คือที่ผ่านมานะครับ ผมรู้สึกเสียดายชีวิตกับหลาย ๆ อย่างมากครับ ด้วยความที่ว่าตอนเด็ก ๆ มันอ่อนต่อโลกค่อนข้างมาก แบบชนิดที่ว่าไม่รู้จักโลกภายนอกมากพอ กว่าจะมารู้ถึงข้อมูลโลกภายนอกก็ปาไปอายุจะเลข 2 แล้วครับ จะขอเล่าเลยว่า
ปัจจุบันผมเรียนปริญญาตรีใบแรก สาขาวิชาภาษาอังกฤษ (ศศ.บ.) ซึ่งปีนี้กำลังจะขึ้นปีที่ 4 แล้วครับ ผมต้องยอมรับกับตัวเองครับว่า ผมหัวไม่ดีแหละครับ แม้ว่าจะส่งงานครบตรงตามเวลาทุกอย่าง เข้ากิจกรรมภาคบังคับทุกครั้ง เข้าเรียนทุกวัน แต่ตามปกติของทุกมหาวิทยาลัยคือเน้นคะแนนสอบเป็นหลักมากกว่าคะแนนงาน, จิตพิสัย และงานกลุ่มในการออกเกรดครับ แรก ๆ กู้กยศ. มา 5 ภาคเรียน แต่ด้วยความซับซ้อนของมหาวิทยาลัย ทางบ้านก็เลยส่งเสียค่าเล่าเรียนที่เหลือมาจนถึงปัจจุบัน
ตอนนั้นถึงไม่มีโอกาสสอบเข้าเตรียมฯ เพราะไม่รู้จักเตรียมฯ แม้กระทั่งโรงเรียนประจำจังหวัดก็ไม่มีโอกาสสอบเข้าเลยครับ ส่วนหนึ่งก็คือผมไม่กล้าที่จะเอ่ยปากขอพ่อแม่ว่า ขอลองสอบเข้าโรงเรียน ๆ ดัง ณ ตอนนั้นครับ พ่อแม่พาไปสมัครเรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเรียนเอกชน 2 แห่ง แต่เขาก็ไม่รับและอ้างว่า "เกรดผมต่ำกว่า 3.00" ใช่ครับ เกรดเฉลี่ยม.ต้นของผมต่ำกว่า 3.00 ครับหลังจากผมจบมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งครับ ก็เลยกลายเป็นว่าไปเรียนสายวิชาชีพ (ปวช.) แทน ณ วิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งครับ
ระหว่างนั้นผมก็อยากเรียนรด. (นศท.) เพราะว่ามันเท่ดีนะครับ แบบเท่ไปเรียนไปครับ แต่ทางบ้านบอกว่า "อย่าไปสมัครรด. นะ ถ้าเขาถาม" แล้วพออธิบายให้พ่อแม่เรื่องรด. อีกครั้ง เขาก็บอกว่า "แล้วเพื่อน ๆ สอบติดรด. กี่คนล่ะ?" ซึ่งทั้งห้องสอบติดรด. 2 คน
แล้วพอผมสอบ TCAS66 เข้ามหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมากที่สุดเลยก็คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครับ แต่คะแนนเฉลี่ยผมต่ำกว่า 50 โดยรวมครับ จึงทำให้สอบไม่ติดสักที่ ก็เลยต้องมาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏในจังหวัดผมเป็นการเรียนใกล้บ้านครับ ทั้ง ๆ ที่ผมควรจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วยซ้ำครับ แต่ก็ลืมบอกกับทางบ้านไปครับ
และพอผมทบทวนตัวเองว่าผมไม่เหมาะกับมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งนี้ ผมก็เลยอยากเทียบโอนย้ายไปมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ทางบ้านเขาว่า "ม.รามกับมสธ. จบยากกว่าที่นี่นะ เน้นคะแนนสอบเพรียว ๆ กว่าที่นี่ โอกาสจบจะน้อยมาก" ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าจริงหรือเปล่าครับ? แต่ผมว่ามันก็เรียนจบยากมากเท่ากันทุกที่ไม่ใช่เหรอครับ? เพราะความเป็นคุณภาพและมาตรฐานในการสร้างคนขึ้นมาครับ
จริง ๆ ผมอยากฝากสลากออมสิน, สลากออมทรัพย์ ธกส. และสลากออมทรัพย์ ธอส. มาตั้งแต่อายุราว ๆ 15 - 16 แล้วครับ แต่ทางบ้านบอกแตว่า "ไว้เรียนจบและทำงานก่อน เพราะถ้าฝากสลากน้อยก็ถูกยาก" เหตุผลเดียวกับการทำบัตรเลยครับ แต่ถ้าผมย้อนกลับไปได้ ผมก็คงจะฝากสลากธนาคารตั้งแต่อายุ 7 ปีเลยครับ เพราะเห็นว่าอายุ 7 ปีขึ้นไปก็สามารถฝากสลากได้แล้วครับ
จริง ๆ ผมพร้อมที่จะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยตั้งแต่อายุ 18 แล้วครับ เพราะอยากฝึกประสบการณ์และปรับตัวเข้ากับโลกแห่งการทำงานให้มากขึ้นครับ โดยครั้งแรกตอนปวช.3 / ม.6 ผมกะจะสมัครงานพาร์ทไทม์ที่ KFC แต่ทางบ้านบอก "ไม่เห็นด้วย" ก็เลยถอนตัวออก พอผมจะเริ่มจริงจังกับการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยมากขึ้น ทางบ้านก็ห้ามผมเลยครับ โดยครั้งที่สองเมื่อราว พ.ค. 2568 ที่เกือบได้งานในช่วงปิดเทอมคือ PC ของแบรนด์ Haier ที่บิ๊กซีในตัวเมืองครับ แต่ HR เขาเคร่งเรื่องการแต่งกายมาก ๆ ครับ ซึ่งผมคิดไว้ว่า ถ้าผมแต่งชุดเสื้อขาวกับกางเกงดำไปแบบนั้น ทางบ้านต้องจับได้และดุด่าว่ากล่าวผมแน่ว่าไปทำงาน ก็เลยถอนตัวออก (ไม่ได้ว่า HR นะครับ เข้าใจว่าเป็นสุภาพชนครับ) ครั้งที่สามที่เกือบได้งานเมื่อราว มี.ค. 2569 คือช่วงปิดเทอมฤดูร้อนบาวนี่แหละครับ เกือบจะได้เป็นพนักงานทำความสะอาดที่ร้านวัสสันในห้องแห่งหนึ่งแล้วครับ แต่ทางบ้านเตือนด้วยความเครียดและกังวลว่า "ทำงานด้วยวุฒิที่ต่ำกว่าปริญญาตรีแบบนี้มีโอกาสเผลอทำข้าวของเสียหายตอนทำงานได้นะ ถ้าทำข้าวของเสียหายคือจะต้องโดนหักเงิน ----> ทำงานฟรีเพื่อชดใช้ หนักที่สุดก็คือโดนจับกุม" พร้อมกับอธิบายถึงโลกแห่งความเป็นจริงว่า "ต่อให้เรียนจบปริญญาตรีก็ต้องยกของตอนทำงานอยู่ดีนะ ถ้านักการภารโรงเขาลา แต่ต้องเก็บในห้องเก็บของทันที ถ้าแบบนี้ยังไงเขาก็ไม่ให้ผ่านการทดลองงานง่าย ๆ และไม่ให้เงินเดือนค่าแรงง่าย ๆ หรอก" จึงเป็นแรงกดดันให้ถอนตัวออกจากงาน ทั้ง ๆ ที่ผมวางแผนไว้ว่า จะนำเงินเก็บจากการทำงานพาร์ทไทม์ไปลงทุนพวกหุ้น, กองทุน, สลากออมทรัพย์และพันธบัตรไปเรื่อย ๆ ครับ แต่พอมาโดนแรงกดดันทางบ้านให้ถอนตัวออกจากงานแบบนี้คือต้องยุติหางานไปสักพักจนแพลนของผมพังทลายไปหมดเลยครับ
แล้วที่ผมเครียดและกังวลอยู่ตอนนี้ก็คือเกณฑ์ทหารครับ ปีนี้ผมไปผ่อนผันปีที่ 2 ครับ แต่หลังเรียนจบป.ตรีนี้ ก็ต้องไปเกณฑ์ทหารอยู่ดีครับ ซึ่งผมคิดว่าถ้าผมจะไปเป็นทหารหรือตำรวจนะครับ ผมขอสอบเข้าสัญญาบัตรดีกว่าไหมครับ?
นอกจากนั้นผมเข้าสู่พรรคการเมืองหนึ่งมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2566 ในวัย 19 ครับ พรรคการเมืองที่ผมสังกัดอยู่นี้นะครับ เดิมทีเคยขึ้นแท่นอันดับ 1 แต่เป็นฝ่ายค้านเพราะสมาชิกวุฒิสภา + พรรคอื่น ๆ เททิ้งไปครับ ว่าง ๆ ผมก็ไปช่วยงานพรรคเขาเป็นการจิตอาสาต่อประชาชนครับ ครั้งล่าสุดคือไปสังเกตการณ์การนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งใกล้บ้านครับ แต่พอหลังเลือกตั้งล่าสุด (8 ก.พ. 2569) นี่คือกลายเป็นว่า พรรคการเมืองผมตกอันดับและพ่ายแพ้ให้กับอีกพรรคเลยครับ ใน ๆ ผมจึงรู้สึกผิดหวังต่อพรรคเป็นอย่างยิ่งเลยครับ จึงได้ตรวจสอบพรรคว่า "ไปทำท่าไหนมาครับ ถึงได้พ่ายแพ้และตกอันดับแบบนี้ครับ?" แต่ภายนอกคือยินดีกับผู้ชนะทุกคนครับ
ด้วยความที่ชีวิตผมผมเลยรู้สึกว่ายอมแพ้กับชีวิตเลยครับ ยอมแพ้แบบว่า เกิดมาก็เป็นตัวถ่วงภาระของทุกคนอยู่ดีเลยครับ แพ้แบบหมดแรงที่จะอยู่ต่อเลยครับ ขนาดผมไปพบหมอจิตแพทย์/หมอจิตเวช หรือโทรหาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 พ่อแม่ก็เอาแต่ดุด่าว่ากล่าวผมว่า "บ้า" อย่างเดียวพร้อมเตือนว่า "ขืนยังไปหาหมออยู่แบบนี้ ทั้งเอกชนและราชการก็คงไม่มีใครรับลูกเข้าทำงานหรอก" ผมก็เลยแบบ "เครียดก็ไม่ได้ เศร้าไม่ได้เลยเหรอครับ? คนนะครับ ไม่ใช่หุ่นยนต์" ผมเลยโทษตัวเองว่า "ใช่สิ ผมเกิดมาก็ไร้ค่ามาก เป็นถ่วงของทุกคนอยู่แล้วนี่"
ผมเคยจีบผู้หญิงคนหนึ่งนะครับ เขารุ่นเดียวกับผมครับ เดิมทีเขาเป็นเพื่อนกันสมัยประถมครับ แต่ทักไปหาเขาเป็นระยะ ๆ แบบถามสารทุกข์สุกดิบ ครับ แต่ยังไม่ได้บอกเขาตรง ๆ แต่ผู้หญิงคนนั้นเขาไม่อ่านแชทและตอบแชทผมเป็นปี ๆ เลยครับ แบบเงียบหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุเลยครับ จนกระทั่งแม่ของผู้หญิงคนนั้นเขาทักมาว่าให้เลิกยุ่ง ก็เลยเลิกรากันไปครับ
จนชีวิตผิดเพี้ยนแบบนี้นะครับ ผมเลยมองดูรูปภาพผมสมัยตอนเป็นเด็ก ก็เลยอยากรู้ว่า เป็นไปได้หรือไม่ครับที่จะมีโอกาสย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้? ตอนนี้ชีวิตผมมันผิดเพี้ยนมากขึ้นจนไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไรแล้วครับ?
และผมจึงคิดแนวทางไว้แบบนี้ว่า
- ควรทุ่มเทและอุทิศตนให้กับพรรคการเมืองให้ถึงที่สุดเลยไหม? เพราะวางแผนไว้ว่าจะลงเลือกตั้งส.ส. เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศชาติบ้านเมืองและปฏิรูประบบต่าง ๆ นานาให้ดีขึ้น ผมไม่อยากให้ทุกคนต้องมาลำบากแบบที่ผมเจอมา ควรทำอย่างไรบ้าง?
- ถ้าย้อนอดีตกลับไปได้ ควรย้อนเวลากลับไปตอนเป็นเด็กอย่างไรบ้างครับ? จะขอกลับไปแก้ไขชีวิตให้มันดีขึ้น เพราะเวลาโตขึ้นเป็นวัยผู้ใหญ่แล้วจะทำอะไรก็จะนึกวนลูปแต่ว่า ตอนสมัยเรียน เราเป็นแบบนี้นะ สมัยเด็กเราก็ทำแบบนี้นะ ซึ่งมันต่างกับปัจจุบันที่ริเริ่มสิ่งที่อยากทำมาตั้งแต่เด็กและวัยรุ่น
- ถ้าทำงานหลังเรียนจบป.ตรีและเกณฑ์ทหารเรียบร้อยแล้วแต่จะมาเรียนต่อป.ตรีใบที่สอง หรือป.โท ----> ป.เอกตอนอายุขนาดนี้ ถือว่าแปลกไหม?
- ถ้าลงทุนตอนอายุปูนนี้แล้ว ถือว่าแปลกไหม?
- ถ้าไปเที่ยวทะเล หรือย้ายไปอยู่ต่างประเทศตอนอายุปูนนี้ ถือว่าแปลกไหม?
- ผมเป็นคนที่เครียดฝังใจเรื่องราวต่าง ๆ ง่ายมาก ปล่อยให้มันเครียดจนถึงที่สุดได้เลยใช่ไหม? มีโอกาสที่จะเป็นเจ้าคิดเจ้าแค้นไหม?
ฯลฯ
ปล.หากมันดูแย่ก็ขออภัยด้วยนะครับ มันอัดอั้นตันใจจริง ๆ ครับ

เป็นไปได้หรือไม่ครับที่จะมีโอกาสย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้กับชนะเลือกตั้งทางการเมือง? ตอนนี้ชีวิตผมมันผิดเพี้ยนมากขึ้นเลย
ปัจจุบันผมเรียนปริญญาตรีใบแรก สาขาวิชาภาษาอังกฤษ (ศศ.บ.) ซึ่งปีนี้กำลังจะขึ้นปีที่ 4 แล้วครับ ผมต้องยอมรับกับตัวเองครับว่า ผมหัวไม่ดีแหละครับ แม้ว่าจะส่งงานครบตรงตามเวลาทุกอย่าง เข้ากิจกรรมภาคบังคับทุกครั้ง เข้าเรียนทุกวัน แต่ตามปกติของทุกมหาวิทยาลัยคือเน้นคะแนนสอบเป็นหลักมากกว่าคะแนนงาน, จิตพิสัย และงานกลุ่มในการออกเกรดครับ แรก ๆ กู้กยศ. มา 5 ภาคเรียน แต่ด้วยความซับซ้อนของมหาวิทยาลัย ทางบ้านก็เลยส่งเสียค่าเล่าเรียนที่เหลือมาจนถึงปัจจุบัน
ตอนนั้นถึงไม่มีโอกาสสอบเข้าเตรียมฯ เพราะไม่รู้จักเตรียมฯ แม้กระทั่งโรงเรียนประจำจังหวัดก็ไม่มีโอกาสสอบเข้าเลยครับ ส่วนหนึ่งก็คือผมไม่กล้าที่จะเอ่ยปากขอพ่อแม่ว่า ขอลองสอบเข้าโรงเรียน ๆ ดัง ณ ตอนนั้นครับ พ่อแม่พาไปสมัครเรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเรียนเอกชน 2 แห่ง แต่เขาก็ไม่รับและอ้างว่า "เกรดผมต่ำกว่า 3.00" ใช่ครับ เกรดเฉลี่ยม.ต้นของผมต่ำกว่า 3.00 ครับหลังจากผมจบมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งครับ ก็เลยกลายเป็นว่าไปเรียนสายวิชาชีพ (ปวช.) แทน ณ วิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งครับ
ระหว่างนั้นผมก็อยากเรียนรด. (นศท.) เพราะว่ามันเท่ดีนะครับ แบบเท่ไปเรียนไปครับ แต่ทางบ้านบอกว่า "อย่าไปสมัครรด. นะ ถ้าเขาถาม" แล้วพออธิบายให้พ่อแม่เรื่องรด. อีกครั้ง เขาก็บอกว่า "แล้วเพื่อน ๆ สอบติดรด. กี่คนล่ะ?" ซึ่งทั้งห้องสอบติดรด. 2 คน
แล้วพอผมสอบ TCAS66 เข้ามหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมากที่สุดเลยก็คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครับ แต่คะแนนเฉลี่ยผมต่ำกว่า 50 โดยรวมครับ จึงทำให้สอบไม่ติดสักที่ ก็เลยต้องมาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏในจังหวัดผมเป็นการเรียนใกล้บ้านครับ ทั้ง ๆ ที่ผมควรจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วยซ้ำครับ แต่ก็ลืมบอกกับทางบ้านไปครับ
และพอผมทบทวนตัวเองว่าผมไม่เหมาะกับมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งนี้ ผมก็เลยอยากเทียบโอนย้ายไปมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ทางบ้านเขาว่า "ม.รามกับมสธ. จบยากกว่าที่นี่นะ เน้นคะแนนสอบเพรียว ๆ กว่าที่นี่ โอกาสจบจะน้อยมาก" ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าจริงหรือเปล่าครับ? แต่ผมว่ามันก็เรียนจบยากมากเท่ากันทุกที่ไม่ใช่เหรอครับ? เพราะความเป็นคุณภาพและมาตรฐานในการสร้างคนขึ้นมาครับ
จริง ๆ ผมอยากฝากสลากออมสิน, สลากออมทรัพย์ ธกส. และสลากออมทรัพย์ ธอส. มาตั้งแต่อายุราว ๆ 15 - 16 แล้วครับ แต่ทางบ้านบอกแตว่า "ไว้เรียนจบและทำงานก่อน เพราะถ้าฝากสลากน้อยก็ถูกยาก" เหตุผลเดียวกับการทำบัตรเลยครับ แต่ถ้าผมย้อนกลับไปได้ ผมก็คงจะฝากสลากธนาคารตั้งแต่อายุ 7 ปีเลยครับ เพราะเห็นว่าอายุ 7 ปีขึ้นไปก็สามารถฝากสลากได้แล้วครับ
จริง ๆ ผมพร้อมที่จะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยตั้งแต่อายุ 18 แล้วครับ เพราะอยากฝึกประสบการณ์และปรับตัวเข้ากับโลกแห่งการทำงานให้มากขึ้นครับ โดยครั้งแรกตอนปวช.3 / ม.6 ผมกะจะสมัครงานพาร์ทไทม์ที่ KFC แต่ทางบ้านบอก "ไม่เห็นด้วย" ก็เลยถอนตัวออก พอผมจะเริ่มจริงจังกับการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยมากขึ้น ทางบ้านก็ห้ามผมเลยครับ โดยครั้งที่สองเมื่อราว พ.ค. 2568 ที่เกือบได้งานในช่วงปิดเทอมคือ PC ของแบรนด์ Haier ที่บิ๊กซีในตัวเมืองครับ แต่ HR เขาเคร่งเรื่องการแต่งกายมาก ๆ ครับ ซึ่งผมคิดไว้ว่า ถ้าผมแต่งชุดเสื้อขาวกับกางเกงดำไปแบบนั้น ทางบ้านต้องจับได้และดุด่าว่ากล่าวผมแน่ว่าไปทำงาน ก็เลยถอนตัวออก (ไม่ได้ว่า HR นะครับ เข้าใจว่าเป็นสุภาพชนครับ) ครั้งที่สามที่เกือบได้งานเมื่อราว มี.ค. 2569 คือช่วงปิดเทอมฤดูร้อนบาวนี่แหละครับ เกือบจะได้เป็นพนักงานทำความสะอาดที่ร้านวัสสันในห้องแห่งหนึ่งแล้วครับ แต่ทางบ้านเตือนด้วยความเครียดและกังวลว่า "ทำงานด้วยวุฒิที่ต่ำกว่าปริญญาตรีแบบนี้มีโอกาสเผลอทำข้าวของเสียหายตอนทำงานได้นะ ถ้าทำข้าวของเสียหายคือจะต้องโดนหักเงิน ----> ทำงานฟรีเพื่อชดใช้ หนักที่สุดก็คือโดนจับกุม" พร้อมกับอธิบายถึงโลกแห่งความเป็นจริงว่า "ต่อให้เรียนจบปริญญาตรีก็ต้องยกของตอนทำงานอยู่ดีนะ ถ้านักการภารโรงเขาลา แต่ต้องเก็บในห้องเก็บของทันที ถ้าแบบนี้ยังไงเขาก็ไม่ให้ผ่านการทดลองงานง่าย ๆ และไม่ให้เงินเดือนค่าแรงง่าย ๆ หรอก" จึงเป็นแรงกดดันให้ถอนตัวออกจากงาน ทั้ง ๆ ที่ผมวางแผนไว้ว่า จะนำเงินเก็บจากการทำงานพาร์ทไทม์ไปลงทุนพวกหุ้น, กองทุน, สลากออมทรัพย์และพันธบัตรไปเรื่อย ๆ ครับ แต่พอมาโดนแรงกดดันทางบ้านให้ถอนตัวออกจากงานแบบนี้คือต้องยุติหางานไปสักพักจนแพลนของผมพังทลายไปหมดเลยครับ
แล้วที่ผมเครียดและกังวลอยู่ตอนนี้ก็คือเกณฑ์ทหารครับ ปีนี้ผมไปผ่อนผันปีที่ 2 ครับ แต่หลังเรียนจบป.ตรีนี้ ก็ต้องไปเกณฑ์ทหารอยู่ดีครับ ซึ่งผมคิดว่าถ้าผมจะไปเป็นทหารหรือตำรวจนะครับ ผมขอสอบเข้าสัญญาบัตรดีกว่าไหมครับ?
นอกจากนั้นผมเข้าสู่พรรคการเมืองหนึ่งมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2566 ในวัย 19 ครับ พรรคการเมืองที่ผมสังกัดอยู่นี้นะครับ เดิมทีเคยขึ้นแท่นอันดับ 1 แต่เป็นฝ่ายค้านเพราะสมาชิกวุฒิสภา + พรรคอื่น ๆ เททิ้งไปครับ ว่าง ๆ ผมก็ไปช่วยงานพรรคเขาเป็นการจิตอาสาต่อประชาชนครับ ครั้งล่าสุดคือไปสังเกตการณ์การนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งใกล้บ้านครับ แต่พอหลังเลือกตั้งล่าสุด (8 ก.พ. 2569) นี่คือกลายเป็นว่า พรรคการเมืองผมตกอันดับและพ่ายแพ้ให้กับอีกพรรคเลยครับ ใน ๆ ผมจึงรู้สึกผิดหวังต่อพรรคเป็นอย่างยิ่งเลยครับ จึงได้ตรวจสอบพรรคว่า "ไปทำท่าไหนมาครับ ถึงได้พ่ายแพ้และตกอันดับแบบนี้ครับ?" แต่ภายนอกคือยินดีกับผู้ชนะทุกคนครับ
ด้วยความที่ชีวิตผมผมเลยรู้สึกว่ายอมแพ้กับชีวิตเลยครับ ยอมแพ้แบบว่า เกิดมาก็เป็นตัวถ่วงภาระของทุกคนอยู่ดีเลยครับ แพ้แบบหมดแรงที่จะอยู่ต่อเลยครับ ขนาดผมไปพบหมอจิตแพทย์/หมอจิตเวช หรือโทรหาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 พ่อแม่ก็เอาแต่ดุด่าว่ากล่าวผมว่า "บ้า" อย่างเดียวพร้อมเตือนว่า "ขืนยังไปหาหมออยู่แบบนี้ ทั้งเอกชนและราชการก็คงไม่มีใครรับลูกเข้าทำงานหรอก" ผมก็เลยแบบ "เครียดก็ไม่ได้ เศร้าไม่ได้เลยเหรอครับ? คนนะครับ ไม่ใช่หุ่นยนต์" ผมเลยโทษตัวเองว่า "ใช่สิ ผมเกิดมาก็ไร้ค่ามาก เป็นถ่วงของทุกคนอยู่แล้วนี่"
ผมเคยจีบผู้หญิงคนหนึ่งนะครับ เขารุ่นเดียวกับผมครับ เดิมทีเขาเป็นเพื่อนกันสมัยประถมครับ แต่ทักไปหาเขาเป็นระยะ ๆ แบบถามสารทุกข์สุกดิบ ครับ แต่ยังไม่ได้บอกเขาตรง ๆ แต่ผู้หญิงคนนั้นเขาไม่อ่านแชทและตอบแชทผมเป็นปี ๆ เลยครับ แบบเงียบหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุเลยครับ จนกระทั่งแม่ของผู้หญิงคนนั้นเขาทักมาว่าให้เลิกยุ่ง ก็เลยเลิกรากันไปครับ
จนชีวิตผิดเพี้ยนแบบนี้นะครับ ผมเลยมองดูรูปภาพผมสมัยตอนเป็นเด็ก ก็เลยอยากรู้ว่า เป็นไปได้หรือไม่ครับที่จะมีโอกาสย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้? ตอนนี้ชีวิตผมมันผิดเพี้ยนมากขึ้นจนไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไรแล้วครับ?
และผมจึงคิดแนวทางไว้แบบนี้ว่า
- ควรทุ่มเทและอุทิศตนให้กับพรรคการเมืองให้ถึงที่สุดเลยไหม? เพราะวางแผนไว้ว่าจะลงเลือกตั้งส.ส. เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศชาติบ้านเมืองและปฏิรูประบบต่าง ๆ นานาให้ดีขึ้น ผมไม่อยากให้ทุกคนต้องมาลำบากแบบที่ผมเจอมา ควรทำอย่างไรบ้าง?
- ถ้าย้อนอดีตกลับไปได้ ควรย้อนเวลากลับไปตอนเป็นเด็กอย่างไรบ้างครับ? จะขอกลับไปแก้ไขชีวิตให้มันดีขึ้น เพราะเวลาโตขึ้นเป็นวัยผู้ใหญ่แล้วจะทำอะไรก็จะนึกวนลูปแต่ว่า ตอนสมัยเรียน เราเป็นแบบนี้นะ สมัยเด็กเราก็ทำแบบนี้นะ ซึ่งมันต่างกับปัจจุบันที่ริเริ่มสิ่งที่อยากทำมาตั้งแต่เด็กและวัยรุ่น
- ถ้าทำงานหลังเรียนจบป.ตรีและเกณฑ์ทหารเรียบร้อยแล้วแต่จะมาเรียนต่อป.ตรีใบที่สอง หรือป.โท ----> ป.เอกตอนอายุขนาดนี้ ถือว่าแปลกไหม?
- ถ้าลงทุนตอนอายุปูนนี้แล้ว ถือว่าแปลกไหม?
- ถ้าไปเที่ยวทะเล หรือย้ายไปอยู่ต่างประเทศตอนอายุปูนนี้ ถือว่าแปลกไหม?
- ผมเป็นคนที่เครียดฝังใจเรื่องราวต่าง ๆ ง่ายมาก ปล่อยให้มันเครียดจนถึงที่สุดได้เลยใช่ไหม? มีโอกาสที่จะเป็นเจ้าคิดเจ้าแค้นไหม?
ฯลฯ
ปล.หากมันดูแย่ก็ขออภัยด้วยนะครับ มันอัดอั้นตันใจจริง ๆ ครับ