็น Tokyo Shibaura Denki ที่มีสินค้าครอบคลุมทุกมิติ

ตลอดช่วงสงคราม โรงงานของพวกเขาตกเป็นเป้าโจมตีและถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักจากการผลิตวิทยุให้กองทัพ

แต่สัญญาจากภาครัฐนี่เองที่ช่วยพยุงให้พวกเขามีสายป่านยาวกว่าคู่แข่งหลายรายที่ต้องปิดตัวลง

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง พวกเขาก็ไล่ซื้อบริษัทวิศวกรรมที่บอบช้ำจากสงครามมารวมไว้ด้วยกัน จนกลายเป็นกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่พร้อมจะผงาดขึ้นเป็นผู้นำในยุคฟื้นฟูประเทศ…

และแล้วยุคทองของพวกเขาก็เริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษต่อมา Tokyo Shibaura Denki ทยอยปล่อยนวัตกรรมเปลี่ยนโลกออกมาอย่างไม่ขาดสาย

เริ่มต้นจากคอมพิวเตอร์ดิจิทัล TAC ในปี 1954 ตามติดมาด้วยทีวีทรานซิสเตอร์และเตาไมโครเวฟในปี 1959 ความสำเร็จยังคงดำเนินต่อไปจนถึงการประดิษฐ์ระบบสแกน MRI และแล็ปท็อปในช่วงยุค 1970 ถึง 1980

พวกเขาขยายอาณาจักรด้วยการตั้งบริษัทในเครือมากมายเพื่อครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม

และในที่สุดในปี 1984 พวกเขาก็นำคำว่า Tokyo และ Shibaura มารวมกันจนเกิดเป็นชื่อ Toshiba อย่างเป็นทางการ…

เส้นทางของบริษัทดูเหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบและมุ่งหน้าสู่ความสำเร็จแบบไร้ขีดจำกัด

ในปี 2001 พวกเขาจับมือกับ Orion Electric เพื่อบุกตลาดโทรทัศน์ในอเมริกาเหนืออย่างเต็มกำลัง

ความร่วมมือนี้ราบรื่นมากจนบริษัทกล้าที่จะหยุดสายการผลิตทีวีจอแก้วและทีวีพลาสมาของตัวเอง

แต่น่าเสียดายที่สัญญาพันธมิตรนี้มีอายุเพียงแค่ 7 ปี และทั้งสองก็ต้องแยกทางกันในปี 2008

นั่นคือช่วงเวลาที่ธุรกิจเดินทางมาถึงจุดสูงสุดโดยที่ผู้บริหารเองก็อาจจะไม่รู้ตัว

พวกเขาเฉลิมฉลองความสำเร็จด้วยการซื้อป้ายโฆษณาที่ Times Square ในปี 2007 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ…

ป้ายโฆษณานั้นทำหน้าที่นับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ให้กับผู้คนทั่วโลกมาตลอด 11 ปี

แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันอาจจะเป็นการนับถอยหลังสู่ความล่มสลายของบริษัทเองเสียมากกว่า

จุดเริ่มต้นของหายนะมาจากการที่บริษัทเลือกเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดกับพลังงานนิวเคลียร์

ในปี 2006 Toshiba ทุ่มเงินมหาศาลถึง 5.4 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อซื้อกิจการ Westinghouse Electric

ผู้บริหารในตอนนั้นมองว่าถ่านหินและน้ำมันไม่ใช่คำตอบของอนาคต ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนก็ยังผลิตกระแสไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ พลังงานนิวเคลียร์จึงกลายเป็นความหวังใหม่…

พวกเขาประเมินทิศทางลมผิดพลาดอย่างรุนแรงและยอมจ่ายแพงกว่าที่ควรจะเป็นถึง 3 เท่า

ผู้บริหารระดับสูงประกาศกร้าวว่าอุตสาหกรรมนี้จะเติบโตขึ้นถึง 50% ภายในปี 2020

แต่ในโลกของความเป็นจริง การผลิตพลังงานนิวเคลียร์แทบจะหยุดนิ่งมาตั้งแต่ปี 2000 แล้ว

และสิ่งที่ทำลายความหวังของพวกเขาจนหมดสิ้นก็คือเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2011

ภัยพิบัติครั้งนั้นทำลายระบบหล่อเย็นของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ Fukushima Daiichi จนเกิดการหลอมละลาย อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ครั้งเลวร้ายที่สุดบังคับให้ญี่ปุ่นต้องสั่งปิดเครื่องปฏิกรณ์และระงับการลงทุนทั้งหมดทันที…

หลายประเทศทั่วโลกต่างก็ตื่นตระหนกและหันหลังให้กับพลังงานนิวเคลียร์ตามญี่ปุ่นไปติดๆ

แม้ผู้บริหารจะพยายามสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน แต่สถานการณ์กลับย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

ลูกค้ารายใหญ่อย่าง Chicago Bridge & Iron Company ตัดสินใจปิดแผนกนิวเคลียร์ทิ้ง เพื่อรักษาหน้าสัญญาเอาไว้ Westinghouse จึงต้องเข้าไปซื้อแผนกนั้นมาแบกรับไว้เสียเอง

สัญญาที่ไม่สร้างผลกำไรกลายเป็นภาระก้อนโตที่ฉุดรั้งสถานะทางการเงินของบริษัท

เมื่อถึงจุดที่ตระหนักได้ว่านี่อาจเป็นจุดจบ ในปี 2017 บริษัทแม่จึงปล่อยให้ Westinghouse ยื่นล้มละลาย…

การเดิมพันกับนิวเคลียร์ไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาสูญเสียเงินมหาศาล แต่มันยังดึงทรัพยากรและความสนใจทั้งหมดไปจากธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นหัวใจหลัก

ผลที่ตามมาคือพวกเขาพลาดโอกาสสำคัญในการขึ้นขบวนรถไฟแห่งการปฏิวัติอุปกรณ์พกพา แบรนด์แล็ปท็อปที่เคยยิ่งใหญ่ค่อยๆ ถูกกลืนหายไปจากความทรงจำของผู้บริโภค

ความจริงที่เจ็บปวดคือผู้คนไม่ได้ซื้อแล็ปท็อปของพวกเขาเพราะความผูกพันกับแบรนด์

แต่พวกเขาตัดสินใจซื้อเพียงเพราะมันเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์การใช้งาน ราคาจับต้องได้ และทนทาน…

เมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านและกำไรจากการขายฮาร์ดแวร์ลดลงจนเข้าใกล้ศูนย์ คู่แข่งอย่าง Dell และ HP เลือกที่จะปรับตัวและหารายได้จากวิธีอื่นมาทดแทน

แต่บริษัทกลับกอดรัดอดีตและปรับตัวไม่ทันกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงของตลาด

ในที่สุดพวกเขาก็ต้องยอมจำนนและประกาศถอนตัวจากวงการแล็ปท็อปในปี 2020 หลังจากต่อสู้มานานถึง 35 ปี

วิกฤตการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับตลาดแล็ปท็อปเท่านั้น ธุรกิจโทรทัศน์ก็เผชิญหน้ากับความล้มเหลวไม่ต่างกัน

พวกเขาพยายามดันเทคโนโลยีทีวี 3 มิติเข้าสู่ตลาด แต่ผู้บริโภคกลับมองว่ามันเป็นแค่ลูกเล่นที่ฉาบฉวย…

ความพ่ายแพ้ในสงครามสื่อบันเทิงที่พวกเขาเป็นหัวหอกสนับสนุนแผ่น HD DVD ก็ยิ่งซ้ำเติมบาดแผล

เมื่อสตูดิโอภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่เลือกที่จะเดินตามเส้นทางของ Blu-ray พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมแพ้

แม้ในท้ายที่สุดรูปแบบแผ่นดิสก์จะกลายเป็นสิ่งล้าสมัยไปตามกาลเวลา แต่มันก็สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการอ่านทิศทางอนาคตได้อย่างชัดเจน
Page : ด.ดล Blog
(📌ต่อที่ คห.1)
⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่