กระทู้นี้เป็นการเขียนเอามันส์โดยเฉพาะ หลังจากที่เคยได้ดูละครเรื่องบัลลังก์เมฆ 2 เวอร์ชั่น จนได้พบถึงความแตกต่างละประเด็นที่น่าสนใจ ในการหยิบยกเพื่อนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ผ่านการวิเคราะห์ในมุมต่างๆ และการตีความที่แตกต่างกันของทั้ง 2 เวอร์ชั่น
• ความสัมพันธ์ของปานรุ้งกับคมขวัญ และปมในใจที่ส่งผลในการแสดงออกของปานรุ้งในวัยสาว
- 2536 แม้ปานรุ้งจะมีอคติกับแม่มากเพียงใด แต่เธอก็เลือกที่จะแสดงออกต่อแม่อย่างบทบาทของลูกสาวที่น่ารัก มีลูกอ้อน ปากหวานเจื้อยแจ้ว ทำให้นายแม่คมขวัญใจอ่อนและอบอุ่นใจบ่อยครั้ง ส่งผลให้คมขวัญตามใจปานรุ้งได้ง่ายมาก ซึ่งเป็นการตีความปานรุ้งในวัยสาวให้เป็นลูกคุณหนูออกแนวเจ้าหญิงที่เอาแต่ใจแบบโลกสวย แสดงตัวตนออกมาด้วยความมั่นใจแบบคุณนู้คุณหนู , ดูแพง อีกทั้งยังหยิ่งผยอง แต่หารู้ไม่ว่าเธอนั้นได้เก็บซ่อนปมในใจของเธอไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ ซึ่งไม่มีใครที่จะรู้ดีเท่านอกจากตัวเธอเอง
- 2558 ปานรุ้งแสดงออกถึงความไม่พอใจ , ต่อต้าน และ แสดงถึงอคติที่ไม่ดีต่อนายแม่อย่างชัดเจนและโจ่งแจ้ง ทำให้นายแม่คมขวัญเป็นทุกข์ใจบ่อยครั้ง ซึ่งการตีความปานรุ้งในเวอร์ชั่นนี้ทำให้รู้สึกว่าตัวละครอย่างปานรุ้งเป็นตัวแทนของเด็กมีปัญหา , ขาดความอบอุ่น และต้องการเรียกร้องความสนใจ โดยการแสดงออกของเธอที่ดูเหมือนจะมั่นใจ , เปรี้ยวแบบเผ็ดพริกขี้หนู และดูสตรองนั้น เกิดขึ้นมาจากปมในใจที่คอยวนเวียนอยู่ในหัวใจของเธอตลอดเวลา
• การแสดงและเมคอัพของปานรุ้งเมื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ 50+
การแสดง
- 2536 เห็นได้ชัดเจนระหว่างการแสดงของปานรุ้งในวัยสาวกับวัยผู้ใหญ่ว่าแตกต่างกันอย่างลิบลับ โดยปานรุ้งในวัยผู้ใหญ่นี้ คุณภัทราวดี ได้เลือกที่จะใช้การแสดงในรูปแบบของ "ผู้ที่ผ่านอะไรมามากจนปลง" เห็นได้จากการที่ปานรุ้งเมื่อถึงวัยผู้ใหญ่คุณภัทราวดีจะใช้การถ่ายทอดความรู้สึกผ่านน้ำเสียงที่ค่อนข้างเบาคล้ายกับการกระซิบแบบแหบๆแห้งๆ มีความนิ่ง , สงบขึ้น เหมือนตีความว่า ฉันเหนื่อยมาทั้งชีวิต และสูญเสียพลังงานไปมาก การพูดเบาๆคล้ายกับคนไม่มีแรงถือว่าเป็นการเก็บพลังให้ชีวิตฉันไม่เหนื่อยไปมากกว่านี้ อะไรทำนองนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าการตีความแบบนี้เป็นการตีความที่ลึกและมีชั้นเชิงของตัวละครมาก และรู้สึกถึงพลัง "ความสง่าแบบนางพญา" โดยที่ไม่ต้องเสียงดัง ยกเว้นฉากที่ปานรุ้งในวัยผู้ใหญ่จะต้องระเบิดอารมณ์ออกมาในบางซีน ซึ่งหลังจากที่เธอได้ระเบิดออกมาแล้ว บ่อยครั้งที่ปานรุ้งจะรู้สึกเหนื่อยและสูญเสียพลังงานไปเยอะมากด้วยช่วงอายุที่มากและสมควรที่จะพักผ่อน
- 2558 ปานรุ้งในวัยผู้ใหญ่ของเวอร์ชั่น คุณอ้อม พิยดา สะท้อนถึงความเป็นอัตลักษณ์ที่เสมอต้นเสมอปลาย คือรู้สึกว่าวัยสาวเธอเป็นยังไง วัยผู้ใหญ่เธอก็ยังเป็นเช่นนั้น (พบเห็นได้สำหรับคนที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนจริงๆไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี) ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเอาแต่ใจ , เจ้ากี้เจ้าการ ของเธอที่ติดตัวมาตั้งแต่วัยสาว ซึ่งก็พูดตรงๆว่าปานรุ้งวัยสาวกับวัยผู้ใหญ่นั้นไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยนอกจากความเป็นแม่ที่มีเพิ่มขึ้น ซึ่งก็ไม่ผิดถ้าหากจะตีความตัวละครปานรุ้งในวัยผู้ใหญ่ให้ออกมาทำนองนี้ มิหนำซ้ำ ปานรุ้งเวอร์ชั่นนี้ยิ่งอายุเยอะมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเอาแต่ใจมากขึ้นเท่านั้น จนสุดท้ายเมื่อถึงจุดไคลแม็กซ์ของเรื่อง คงจะทำให้ปานรุ้งในวัยนี้ได้กลับมาคิดทบทวนตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะสลัดนิสัยที่ไม่ดีในวัยสาวออกไปจากชีวิตเพื่อเพิ่มวุฒิภาวะให้กับตนเองได้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ (ซึ่งละครไม่ได้เล่าต่อ แต่คาดว่าถ้าละครเล่าไปจนถึงปานรุ้งแก่กว่านี้อีกสักนิด ตัวละครก็คงจะคิดเช่นนั้น)
เมคอัพ
- 2536 ขอชื่นชมเมคอัพของเวอร์ชั่นต้นฉบับว่าทำได้ยอดเยี่ยมจริงๆ สามารถทำให้ปานรุ้งในแต่ละช่วงวัย มีเอกลักษณ์บนใบหน้าที่เปลี่ยนไปตามอายุ ยิ่งปานรุ้งในวัยผู้ใหญ่นี่คือแบบแก่เลยแหละ ยิ่งวัยชราคือโอ้โหทีมงานนี่ใส่ใจในรายละเอียดมากอ่ะ แล้วบวกกับการแสดงคือทำให้เชื่อเลยว่าปานรุ้งดูมีอายุเยอะจริงๆ ได้ข่าวว่าจ้างช่างแต่งหน้ามืออาชีพมาจากต่างประเทศนี่นา
- 2558 บอกตามตรงว่าพัง รู้สึกว่าปานรุ้งไม่แก่เลย ทีมงานควรที่จะทำให้รู้สึกว่าปานรุ้งดูเป็นคนที่มีอายุมากกว่านี้ แค่ย้อมผมหงอกนิดหน่อยแบบในละครคือไม่พอจริงๆ ขนาดล่า 2017 ที่ห่างกันไม่กี่ปียังสามารถเปลี่ยน หมิว ลลิตา ให้เป็นคนแก่ได้เลย ซึ่งเหตุนี้เองทำให้เมคอัพของตัวละครส่งผลไปถึงการแสดงอย่างมาก รู้สึกเสียดาย
• ประเด็น "คนไม่สำคัญ" ของปรกกับปานรุ้ง
- 2536 ปรกมีตัดพ้อนิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับเป็นคนไม่สำคัญ เพราะในเรื่องปานรุ้งก็ดูจะรักปรกไม่น้อยหน้าไปกว่าใคร ซึ่งประเด็นของคนไม่สำคัญ หากใครอยากดูในเวอร์ชั่น 2536 อาจจะมีผิดหวังนิดหน่อย เพราะต้นฉบับไม่ค่อยได้เล่นประเด็นนี้
- 2558 หลังจากบัลลังก์เมฆได้ถูกนำมาสร้างเป็นละครเวที ปี 2544 ประเด็นของคนไม่สำคัญ ก็ยิ่งทวีคูณเพิ่มความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในบัลลังก์เมฆ เวอร์ชั่นถัดๆมา ซึ่งแน่นอนว่าเวอร์ชั่นปี 2558 เล่นประเด็นคนไม่สำคัญ ให้เหล่าคนดูได้น้ำตาแตกกันตามรอยของละครเวที ปล. ปรกเวอร์ชั่น กัน นภัทร มีอัลบั้มเพลงคนไม่สำคัญเป็นของตัวเองด้วย ซึ่งได้นำเพลงนี้มาประกอบในละครเวอร์ชั่นนี้ให้หายคิดถึง
• ความจริงแล้วปานวาดเป็นลูกใคร???
- 2536 ปานวาดเป็นลูกของปานรุ้งกับเกื้อ ซึ่งโดยส่วนตัวมีทั้งข้อดีและข้อเสียในบทนี้ ข้อดีคือเรื่องราวตอนที่ดำเนินไปถึงจุดพีคคือมันไม่ดาร์กจนเกินไป เป็นเรื่องราวที่พบเห็นได้ในชีวิตจริง ข้อเสียคือความไม่สมเหตุสมผล คือไม่เข้าใจว่าทำไมปานรุ้งจะต้องมีลูกกับเกื้อเพิ่มในยามที่ตนเองยังมีภาระค่าใช้จ่ายอยู่มาก ลำพังแค่ปานเทพกับปรก ก็ยังจะเอาไม่รอด รู้สึกว่ามันจะสมเหตุสมผลมากกว่าถ้าหากปานวาดเป็นลูกของวาสุเทพกับปานรุ้ง แต่เรื่องราวหลังจากนั้นคงจะดาร์กเกินไป
- 2558 บทละครปรับเปลี่ยนไปตามละครเวทีอีกแล้ว เนื่องจากละครเวทีเรื่องบัลลังก์เมฆ ปี 2550 ได้ปรับบทให้กระแทกใจคนดูมากขึ้นโดยการปรับให้ปานวาดเป็นลูกของวาสุเทพ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ปรับ เพราะในละครเวทีปี 2544 ก็ยังคงยึดบทประพันธ์เดิมเอาไว้คือปานวาดเป็นลูกเกื้อ ซึ่งพอมาถึงบัลลังก์เมฆเวอร์ชั่นละครโทรทัศน์ 2558 ก็ได้เดินตามรอยละครเวทีปี 2550 โดยการให้ปานวาดเป็นลูกวาสุเทพ และบัลลังก์เมฆเวอร์ชั่นต่อจากนี้ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ปานวาดเป็นลูกวาสุเทพตลอดไป
• การตีความอาการโรคจิตของกติยาที่แตกต่างกัน
- 2536 รับบทโดยคุณ ธัญญรัตน์ โลหะนันท์ ตอนที่ดูคือรู้สึกว่ากติยาเวอร์ชั่นนี้มีมิติของตัวละครที่อยากจะพูดคุยอยู่หลายจุดมาก เริ่มจากกติยาในวัยสาวที่ดูเป็นกุลสตรี , เรียบร้อย , อยู่ในกรอบของสังคม แต่จุดที่อยากจะพูดถึงเกี่ยวกับตัวละครนี้คือหลังจากที่วาสุเทพถอนหมั้นกับกติยา ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นี้กติยาก็ได้เปลี่ยนไปเป็นผู้หญิงเปรี้ยว (ให้นึกภาพนางร้ายในละครหลังข่าว) แต่ยังไม่ถึงกับบ้า เพิ่มเติมคือเธอมีความจิกกัด , หลอกด่า , ขี้ระแวง , อาละวาด แถมยังโมโหร้าย ชอบพูดแทงใจดำปานรุ้ง โดยกติยาเวอร์ชั่นนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น "ผู้ควบคุมและครอบครอง" วาสุเทพจนน่าอึดอัด และความแค้นจาก "สงครามประสาท" ของกติยาเวอร์ชั่นต้นฉบับคือหลังจากที่วาสุเทพทิ้งกติยากับลูกโดมไปอยู่กับปานรุ้ง ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เธอกลายเป็นบ้าแบบเต็มตัว โดยอาการทางจิตของกติยาเวอร์ชั่นนี้ถูกออกแบบมาให้คงภาพลักษณ์ของ "ผู้ดีเก่าที่เดาอารมณ์ไม่ถูก" ไม่ถึงกับปล่อยตัว แต่หารู้ไม่ว่าภาพลักษณ์ผู้ดีนั้น หากใครได้สัมผัสกับเธอจริงๆจะรู้ว่า "โคตรไบโพล่าร์" เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อารมณ์ขึ้นลงเหมือนรถไฟเหาะ การแสดงของคุณธัญญรัตน์ ทำให้ผู้ชมลุ้นและเดาไม่ออกเลยจริงๆว่าเธอจะทำอะไร ที่ชอบเป็นพิเศษคือกติยาเวอร์ชั่นนี้มีกลิ่นอายของความตลกคอมเมดี้อยู่นิดนึง บางฉากพอให้ได้หัวเราะกับการกระทำบ้าๆของเธอ แต่พอถึงซีนที่ต้องใช้อารมณ์ คุณธัญญรัตน์ ก็ได้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างเจ็บปวด ซึ่งในตอนท้ายกติยาหายบ้าและกลับตัวกลับใจมาใช้ชีวิตอยู่กับโดม แต่สุดท้ายผลกรรมที่เธอได้ทำก็ส่งผลให้โดมเสียชีวิต ปล. กิมมิคเล็กๆ ของกติยาเวอร์ชั่นนี้เวลาปรากฏตัวเธอมักจะใส่ชุดสีดำ โดยเธอมีคติประจำใจว่า "ฉันใส่ชุดดำเพื่อไว้อาลัยให้แก่ผู้ชายทั้งโลก" หลังจากที่วาสุเทพทิ้งเธอไป
- 2558 กติยาผู้แสนอ่อนหวาน มองโลกในแง่ดี มีจิตใจโอบอ้อมอารี และใสซื่อบริสุทธิ์ มากกว่าต้นฉบับมาก จนแทบจะมองไม่ออกว่าเธอจะทำเรื่องเลวร้ายลงไปได้ยังไง ซึ่งหลังจากที่โดนวาสุเทพถอนหมั้น กติยาก็ได้ตัดสินใจ "เปลี่ยนลุค" เป็นสาวแซ่บ แต่ทำได้แค่เปลี่ยนลุคภายนอกเท่านั้น เพราะภายในของเธอยังคงมีความรู้สึก "อ่อนไหว" อยู่ตลอดเวลา เวอร์ชั่นนี้กติยาค่อนข้างเก็บอารมณ์แบบแค้นแบบฝังหุ่น ไม่ค่อยแว้ดๆ กรี๊ดๆ เหมือนเวอร์ชั่นต้นฉบับ แต่พอหลังจากที่วาสุเทพทิ้งกติยาไปอยู่กับปานรุ้ง ทำให้กติยาเปิดโหมด "โรคจิตแบบสุดโต่ง" ทันที เธอไม่สนใจในด้านของภาพลักษณ์และค่อนข้างที่จะปล่อยตัวให้ดูโทรมไปมากจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม หรือเรียกอีกอย่างว่า "หมดอาลัยตายอยาก" หากเปรียบเทียบกับต้นฉบับ ความรู้สึกส่วนตัวมองว่า กติยาเวอร์ชั่นคุณน้ำฝน ดูจะแค้นกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับ แต่กติยาในเวอร์ชั่น คุณธัญญรัตน์ เล่นได้เป็นทุกข์กว่า แต่โดยรวมกติยาเวอร์ชั่นคุณน้ำฝน ดูเป็นกติยาที่บ้าแบบหลุดโลกเกินกว่าจะควบคุมไปเลย ซึ่งดูอันตรายกว่าต้นฉบับมาก และดูเหมือนว่าบทสรุปของกติยาเวอร์ชั่นนี้มีแนวโน้มสูงมากว่าจะไม่หายบ้าและดูจะหนักขึ้น เสียดายเวอร์ชั่นนี้กติยาไม่ได้ใส่ชุดดำไว้อาลัยผู้ชายทั้งโลกเหมือนต้นฉบับ ซึ่งเป็นเกร็ดเล็กๆที่เวอร์ชั่นนี้เลือกที่จะตัดออก
• ประเด็นการแบ่งแยกตัวละครในด้านชนชั้นวรรณะผ่านลักษณะนิสัยและการแสดงออก
- 2536 เห็นได้ชัดเจนว่าการแบ่งแยกลักษณะนิสัยของตัวละคร "ชาวบ้าน" กับตัวละคร "ผู้รากมากดี" นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งมองได้หลายแง่มุมและนับว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน (แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะด้วยบริบทของผู้คนในสมัยก่อนที่มองลักษณะนิสัยของผู้คนแต่ละชนชั้นอย่างค่อนข้าง "สุดโต่ง") เห็นได้ชัดจากตัวละครอย่าง "ยายปิ่น" ที่มักจะแสดงลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างมีความ "ถ่อย" แบบชาวบ้าน ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนถึงแนวคิดของคนชนชั้นล่างที่มีทัศนคติไม่ดีต่อคนชนชั้นสูงและระบบเศรษฐกิจที่กระทำต่อคนชนชั้นนี้ โดยมักจะมาจากปัญหาของความเหลื่อมล้ำในด้านต่างๆ ซึ่งสามารถตีความตัวละครอย่างยายปิ่นว่าเป็นตัวละครที่ออกแบบมาเพื่อนำเสนอแนวคิดปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะ รวมไปถึงตัวละครอย่าง "แม่ของวิรินทร์" ในเวอร์ชั่นนี้รับบทโดยคุณป๋องพิมพ์แข ซึ่งได้ถ่ายทอดให้ตัวละครนี้มีความ "โลภมากแบบกระหายต่อความสุขสบายทั้งๆที่ปากกัดตีนถีบ" ซึ่งการร้ายแบบชาวบ้านนั้นคงไม่อันตรายเท่าการร้ายแบบตัวละครอย่างผู้รากมากดี ที่มักจะสะท้อนให้เห็นถึง "คุณสมบัติผู้ดีจอมปลอม , ความเห็นแก่ตัว , การตีสองหน้า , การเลียแข้งเลียขา , การประจบสอพลอ , การใช้เส้น และ การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น" เห็นได้ชัดในหลายตัวละครอย่าง "ปานรุ้ง , คุณนวรัตน์ , คุณนิฤมล , คุณนายร้อยกรอง หรือแม้กระทั่ง คุณนายคมขวัญ" ซึ่งสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าถึงแม้แนวคิดของตัวละครที่เป็น "ผู้ดี" จะ "ร้ายกาจ" มากเพียงใด "การแสดงออกผ่านพฤติกรรม" ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เวอร์ชั่นนี้เลือกที่จะใช้ "การแสดงออกแบบผู้ดีมีการศึกษา" ในการปิดบังความชั่วร้ายและกิเลสของมนุษย์ที่พบเจอได้ในทุกชนชั้น
- 2558 เวอร์ชั่นนี้ถ่ายทอดตัวละครที่ต่างชนชั้นวรรณะได้อย่าง "เป็นกลาง" และ "มีความเป็นมนุษย์มากที่สุด" เวอร์ชั่นนี้ตีความตัวละครชนชั้นล่างว่า "ไม่จำเป็นที่จะต้องทำตัวถ่อย" และตีความตัวละครชนชั้นสูงว่า "ไม่จำเป็นที่จะต้องทำตัวเป็นผู้ดีตลอดเวลา" ยกตัวอย่างตัวละครอย่าง "แม่ของวิรินทร์" ที่เวอร์ชั่นนี้ไม่ได้มีความโลภ , ปากร้าย เหมือนเวอร์ชั่นต้นฉบับแต่อย่างใด เธอเป็นเพียง "มนุษย์" ที่มีฐานะ "ยากจน" คนหนึ่งที่สามารถทำตัวให้มีนิสัยเป็น "ผู้ดี" ได้ ดูจากการพูดจา ผิดกับคุณนายร้อยกรองแม่ของชูนาม ที่ถึงแม้จะดูเป็น "ผู้ดี" มากขนาดไหน แต่ในเมื่อ "นิสัย" อยู่ในจุดที่ "เลวแบบกู่ไม่กลับ" ความเป็น "ผู้ดี" แค่เปลือกนอกก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป
ความแตกต่างของบทระหว่าง บัลลังก์เมฆ 2536 กับ บัลลังก์เมฆ 2558 และการตีความตัวละครที่น่าหยิบยกมาพูดคุย
• ความสัมพันธ์ของปานรุ้งกับคมขวัญ และปมในใจที่ส่งผลในการแสดงออกของปานรุ้งในวัยสาว
- 2536 แม้ปานรุ้งจะมีอคติกับแม่มากเพียงใด แต่เธอก็เลือกที่จะแสดงออกต่อแม่อย่างบทบาทของลูกสาวที่น่ารัก มีลูกอ้อน ปากหวานเจื้อยแจ้ว ทำให้นายแม่คมขวัญใจอ่อนและอบอุ่นใจบ่อยครั้ง ส่งผลให้คมขวัญตามใจปานรุ้งได้ง่ายมาก ซึ่งเป็นการตีความปานรุ้งในวัยสาวให้เป็นลูกคุณหนูออกแนวเจ้าหญิงที่เอาแต่ใจแบบโลกสวย แสดงตัวตนออกมาด้วยความมั่นใจแบบคุณนู้คุณหนู , ดูแพง อีกทั้งยังหยิ่งผยอง แต่หารู้ไม่ว่าเธอนั้นได้เก็บซ่อนปมในใจของเธอไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ ซึ่งไม่มีใครที่จะรู้ดีเท่านอกจากตัวเธอเอง
- 2558 ปานรุ้งแสดงออกถึงความไม่พอใจ , ต่อต้าน และ แสดงถึงอคติที่ไม่ดีต่อนายแม่อย่างชัดเจนและโจ่งแจ้ง ทำให้นายแม่คมขวัญเป็นทุกข์ใจบ่อยครั้ง ซึ่งการตีความปานรุ้งในเวอร์ชั่นนี้ทำให้รู้สึกว่าตัวละครอย่างปานรุ้งเป็นตัวแทนของเด็กมีปัญหา , ขาดความอบอุ่น และต้องการเรียกร้องความสนใจ โดยการแสดงออกของเธอที่ดูเหมือนจะมั่นใจ , เปรี้ยวแบบเผ็ดพริกขี้หนู และดูสตรองนั้น เกิดขึ้นมาจากปมในใจที่คอยวนเวียนอยู่ในหัวใจของเธอตลอดเวลา
• การแสดงและเมคอัพของปานรุ้งเมื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ 50+
การแสดง
- 2536 เห็นได้ชัดเจนระหว่างการแสดงของปานรุ้งในวัยสาวกับวัยผู้ใหญ่ว่าแตกต่างกันอย่างลิบลับ โดยปานรุ้งในวัยผู้ใหญ่นี้ คุณภัทราวดี ได้เลือกที่จะใช้การแสดงในรูปแบบของ "ผู้ที่ผ่านอะไรมามากจนปลง" เห็นได้จากการที่ปานรุ้งเมื่อถึงวัยผู้ใหญ่คุณภัทราวดีจะใช้การถ่ายทอดความรู้สึกผ่านน้ำเสียงที่ค่อนข้างเบาคล้ายกับการกระซิบแบบแหบๆแห้งๆ มีความนิ่ง , สงบขึ้น เหมือนตีความว่า ฉันเหนื่อยมาทั้งชีวิต และสูญเสียพลังงานไปมาก การพูดเบาๆคล้ายกับคนไม่มีแรงถือว่าเป็นการเก็บพลังให้ชีวิตฉันไม่เหนื่อยไปมากกว่านี้ อะไรทำนองนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าการตีความแบบนี้เป็นการตีความที่ลึกและมีชั้นเชิงของตัวละครมาก และรู้สึกถึงพลัง "ความสง่าแบบนางพญา" โดยที่ไม่ต้องเสียงดัง ยกเว้นฉากที่ปานรุ้งในวัยผู้ใหญ่จะต้องระเบิดอารมณ์ออกมาในบางซีน ซึ่งหลังจากที่เธอได้ระเบิดออกมาแล้ว บ่อยครั้งที่ปานรุ้งจะรู้สึกเหนื่อยและสูญเสียพลังงานไปเยอะมากด้วยช่วงอายุที่มากและสมควรที่จะพักผ่อน
- 2558 ปานรุ้งในวัยผู้ใหญ่ของเวอร์ชั่น คุณอ้อม พิยดา สะท้อนถึงความเป็นอัตลักษณ์ที่เสมอต้นเสมอปลาย คือรู้สึกว่าวัยสาวเธอเป็นยังไง วัยผู้ใหญ่เธอก็ยังเป็นเช่นนั้น (พบเห็นได้สำหรับคนที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนจริงๆไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี) ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเอาแต่ใจ , เจ้ากี้เจ้าการ ของเธอที่ติดตัวมาตั้งแต่วัยสาว ซึ่งก็พูดตรงๆว่าปานรุ้งวัยสาวกับวัยผู้ใหญ่นั้นไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยนอกจากความเป็นแม่ที่มีเพิ่มขึ้น ซึ่งก็ไม่ผิดถ้าหากจะตีความตัวละครปานรุ้งในวัยผู้ใหญ่ให้ออกมาทำนองนี้ มิหนำซ้ำ ปานรุ้งเวอร์ชั่นนี้ยิ่งอายุเยอะมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเอาแต่ใจมากขึ้นเท่านั้น จนสุดท้ายเมื่อถึงจุดไคลแม็กซ์ของเรื่อง คงจะทำให้ปานรุ้งในวัยนี้ได้กลับมาคิดทบทวนตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะสลัดนิสัยที่ไม่ดีในวัยสาวออกไปจากชีวิตเพื่อเพิ่มวุฒิภาวะให้กับตนเองได้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ (ซึ่งละครไม่ได้เล่าต่อ แต่คาดว่าถ้าละครเล่าไปจนถึงปานรุ้งแก่กว่านี้อีกสักนิด ตัวละครก็คงจะคิดเช่นนั้น)
เมคอัพ
- 2536 ขอชื่นชมเมคอัพของเวอร์ชั่นต้นฉบับว่าทำได้ยอดเยี่ยมจริงๆ สามารถทำให้ปานรุ้งในแต่ละช่วงวัย มีเอกลักษณ์บนใบหน้าที่เปลี่ยนไปตามอายุ ยิ่งปานรุ้งในวัยผู้ใหญ่นี่คือแบบแก่เลยแหละ ยิ่งวัยชราคือโอ้โหทีมงานนี่ใส่ใจในรายละเอียดมากอ่ะ แล้วบวกกับการแสดงคือทำให้เชื่อเลยว่าปานรุ้งดูมีอายุเยอะจริงๆ ได้ข่าวว่าจ้างช่างแต่งหน้ามืออาชีพมาจากต่างประเทศนี่นา
- 2558 บอกตามตรงว่าพัง รู้สึกว่าปานรุ้งไม่แก่เลย ทีมงานควรที่จะทำให้รู้สึกว่าปานรุ้งดูเป็นคนที่มีอายุมากกว่านี้ แค่ย้อมผมหงอกนิดหน่อยแบบในละครคือไม่พอจริงๆ ขนาดล่า 2017 ที่ห่างกันไม่กี่ปียังสามารถเปลี่ยน หมิว ลลิตา ให้เป็นคนแก่ได้เลย ซึ่งเหตุนี้เองทำให้เมคอัพของตัวละครส่งผลไปถึงการแสดงอย่างมาก รู้สึกเสียดาย
• ประเด็น "คนไม่สำคัญ" ของปรกกับปานรุ้ง
- 2536 ปรกมีตัดพ้อนิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับเป็นคนไม่สำคัญ เพราะในเรื่องปานรุ้งก็ดูจะรักปรกไม่น้อยหน้าไปกว่าใคร ซึ่งประเด็นของคนไม่สำคัญ หากใครอยากดูในเวอร์ชั่น 2536 อาจจะมีผิดหวังนิดหน่อย เพราะต้นฉบับไม่ค่อยได้เล่นประเด็นนี้
- 2558 หลังจากบัลลังก์เมฆได้ถูกนำมาสร้างเป็นละครเวที ปี 2544 ประเด็นของคนไม่สำคัญ ก็ยิ่งทวีคูณเพิ่มความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในบัลลังก์เมฆ เวอร์ชั่นถัดๆมา ซึ่งแน่นอนว่าเวอร์ชั่นปี 2558 เล่นประเด็นคนไม่สำคัญ ให้เหล่าคนดูได้น้ำตาแตกกันตามรอยของละครเวที ปล. ปรกเวอร์ชั่น กัน นภัทร มีอัลบั้มเพลงคนไม่สำคัญเป็นของตัวเองด้วย ซึ่งได้นำเพลงนี้มาประกอบในละครเวอร์ชั่นนี้ให้หายคิดถึง
• ความจริงแล้วปานวาดเป็นลูกใคร???
- 2536 ปานวาดเป็นลูกของปานรุ้งกับเกื้อ ซึ่งโดยส่วนตัวมีทั้งข้อดีและข้อเสียในบทนี้ ข้อดีคือเรื่องราวตอนที่ดำเนินไปถึงจุดพีคคือมันไม่ดาร์กจนเกินไป เป็นเรื่องราวที่พบเห็นได้ในชีวิตจริง ข้อเสียคือความไม่สมเหตุสมผล คือไม่เข้าใจว่าทำไมปานรุ้งจะต้องมีลูกกับเกื้อเพิ่มในยามที่ตนเองยังมีภาระค่าใช้จ่ายอยู่มาก ลำพังแค่ปานเทพกับปรก ก็ยังจะเอาไม่รอด รู้สึกว่ามันจะสมเหตุสมผลมากกว่าถ้าหากปานวาดเป็นลูกของวาสุเทพกับปานรุ้ง แต่เรื่องราวหลังจากนั้นคงจะดาร์กเกินไป
- 2558 บทละครปรับเปลี่ยนไปตามละครเวทีอีกแล้ว เนื่องจากละครเวทีเรื่องบัลลังก์เมฆ ปี 2550 ได้ปรับบทให้กระแทกใจคนดูมากขึ้นโดยการปรับให้ปานวาดเป็นลูกของวาสุเทพ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ปรับ เพราะในละครเวทีปี 2544 ก็ยังคงยึดบทประพันธ์เดิมเอาไว้คือปานวาดเป็นลูกเกื้อ ซึ่งพอมาถึงบัลลังก์เมฆเวอร์ชั่นละครโทรทัศน์ 2558 ก็ได้เดินตามรอยละครเวทีปี 2550 โดยการให้ปานวาดเป็นลูกวาสุเทพ และบัลลังก์เมฆเวอร์ชั่นต่อจากนี้ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ปานวาดเป็นลูกวาสุเทพตลอดไป
• การตีความอาการโรคจิตของกติยาที่แตกต่างกัน
- 2536 รับบทโดยคุณ ธัญญรัตน์ โลหะนันท์ ตอนที่ดูคือรู้สึกว่ากติยาเวอร์ชั่นนี้มีมิติของตัวละครที่อยากจะพูดคุยอยู่หลายจุดมาก เริ่มจากกติยาในวัยสาวที่ดูเป็นกุลสตรี , เรียบร้อย , อยู่ในกรอบของสังคม แต่จุดที่อยากจะพูดถึงเกี่ยวกับตัวละครนี้คือหลังจากที่วาสุเทพถอนหมั้นกับกติยา ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นี้กติยาก็ได้เปลี่ยนไปเป็นผู้หญิงเปรี้ยว (ให้นึกภาพนางร้ายในละครหลังข่าว) แต่ยังไม่ถึงกับบ้า เพิ่มเติมคือเธอมีความจิกกัด , หลอกด่า , ขี้ระแวง , อาละวาด แถมยังโมโหร้าย ชอบพูดแทงใจดำปานรุ้ง โดยกติยาเวอร์ชั่นนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น "ผู้ควบคุมและครอบครอง" วาสุเทพจนน่าอึดอัด และความแค้นจาก "สงครามประสาท" ของกติยาเวอร์ชั่นต้นฉบับคือหลังจากที่วาสุเทพทิ้งกติยากับลูกโดมไปอยู่กับปานรุ้ง ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เธอกลายเป็นบ้าแบบเต็มตัว โดยอาการทางจิตของกติยาเวอร์ชั่นนี้ถูกออกแบบมาให้คงภาพลักษณ์ของ "ผู้ดีเก่าที่เดาอารมณ์ไม่ถูก" ไม่ถึงกับปล่อยตัว แต่หารู้ไม่ว่าภาพลักษณ์ผู้ดีนั้น หากใครได้สัมผัสกับเธอจริงๆจะรู้ว่า "โคตรไบโพล่าร์" เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อารมณ์ขึ้นลงเหมือนรถไฟเหาะ การแสดงของคุณธัญญรัตน์ ทำให้ผู้ชมลุ้นและเดาไม่ออกเลยจริงๆว่าเธอจะทำอะไร ที่ชอบเป็นพิเศษคือกติยาเวอร์ชั่นนี้มีกลิ่นอายของความตลกคอมเมดี้อยู่นิดนึง บางฉากพอให้ได้หัวเราะกับการกระทำบ้าๆของเธอ แต่พอถึงซีนที่ต้องใช้อารมณ์ คุณธัญญรัตน์ ก็ได้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างเจ็บปวด ซึ่งในตอนท้ายกติยาหายบ้าและกลับตัวกลับใจมาใช้ชีวิตอยู่กับโดม แต่สุดท้ายผลกรรมที่เธอได้ทำก็ส่งผลให้โดมเสียชีวิต ปล. กิมมิคเล็กๆ ของกติยาเวอร์ชั่นนี้เวลาปรากฏตัวเธอมักจะใส่ชุดสีดำ โดยเธอมีคติประจำใจว่า "ฉันใส่ชุดดำเพื่อไว้อาลัยให้แก่ผู้ชายทั้งโลก" หลังจากที่วาสุเทพทิ้งเธอไป
- 2558 กติยาผู้แสนอ่อนหวาน มองโลกในแง่ดี มีจิตใจโอบอ้อมอารี และใสซื่อบริสุทธิ์ มากกว่าต้นฉบับมาก จนแทบจะมองไม่ออกว่าเธอจะทำเรื่องเลวร้ายลงไปได้ยังไง ซึ่งหลังจากที่โดนวาสุเทพถอนหมั้น กติยาก็ได้ตัดสินใจ "เปลี่ยนลุค" เป็นสาวแซ่บ แต่ทำได้แค่เปลี่ยนลุคภายนอกเท่านั้น เพราะภายในของเธอยังคงมีความรู้สึก "อ่อนไหว" อยู่ตลอดเวลา เวอร์ชั่นนี้กติยาค่อนข้างเก็บอารมณ์แบบแค้นแบบฝังหุ่น ไม่ค่อยแว้ดๆ กรี๊ดๆ เหมือนเวอร์ชั่นต้นฉบับ แต่พอหลังจากที่วาสุเทพทิ้งกติยาไปอยู่กับปานรุ้ง ทำให้กติยาเปิดโหมด "โรคจิตแบบสุดโต่ง" ทันที เธอไม่สนใจในด้านของภาพลักษณ์และค่อนข้างที่จะปล่อยตัวให้ดูโทรมไปมากจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม หรือเรียกอีกอย่างว่า "หมดอาลัยตายอยาก" หากเปรียบเทียบกับต้นฉบับ ความรู้สึกส่วนตัวมองว่า กติยาเวอร์ชั่นคุณน้ำฝน ดูจะแค้นกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับ แต่กติยาในเวอร์ชั่น คุณธัญญรัตน์ เล่นได้เป็นทุกข์กว่า แต่โดยรวมกติยาเวอร์ชั่นคุณน้ำฝน ดูเป็นกติยาที่บ้าแบบหลุดโลกเกินกว่าจะควบคุมไปเลย ซึ่งดูอันตรายกว่าต้นฉบับมาก และดูเหมือนว่าบทสรุปของกติยาเวอร์ชั่นนี้มีแนวโน้มสูงมากว่าจะไม่หายบ้าและดูจะหนักขึ้น เสียดายเวอร์ชั่นนี้กติยาไม่ได้ใส่ชุดดำไว้อาลัยผู้ชายทั้งโลกเหมือนต้นฉบับ ซึ่งเป็นเกร็ดเล็กๆที่เวอร์ชั่นนี้เลือกที่จะตัดออก
• ประเด็นการแบ่งแยกตัวละครในด้านชนชั้นวรรณะผ่านลักษณะนิสัยและการแสดงออก
- 2536 เห็นได้ชัดเจนว่าการแบ่งแยกลักษณะนิสัยของตัวละคร "ชาวบ้าน" กับตัวละคร "ผู้รากมากดี" นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งมองได้หลายแง่มุมและนับว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน (แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะด้วยบริบทของผู้คนในสมัยก่อนที่มองลักษณะนิสัยของผู้คนแต่ละชนชั้นอย่างค่อนข้าง "สุดโต่ง") เห็นได้ชัดจากตัวละครอย่าง "ยายปิ่น" ที่มักจะแสดงลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างมีความ "ถ่อย" แบบชาวบ้าน ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนถึงแนวคิดของคนชนชั้นล่างที่มีทัศนคติไม่ดีต่อคนชนชั้นสูงและระบบเศรษฐกิจที่กระทำต่อคนชนชั้นนี้ โดยมักจะมาจากปัญหาของความเหลื่อมล้ำในด้านต่างๆ ซึ่งสามารถตีความตัวละครอย่างยายปิ่นว่าเป็นตัวละครที่ออกแบบมาเพื่อนำเสนอแนวคิดปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะ รวมไปถึงตัวละครอย่าง "แม่ของวิรินทร์" ในเวอร์ชั่นนี้รับบทโดยคุณป๋องพิมพ์แข ซึ่งได้ถ่ายทอดให้ตัวละครนี้มีความ "โลภมากแบบกระหายต่อความสุขสบายทั้งๆที่ปากกัดตีนถีบ" ซึ่งการร้ายแบบชาวบ้านนั้นคงไม่อันตรายเท่าการร้ายแบบตัวละครอย่างผู้รากมากดี ที่มักจะสะท้อนให้เห็นถึง "คุณสมบัติผู้ดีจอมปลอม , ความเห็นแก่ตัว , การตีสองหน้า , การเลียแข้งเลียขา , การประจบสอพลอ , การใช้เส้น และ การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น" เห็นได้ชัดในหลายตัวละครอย่าง "ปานรุ้ง , คุณนวรัตน์ , คุณนิฤมล , คุณนายร้อยกรอง หรือแม้กระทั่ง คุณนายคมขวัญ" ซึ่งสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าถึงแม้แนวคิดของตัวละครที่เป็น "ผู้ดี" จะ "ร้ายกาจ" มากเพียงใด "การแสดงออกผ่านพฤติกรรม" ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เวอร์ชั่นนี้เลือกที่จะใช้ "การแสดงออกแบบผู้ดีมีการศึกษา" ในการปิดบังความชั่วร้ายและกิเลสของมนุษย์ที่พบเจอได้ในทุกชนชั้น
- 2558 เวอร์ชั่นนี้ถ่ายทอดตัวละครที่ต่างชนชั้นวรรณะได้อย่าง "เป็นกลาง" และ "มีความเป็นมนุษย์มากที่สุด" เวอร์ชั่นนี้ตีความตัวละครชนชั้นล่างว่า "ไม่จำเป็นที่จะต้องทำตัวถ่อย" และตีความตัวละครชนชั้นสูงว่า "ไม่จำเป็นที่จะต้องทำตัวเป็นผู้ดีตลอดเวลา" ยกตัวอย่างตัวละครอย่าง "แม่ของวิรินทร์" ที่เวอร์ชั่นนี้ไม่ได้มีความโลภ , ปากร้าย เหมือนเวอร์ชั่นต้นฉบับแต่อย่างใด เธอเป็นเพียง "มนุษย์" ที่มีฐานะ "ยากจน" คนหนึ่งที่สามารถทำตัวให้มีนิสัยเป็น "ผู้ดี" ได้ ดูจากการพูดจา ผิดกับคุณนายร้อยกรองแม่ของชูนาม ที่ถึงแม้จะดูเป็น "ผู้ดี" มากขนาดไหน แต่ในเมื่อ "นิสัย" อยู่ในจุดที่ "เลวแบบกู่ไม่กลับ" ความเป็น "ผู้ดี" แค่เปลือกนอกก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป