มีความเป็นไปได้ที่ประเทศจะพลิกฝ่ามือหากไม่เกิดเหตุการณ์นี้!!

มีใครเคยคิดเหมือนผมไหม หาก นายพล อองซานของพม่าไม่ถูกลอบสังหาร และกัมพูชาถึงแม้อาจจะมีการรัฐประหารเป็นระบอบสาธารณรัฐอยู่บ้าง แต่ทั้ง 2 ประเทศก็ยังคงเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจในยุค 1950 ถึง 1970 สูงมาก มากกว่าไทยในบางช่วงเวลา ก่อนที่ไทยจะเข้าสู่ยุคทองในปี 1980 แล้วเวียดนามที่เข้าสู่ยุคทอง หลังแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ จน GDP โตมากกว่า 5-8% ต่อเนื่องกันนานมาก หากไม่เกินเหตุการณ์ทั้งสองนี้ประเทศที่จะแข่งกันเจริญในภูมิภาคอินโดจีนจะไม่ใช่ไทยกับเวียดนามแต่จะเป็นพม่ากับกัมพูชาแทนหรือไม่


เปรียบเทียบง่ายๆ ในช่วง 1950 ถึง 1970 พม่าถือเป็นอู่เข้าอู่น้ำและมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีจากอังกฤษ บุคลากรพูดภาษาอังกฤษได้มีคุณภาพมากกว่าคนไทยและมีรายได้ต่อหัวมากกว่าคนไทย ส่วนกัมพูชาถือเป็นไข่มุกแห่งเอเชียมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทย และหลายๆอย่างก็สูสีกับไทยในตอนนั้น ขณะที่ยุคนั้นประเทศไทยกำลังต่อสู้กับ วิกฤต ภายในระหว่างเผด็จการกับคอมมิวนิสต์ นายพลอองซานถูกลอบสังหารในปี 1947 ส่วนกัมพูชา หมดยุคทองตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นไป แล้วเราจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง หลังจากเวียดนามเข้ายึดครองกัมพูชา แต่ก็ได้เพียงเล็กน้อย และหลังการรัฐประหารของ ฮุนเซ็นในปี 1997 ทำให้รัฐบาลกัมพูชาเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงมาก แล้ว ถือ เป็นรัฐบาลอำนาจนิยมซึ่งมีอำนาจสูงมาก แล้วเมืองหลวงยังพนมเปญก็มีอัตราการเจริญเติบโตสูงมากในเวลาที่ผ่านมา แต่ด้วยคุณภาพชีวิตโครงสร้างพื้นฐานบุคลากรการศึกษาและหลายๆอย่างยังด้อยกว่าไทยหลายสิบปี ทำให้ยังไม่เจริญเท่าไหร่ GDP ของกัมพูชาและพม่าตอนนี้ พอๆกับไทยเมื่อประมาณ 50 ถึง 60 ปีก่อน โดยประมาณ ส่วนในตัวพม่านั้น ก็มีสงครามกลางเมืองประปรายมาตลอดแต่ก็มีช่วงที่เหมือนจะกลับมาได้บ้างคือช่วงตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งรัฐบาลนั้นเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยเอกภาพ แต่หลังจากการรัฐประหารในปี 2021 ทำให้ทุกอย่างแย่ลงอีกครั้ง

ตัดภาพมาที่ไทยและเวียดนาม
ประเทศไทยในช่วงปี 1950 ถึงปี 1960 มีอัตราการเจริญเติบโตไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะในกรุงเทพฯซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตสูงมาก แต่เสียดายที่รัฐบาลเผด็จการในยุคนั้นเลือกที่จะตัดถนนไปมาแบบมั่วซั่วโดยไม่แคร์ผังเมือง พอถึงช่วงปี 1980 เป็นต้นไปเศรษฐกิจไทยนั้นร้อนแรงอย่างกับจะระเบิด โรงงานญี่ปุ่นจำนวนมากเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญ ของสิ่งของหลายอย่างทั่วโลก โดยเฉพาะรถยนต์ญี่ปุ่น โดยในปี 1988 ประเทศไทยได้กลายเป็นประเทศกำลังพัฒนาและมีอัตราการเจริญเติบโตสูงถึง 13 เปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องถึง 3 ปีจนถึงปี 1990 ใครๆก็คิดว่ายังไงประเทศไทยก็ต้องเจริญเหมือนเกาหลีใต้แน่ๆ แต่ไทยก็ติดกับดัก ักฟองสบู่ และติดกับดักอีกช่วงต่อ คือการเป็นประเทศผลิตของอย่างเดียวแต่ไม่ยอมเรียนรู้เทคโนโลยี ไม่เหมือนเกาหลีใต้ซึ่งมีแบรนด์เทคโนโลยีมากมายมาจนถึงปัจจุบัน จนในที่สุดในปี 1997 ประเทศไทยก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง จากการ ที่ขายค่าเงินจำนวนมาก และมีผู้ฉวยโอกาสสร้างกำไรจำนวนมาก จนทุนสำรองหมด และประเทศไทยก็เหมือนจะกลับมาสงัดได้อีกครั้งในยุคของทักษิณชินวัตร ซึ่งมีนโยบายเศรษฐกิจที่ต้องยอมรับเลยว่าสุดยอดจริงๆ แต่ก็โดนรัฐประหารไปในปี 2006 และยุคที่ดูเหมือนจะกลับมาเติบโตอีกครั้งคือยุคของอภิสิทธิ์เวชชาชีวะต่อเนื่องกับยุคของยิ่งลักษณ์ชินวัตร ตั้งแต่ช่วงปี 2010 จนถึงปี 2012 และหลังจากการรัฐประหารในปี 2014 ประเทศไทยก็ตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารจนถึงปี 2019 และมีการเลือกตั้ง และอยู่ภายใต้ผู้นำคนเดิมมาอีก 4 ปีจนกระทั่งการเลือกตั้งในปี 2023 ซึ่งได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ เยอะมากๆ ทำให้รัฐบาลไทยไร้เสถียรภาพในการปกครอง รวมถึงกลายเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชียจนกระทั่งการเลือกตั้งในปี 2026 ซึ่งได้รัฐบาลอนุรักษ์นิยมหน้าเดิมๆมาปกครอง ซึ่งคาดว่าอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยแช่แข็งต่อไปและโตเพียงแค่ 2% ไปอีก 4 ปี หากไม่ริเริ่มทำอะไร หรือพยายามปฏิวัติวิทยาศาสตร์ในประเทศ เริ่มยุบทองในปี 1980 สิ้นสุดในปี 1997 กลับมาพักงานอีกครั้งในปี 2001 ถึงปี 2006 และปี 2010 ถึงปี 2012 ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นอีกครั้ง หลังจากนั้นอัตราการเจริญเติบโตก็ต่ำลง แต่เนื่องด้วยโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตและคุณภาพของประเทศซึ่งถือว่าสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่ติดกันทั้งหมด ทำให้เป็นข้อได้เปรียบ

สวนเวียดนามปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ซึ่งรัฐบาลมีเสถียรภาพสูงมากและควบคุมได้แทบทุกอย่างเนื่องจากทุกอย่างขึ้นกับรัฐบาล แต่ปัจจุบันเวียดนามมีระบบเศรษฐกิจแบบผสม หลังปี 1986 ซึ่งได้ประกาศแผนเศรษฐกิจและเปิดประเทศ ซึ่งก่อนหน้านั้นจนถึงปี 1990 ประเทศเวียดนามได้ทำสงครามต่อเนื่องกับทั้งมหาอำนาจและประเทศเพื่อนบ้านหลายชาติ ทำให้อัตราการเจริญเติบโตนั้นติดลบ แต่ตั้งแต่ช่วงปี 2010 ก็มีข่าวหนาหูว่าประเทศเวียดนาม มีโอกาสจะแซงประเทศไทยเนื่องจากมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมากประมาณ 5-8% ต่อปีต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี โดยหากเทียบกับประเทศไทยแล้ว ประเทศเวียดนามในปี 2000 กับประเทศไทยในปี 2000 ยังมีขนาดเศรษฐกิจที่ต่างกันมากแต่ในปี 2026 ขนาดเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศต่างกันไม่ถึง 5 ล้านล้านบาทเท่านั้น แล้วเวียดนามไม่มีทีท่าที่จะเกิดฟองสบู่แตกหรือหยุดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขนาดนั้น และมีข้อได้เปรียบจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทยที่ได้เปิดรับเป็นฐานการผลิตทำให้เวียดนามไม่รับผลิตอย่างเดียวแต่เริ่มเรียนรู้เทคโนโลยีจนมีเทคโนโลยีบางอย่างรวมถึงการศึกษาที่แสดงประเทศไทยไปแล้วรวมถึงบุคลากรที่มีคุณภาพพอๆหรือสูงกว่ากับไทย แต่มีค่าแรงที่ถูกกว่ามากแต่ประชากรก็ยังคงมีความสุขเนื่องจากค่าครองชีพต่ำและค่าแรงก็ต่ำ แต่ด้านคุณภาพชีวิตและรายได้ของชาวเวียดนามยังน้อยกว่าไทยถึงครึ่งหนึ่ง ตอนที่ชาวเวียดนามมีรายได้ต่อปีแค่ 160,000 บาทเท่านั้น เทียบกับชาวไทย ที่อยู่ในช่วงประมาณ 250,000 ถึง 300,000 บาทต่อปี และขณะนี้เวียดนามกำลังปฏิวัติวิทยาศาสตร์ในประเทศซึ่งเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเวียดนามแซงไทยแน่ๆ และไม่เกินปี 2030 ขนาดเศรษฐกิจของเวียดนามจะ แซง ประเทศไทยแน่นอน 100% ซึ่งก็ไม่แปลกเนื่องด้วยมีทหารประชากรถึง 100 ล้านคนและส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานอายุน้อย แต่แปลกตรงที่รัฐบาลเวียดนามเขาคิดได้และรู้ว่าควรทำอะไรตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเวียดนามจะไม่มีวิกฤต ตอนนี้เวียดนามก็ยังมีการคอรัปชั่นอยู่พอๆกับไทยหรือแม้จะดีกว่าบ้างนิดหน่อย และมีเศรษฐกิจแบบฟองสบู่คล้ายกับไทยในช่วงยุคทอง

สรุป เทียบแล้วพม่ากับกัมพูชาหากไม่เกิดวิกฤตหรือสงครามภายในประเทศอาจกลายเป็นเสือตัวใหม่แห่งเอเชีย หรือปัจจุบันอาจกลายเป็นลูกเสืออีก 2 ตัวแห่งเอเชียก็เป็นได้ ส่วนไทยกับเวียดนามก็ถือเป็นลูกเสือแห่งเอเชียซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่กำลังพัฒนาประเทศ เทียบแล้วไทยก็เหมือนญี่ปุ่นเวียดนามก็เหมือนเกาหลีใต้ และปัจจุบันก็มี 2 ประเทศในอาเซียน ที่ทำสำเร็จแล้วคือมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งได้ทำอะไรตั้งแต่เนิ่นๆต้องใจชั่วอายุคนที่แล้ว จนปัจจุบันทั้ง 2 ประเทศกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว มีรายได้สูงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าประเทศในแถบอินโดจีนข้างบนทั้งหมด
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่