ไทยเคยเจอวิกฤตขาดแคลนน้ำมันในอดีต 2516 สมัยจอมพลถนอม
ตอนนั้นเค้าทำยังไง รอดตายกันมาได้
วิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันปี 2516 (Oil Shock 1973) เกิดจากกลุ่มอาหรับลดกำลังการผลิตและห้ามส่งออกน้ำมันไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล
ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จึงต้องตรา "พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516" เพื่อปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคุมราคาสินค้า และกำหนดเวลาปิดสถานบริการ
https://www.silpa-mag.com/history/article_162614
สาเหตุและผลกระทบสำคัญ (2516)
สงครามเย็นและสงครามอาหรับ-อิสราเอล: กลุ่มประเทศโอเปก (OPEC) ประกาศลดการผลิตและคว่ำบาตรส่งออกน้ำมันเพื่อกดดันทางการเมือง ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
ภาวะน้ำมันแพงในไทย: ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงและสินค้าขาดแคลน
มาตรการรับมือ: รัฐบาลออกกฎหมายพิเศษ ปันส่วนน้ำมัน ปิดป้ายราคาน้ำมัน จำกัดการปิดไฟป้ายโฆษณา และลดเวลาเปิด-ปิดห้างสรรพสินค้า
บริบทการเมือง: วิกฤตเศรษฐกิจนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนและนักศึกษา ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 14 ตุลาคม 2516
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง (พระราชกำหนดฯ 2516)
กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่นายกรัฐมนตรีในการควบคุม พลังงาน
มีการแก้ไขเพิ่มเติมและบังคับใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2520
ปัจจุบันยังถือเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่รัฐบาลมักนำมากล่าวถึงหรือเตรียมใช้เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานรุนแรง
ถ้าใช้จนน้ำมันสำรองใกล้หมด ต่อไปคงเจอ...
การล็อกดาวน์ (Lockdown) สามารถช่วยแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำมันได้ในแง่ของ "การลดความต้องการใช้ (Demand Side)" แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นตอของการผลิตหรือการจัดหา ข้อมูลจากการบังคับใช้มาตรการในอดีตและสถานการณ์ปัจจุบันชี้ให้เห็นผลกระทบดังนี้:
1. ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีนัยสำคัญ
การจำกัดการเดินทางและการขนส่งในช่วงล็อกดาวน์ส่งผลให้ยอดการใช้น้ำมันทั่วประเทศลดลงอย่างเห็นได้ชัด:
น้ำมันอากาศยาน: ลดลงกว่า 50% เนื่องจากเที่ยวบินพาณิชย์ถูกระงับ
น้ำมันเบนซินและดีเซล: ลดลงจากการทำงานที่บ้าน (WFH) และการลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ภาพรวม: ช่วยยืดระยะเวลาของสต๊อกน้ำมันที่มีอยู่ให้ใช้ได้นานขึ้นในยามวิกฤต
2. มาตรการ "ปลดล็อก" ที่รัฐมักนำมาใช้ควบคู่กัน
แทนที่จะใช้การล็อกดาวน์เพียงอย่างเดียว รัฐบาลมักเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาด (Supply Side) เช่น:
การปล่อยน้ำมันสำรอง: นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งปลดล็อก "น้ำมันสำรองตามกฎหมาย" เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันนำมาจำหน่ายให้ประชาชนได้ทันที
การยกเลิกโควตา: ผ่อนปรนข้อจำกัดทางกฎหมายบางประการเพื่อให้การกระจายน้ำมันจากคลังสู่สถานีบริการมีความคล่องตัวขึ้น
การใช้กฎหมายปี 2516: มีการเรียกร้องให้ใช้ พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อควบคุมราคารวมถึงป้องกันการกักตุนน้ำมัน
สรุป
การล็อกดาวน์ช่วย ประหยัด น้ำมันได้จริง แต่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงมาก
รัฐบาลจึงมักเลือกใช้วิธี "ปลดล็อกสำรอง" และ "ควบคุมการกักตุน" เป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหาในปัจจุบัน
เพื่อให้มีน้ำมันหมุนเวียนในระบบเพียงพอโดยไม่ต้องหยุดชะงักกิจกรรมของประชาชน
หวังว่าสงครามจะยุติหลังสงกรานต์ นะครับ

ตอนสงครามยมคิปปูร์ ไทยขาดแคลนน้ำมัน เค้าอยู่กันยังไง
ตอนนั้นเค้าทำยังไง รอดตายกันมาได้
วิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันปี 2516 (Oil Shock 1973) เกิดจากกลุ่มอาหรับลดกำลังการผลิตและห้ามส่งออกน้ำมันไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล
ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จึงต้องตรา "พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516" เพื่อปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคุมราคาสินค้า และกำหนดเวลาปิดสถานบริการ
https://www.silpa-mag.com/history/article_162614
สาเหตุและผลกระทบสำคัญ (2516)
สงครามเย็นและสงครามอาหรับ-อิสราเอล: กลุ่มประเทศโอเปก (OPEC) ประกาศลดการผลิตและคว่ำบาตรส่งออกน้ำมันเพื่อกดดันทางการเมือง ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
ภาวะน้ำมันแพงในไทย: ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงและสินค้าขาดแคลน
มาตรการรับมือ: รัฐบาลออกกฎหมายพิเศษ ปันส่วนน้ำมัน ปิดป้ายราคาน้ำมัน จำกัดการปิดไฟป้ายโฆษณา และลดเวลาเปิด-ปิดห้างสรรพสินค้า
บริบทการเมือง: วิกฤตเศรษฐกิจนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนและนักศึกษา ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 14 ตุลาคม 2516
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง (พระราชกำหนดฯ 2516)
กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่นายกรัฐมนตรีในการควบคุม พลังงาน
มีการแก้ไขเพิ่มเติมและบังคับใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2520
ปัจจุบันยังถือเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่รัฐบาลมักนำมากล่าวถึงหรือเตรียมใช้เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานรุนแรง
ถ้าใช้จนน้ำมันสำรองใกล้หมด ต่อไปคงเจอ...
การล็อกดาวน์ (Lockdown) สามารถช่วยแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำมันได้ในแง่ของ "การลดความต้องการใช้ (Demand Side)" แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นตอของการผลิตหรือการจัดหา ข้อมูลจากการบังคับใช้มาตรการในอดีตและสถานการณ์ปัจจุบันชี้ให้เห็นผลกระทบดังนี้:
1. ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีนัยสำคัญ
การจำกัดการเดินทางและการขนส่งในช่วงล็อกดาวน์ส่งผลให้ยอดการใช้น้ำมันทั่วประเทศลดลงอย่างเห็นได้ชัด:
น้ำมันอากาศยาน: ลดลงกว่า 50% เนื่องจากเที่ยวบินพาณิชย์ถูกระงับ
น้ำมันเบนซินและดีเซล: ลดลงจากการทำงานที่บ้าน (WFH) และการลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ภาพรวม: ช่วยยืดระยะเวลาของสต๊อกน้ำมันที่มีอยู่ให้ใช้ได้นานขึ้นในยามวิกฤต
2. มาตรการ "ปลดล็อก" ที่รัฐมักนำมาใช้ควบคู่กัน
แทนที่จะใช้การล็อกดาวน์เพียงอย่างเดียว รัฐบาลมักเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาด (Supply Side) เช่น:
การปล่อยน้ำมันสำรอง: นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งปลดล็อก "น้ำมันสำรองตามกฎหมาย" เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันนำมาจำหน่ายให้ประชาชนได้ทันที
การยกเลิกโควตา: ผ่อนปรนข้อจำกัดทางกฎหมายบางประการเพื่อให้การกระจายน้ำมันจากคลังสู่สถานีบริการมีความคล่องตัวขึ้น
การใช้กฎหมายปี 2516: มีการเรียกร้องให้ใช้ พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อควบคุมราคารวมถึงป้องกันการกักตุนน้ำมัน
สรุป
การล็อกดาวน์ช่วย ประหยัด น้ำมันได้จริง แต่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงมาก
รัฐบาลจึงมักเลือกใช้วิธี "ปลดล็อกสำรอง" และ "ควบคุมการกักตุน" เป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหาในปัจจุบัน
เพื่อให้มีน้ำมันหมุนเวียนในระบบเพียงพอโดยไม่ต้องหยุดชะงักกิจกรรมของประชาชน
หวังว่าสงครามจะยุติหลังสงกรานต์ นะครับ