"เรียนสายวิทย์ไว้ก่อนได้เปรียบกว่า" ใน พ.ศ. นี้คิดยังไง?

สำหรับผู้ปกครอง ที่มีบุตร หลาน เรียนมหาวิทยาลัย มัธยมปลาย มัธยมต้น หรือ แม้แต่ประถมในตอนนี้
คุณ(จะ)ให้บุตรหลาน เรียนสายวิทย์ไว้ก่อน เพราะ ได้เปรียบในการสอบ ทางเลือกมากกว่า สายศิลป์หรือไม่ อย่างไร

ผม ในฐานะ เด็ก '35 (เข้ามหาลัย 2535) ในยุคนั้น ถ้าเรียนดี คะแนนถึง ยังไง ทั้งครูแนะแนวและพ่อแม่ ก็ให้ลูกเรียนสายวิทย์ เพราะ "ได้เปรียบ"  มีความคิดที่ว่า สายวิทย์ไปสอบสายศิลป์ได้ แต่สายศิลป์ไม่สามารถมาสอบสายวิทย์ได้ รวมถึง ถ้าเด็กเรียนดี ก็ควรให้เรียนหมอ วิศวะ เป็นลำดับต้นๆ
และแน่นอน มีความคิดว่า บรรยากาศ สิ่งแวดล้อมการเรียนสายวิทย์ ส่งเสริมให้เรียนเก่งมากกว่าสายศิลป์ ที่มักมีเด็กเรียนไม่เก่ง เด็กเกเร อยู่ในสายเป็นสัดส่วนที่มากกว่า

ตอนจะขึ้นมัธยมปลาย เนื่องจากมีคะแนนที่ดีในระดับผ่านเกณฑ์เรียนสายวิทย์ได้ วิชาวิทย์ คณิต ถือว่าดี วิชาสายศิลป์ทั้งไทย อังกฤษ สังคม ก็นับว่าดีพอจะเรียนศิลป์ (จริงๆได้เยอะกว่าเมื่อเทียบมีนกับระดับด้วย)
แน่นอน ว่าผม ถูกพ่อแม่ และครูในตอนนั้น ยัดให้เรียนวิทย์
ส่วนตัว ชอบเล่นดนตรี หัดเล่นดนตรีตั้งแต่ประถมปลายๆ มัธยมต้นก็ทำวประกวดกับเพื่อนๆ แกะเพลง หินเหล็กไฟ และ ไล่เก็บเพลงร็อค เมทัล เล่นแล้ว ถึงจะเล่นไม่ค่อยดีหรอก ตามประสาเด็กโปก แต่ก็รู้สึกว่า เจ๋งมาก มีความสุขมาก ประกวดเวทีต่างๆ ส่วนมากเข้ารอบสุดท้ายแต่ไม่เคยชนะ (เพราะบ้าพลัง ชอบโชว์ เล่นดนตรีแบบไม่เป็นดนตรีกัน)

นอกจากนี้ ผมยังวาดรูปได้ดี ดีในระดับที่ เขียนการ์ตูนขายให้เพื่อนอ่านตั้งแต่ ป.3 พ่อซื้ออุปกรณ์ทั้งหมึกดำ ปากการคอแร้งและต่อมาได้จีเพ็น วาดแล้วถ่ายเอกสารย่อลงให้มีขนาดพอดีหนังสือการ์ตูนสมัยนั้น แรกๆก็ 3-4 ช่อง แก๊กจากเพื่อนในห้อง วาดเป็นภาพเดี่ยว กรอบเดียว หลังๆเริ่มทำเรื่องรายสัปดาห์ ต่อเนื่องทั้งเทอม (เพือ่นก็ใจดีซื้ออ่านกันซะด้วย) ผลงานก็ไม่ได้จัดว่าเฉียบขาดหรอก แต่ก็มีที่ส่งไปสำนักพิมพ์การ์ตูนแล้วได้ลงภาพแฟนอาร์ตอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ผมยังมีรายได้พิเศษจากการเขียนบทความ เรื่องสั้นส่งไปนิตยสารเด็ก  ตั้งแต่ประถม ไปจนมัธยมต้น เขียนลงหนังสือพิมพ์ คอลัมน์ท่องเที่ยว จากการไปค่ายเยาวชนต่างประเทศแล้วเก็บมาเขียนเกี่ยวกับเมืองที่ไป จากนั้นก็เขียนแนะนำที่เที่ยวในไทย ที่ต่างๆที่ไป ไม่ได้เขียนต่อเนื่องขนาดรายวัน รายสัปดาห์ แต่เขียนเดือนละเรื่อง ส่งไปแบ่งลง 3-4  ตอน

จากทั้งหมดนี้ ... คุณคิดว่า เด็กอย่างผม ควรเรียนอะไรดี?

ท้ายที่สุด จะขึ้นมัธยมปลาย พ่อแม่ ให้ไปสอบโรงเรียนดังแห่งหนึ่ง ชื่อย่อว่า เตรียมอุดมฯ (ตึ่งโป๊) แล้วก็สอบติดซะงั้น  ไม่ได้ตั้งใจอ่าน และไม่ได้ตั้งใจไม่อ่านนะครับ คือ อ่านหน่อยๆ ไปสอบก็ทำเต็มที่ แต่ใจจริง ไม่ได้อยากเรียนเลย อยากเรียนที่เดิมมากกว่า มีเพื่อนๆอยู่ ซึ่งสุดท้าย ผมก็สามารถประท้วงพ่อแม่ได้สำเร็จ คือ สอบติดนะ แต่ไม่เอา ไม่เรียนที่นี่ ยืนยันว่า ถ้าจะฝืนให้เรียน ก็จะโดดเรียนกลับไปเรียนที่เดิม (ดื้อแบบโง่และไร้เหตุผลมาก จะโดดไปเรียนที่เดิมได้ยังไง?)
สุดท้ายก็มาเรียนที่เดิม ในข้อแม้ว่า ต้องเรียนสายวิทย์เท่านั้น และต้องทำเกรดให้ดีตลอดด้วย

จากนั้นผมก็เรียนมัธยมปลายมาในรูปแบบ"ดื้อแพ่ง" ผมค้นพบว่า เรียนชีวะ ไม่รู้เรือ่งเลย ไม่สนุก ไม่ชอบเลย ตั้งแต่เทอมแรก เรื่องอาณาจักร ไฟลั่ม คิงด้อม สปีชีส์  ซีแอนเตอลาต้า คือกลุ่มฟองน้ำ บลาๆๆ ทุกข์มากๆ

เรียนเคมี รู้สึกจมกับความเศร้าเมื่อต้องท่องตารางธาติ ท่องเลขที่อยู่บนนั้น ธาตุหมู่ไหนคือแก็สเฉื่อย ต่อมาเรียนพวกพันธะโมเลกุล อิเล็คตรอน มาชนกันเชื่อมกัน เขียนโครงสร้างเคมีใหม่ บอกเลยว่า ไม่รู้เรื่องอีกเช่นกัน

ฟิสิกส์ ผมเรียนได้ดีในระดับหนึ่ง เดิมก็ค่อนข้างถนัดเรื่องเครื่องกล แรง การเคลื่อนที่ และอ่อนเรือ่งไฟฟ้า ซึ่งพอเรียนมัธยมปลายก็ตามนั้นครับ ทำคะแนนได้ดียกเว้นเทอมที่เรียนไฟฟ้า
ส่วนคณิต จากเดิมที่ได้ดีเลย คะแนนจัดว่าสูง พอมาเจอพวกเลขแปลกๆยากๆ ใส่สตูร แทนค่า แทนสูตร ผมกลับทำได้แย่ลง แต่ทำได้ดีในพวกเลขที่เป็นตรรกะ เชิงตรรกะทั้งหลาย และ ตรีโกณมิติ แม่นยำมาก

ชีวิตมัธยมปลายยังคงเล่นดนตรีประกวด ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักและมีได้รางวัลมาบ้าง  มีแต่งเพลง ออกเทปกันเองด้วย มีเพื่อนบ้านมีเงิน จ่ายเงินค่าห้องอัด ซึ่งก็ไม่ได้อัดดีอะไรหรอก (แต่ก็ห้องอัดเดียวกับศิลปินในตอนนั้นนะ) อัดแบบง่ายๆ (อัดกลองแยกรอบนึง ดนตรีรวม แล้วอัดร้อง) อัลบั้มออกมา 6-7 เพลงมั้ย จำไม่ได้จริงๆ ทำเป็นเทป  ปกเทปเป็นกระดาษถ่ายเอกสารลงกระดาษสี วางขายในโรงเรียนตัวเองนี่แหละ ซึ่งก็ขายได้หลักร้อยม้วน แล้วเล่นในงานโรงเรียนก็มีคนร้องตามกันบ้าง

วาดรูปก็ยังดำเนินอยู่และวาดมากกว่าเดิมด้วยเพราะตอนนั้น ที่บ้านบอกให้เรียน"ถาปัด" สิ ชอบวาดรูป ชอบเล่นดนตรี  ให้ไปเ)็นแบบ พี่ดี้ พี่จิก  วงเฉลียง ตอนนั้น ดูทีวีช่องไหนถ้าใครเป็นศิษย์เก่าคณะนี้ แม่จะคอยกรอกหูตลอดเลย พี่ดู๋ พี่ตั้ว พี่ตา บลาๆๆ
จนผมถูกล้างสมองไป จนต้องเรียนวาดรูป จะเข้าคณะนี้
ทั้งที่ในใจ ไม่เคยสนใจการออกแบบเลยครับ ชื่อภาควิชายังไม่รู้เลยว่าเรียนอะไรกัน

สมัยนั้นมีการ"สอบเทียบ" ตอน ม.5 ได้สิทธิ์ลองสอบมหาลัยฯได้ก่อน ตอนนั้นเลือกแบบตามใจข้า อันดับแรกเลือกตามใจแม่ อันดับสอง สาม สี่ ตามใจเอามันส์เลย มีแม้แต่ไปสอบกีตาร์คณะดนตรี (แบกกีตาร์ไฟฟ้าไปสอบ เค้าเรียนกีตาร์คลาสสิคเว้ยยย)  ผมชอบวาดรูป ผมไปสอบจิตรกรรม ศิลปากรเลย เพราะรู้สึกว่า มันช่างดูเท่ เท่กว่าซูโม่สำอางค์ ยุทธการขยับเหงือก
และผมลองสอบคณะยอดนิยมในยุคนั้น คะแนนสูงมากๆ การแข่งขันไม่ได้น้อยไปกว่าหมอ วิศวะเลย คณะ นิเทศฯ แหล่งรวมความบันเทิง เพราะ ผมมโนไปว่า ถ้าเราเล่นดนตรี แล้วเรียนนิเทศ เราจะได้เป็นคนในวงการบันเทิง อย่างน้อย ได้จัดรายการวิทยุรอบดึก ฟังเพลงเจ๋งๆ
และ นั่นคือวันที่ทำให้ผมได้รู้ว่า คำพูดว่า เรียนสายวิทย์ไว้ก่อน จะได้เปรียบ มันคือ คำหลอกลวง หรืออาจเป็น ความเข้าใจผิดของผู้ใหญ่

ข้อสอบรายวิชาเข้าคณะพวกนี้ ยาก "ปางตาย" เลย ใครว่า ภาษาไทย สังคม ยาก ไปเจอวิชาพวกนี้ของสายศิลป์  แล้วจะบ้าตายคาห้องสอบ ผมทำได้น้อยมากๆ น้อยจนรู้ว่า จบแล้วล่ะ นิเทศ จิตรกรรม มีเพียงวิชา "วิทย์ กายภาพ" ที่พอเข้าไปทำแล้ว หมูมากๆ หมูนุ่มๆ เด้งๆเลย

ผลคือ เอ็นฯไม่ติดครั้งแรก (ไม่เสียใจมาก เพราะยังมี ม.6) ทำให้รู้ว่า ไม่ต้องไปแล้วนะ ดนตรีน่ะ เค้าไม่ได้เล่นกีตาร์ไฟฟ้าเว้ยย  วาดรูปจริงๆจังๆแบบจิตรกรรมก็ไม่ต้องแล้วนะ ไปเจอห้องสอบ ยอดมนุษย์เด็กเพาะช่างมาแต่ละคน อุปกรณ์ไม่กี่ชิ้น ดินสอดำซื่อๆแต่วาดราวเทพมาจุติ ส่วนนิเทศฯนั้น จบเลยครับ คะแนนออกมาต่ำ ห่างจากเป้าหมายเป็นเท่าตัว
ผม ต้องตั้งใจฝึกเพื่อเข้าคณะถาปัด ตามที่แม่ต้องการแล้วล่ะ ไม่มีทางเลือกและทางรอด

เอาเป็นว่า วาร์ปมา เรียนจบเลยนะครับไม่ลงดีเทลมาก
ผมเรียนจบ สาขาออกแบบกราฟฟิก ผมฝึกงานต่างประเทศ ผมประกวดงานออกแบบ งานโฆษณา ได้รางวัลหลายชิ้น  อยู่ในระดับ ท็อปของประกวดออกแบบโฆษณารุ่นนักศึกษาของปีในเวทีใหญ่ ประกวดหนังสั้น  ได้เจอผู้กำกับชั้นไอด้อลในเวลานั้นมาอบรม

ผมหันมาทำงาน สาย โปรดักชั่นเฮาส์  ผมนั่งห้องตัดต่อ โดยงานถนัดผมคืองานเสียง ผมทำสป็อตวิทยุหลายตัว  ผมนั่งจิ้ม นั่งทำเพลงประกอบสป็อต ไปจนรับจ็อบทำเพลงโฆษณาที่สมัยนั้นใช้วิธี"บิด" ทำนองเพลงดัง ผมไม่ได้เข้าบริษัทใด เพราะ ผมมีรุ่นพี่อยู่หลายที่ เค้าก็ส่งงานมาให้ ผมรู้จักพี่ๆในเฮาส์ที่เรียกไปรับงานรอบดึก ทำตั้งแต่งานจัดการเตรียมงานโพสต์ นั่งเรียงฟุต  อัดเสียง โหลดลงเทป
ผมแทบไม่ได้ใช้ทักษะวิชาที่เรียนออกแบบกราฟฟิกมาเลย (ก็ใช้แหละแต่น้อยมากกกก)  ยิ่งถ้างานสายวิทยุ นอกจากกระบวนการคิด วิเคราะห์ ที่เหลือ ภาคที่เรียนมาไม่ได้ช่วยให้ผมทำงานตรงหน้าได้เลย
ผมจึงไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยเน้นไปที่สาขา ที่ประเทศไทยยังไม่มีที่ไหนเรีรยกสายการเรียนแบบนั้นครับ มันคือการเรียน "สื่อสาร" แต่เป็น "การออกแบบเพื่อการสื่อสาร" ไม่ใช่กราฟฟิก ไม่ใช่ป้าย โลโก้ มันรวมถึงวีดีโอ ภาพเคลือ่นไหว สามมิติ สภาพแวดล้อม ไปจน ภายใน ภายนอกอาคาร ฉาก หนัง เอาเป็นว่า ทุกอย่างเลยแหละที่ใช้การสื่อสาร แล้วเราสามารถ"ออกแบบ"มันได้
โดยผมทำหัวข้อโปรเจ็ก ควบไปที่ "การสื่อสารเพื่อการเรียนการสอน"

นั่นเพราะ ผมอยู่เมืองนอก ผมได้งานพิเศษเป็นครูสอนดนตรีในโรงเรียนดนตรี จากแรกๆรับงานล้างจานตัดหญ้า ทำไปทำมา ค่อยๆได้เจอโอกาส เล่นดนตรีในร้านอาหารไทย มีคนชวนไปเล่นในร้านฝรั่ง เจอคนมาชวนทำง ไปจน ชวนไปสอน (สอนแทน แทนไปแทนมา สอนยาว)
นอกจากนี้ยังได้เล่นดนตรีอินดี้ ทำเพลงกับฝรั่ง ทำวงอินดี้ ตระเวนเล่นตามเฮาส์ต่างๆ สมัยนั้น bedroom studio กำลังมาแรงมาก เราสามารถทำงานที่เกือบจะเทียบชั้นงานอุตสาหกรรมได้เลย (เหลือแค่ระบบห้องสตูดิโอ และ ฝีมือ ที่สู้มืออาชีพในการทำงานเสียงไม่ได้) แต่ ผลงานก็ได้ออกคลื่นวิทยุท้องถิ่น มีฐานแฟนท้องถิ่น ขายแผ่นซีดีได้หลักพันแผ่น  ได้ร่วมเทศกาลดนตรีอยู่หลายรัฐ มีทัวร์แสดง และ ยิ่งใหญ่สุดคือ ได้ไปทัวร์เทศกาลและไลฟ์เฮาส์ญี่ปุ่น ในเทศกาลที่มีวงดังระดับโลกเค้าเล่น (แน่นอน คนละเวที คนละมุม)

ใครอ่านมาถึงตรงนี้ บอกผมทีว่า ...  ผมเดินทาง้อมอะไรไปมั้ยนะ?
ในช่วงนั้น ประเทศไทยเริ่มมี "โรงเรียน" สอนดนตรีในระบบ เป็น"วิทยาลัยดุริยางคศิลป์" กำลังจะมา เริ่มมีมหาลัยเน้นสอนดนตรี และหลากหลาย คลสสิค แจ็ส อุตสาหกรรมดนตรี กำลังมา ถ้าผมเกิดช้ากว่านี้หน่อย เชื่อว่า ชีวิตผมน่าจะไปจบที่จุดนั้น

หรือ ถ้าผม เรียนสายศิลป์ล่ะ? ถ้าผมเรียนแล้วไปในสายประยุกต์ศิลป์โดยตรง หรือเรียนสื่อสารมวลชนโดยตรง เรียนหนัง เรียนโฆษณา โดยตรง (จริงๆโฆษณานี่ถือว่า ยืดหยุ่นสุดนะ) ชีวิตผมจะดำเนินไปบนทางที่เร็วกว่านี้มั้ย

ปัจจุบันในวัยเลยหลัก 5 ผมทำงานบริหารระดับสูงของบริษัท ในสายงานการผลิต ที่รับงานต่างประเทศเป็นหลัก เป็นของนักลงทุนต่างประเทศหลายๆคนมาลงทุนร่วมกับเจ้าของคนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ผมเพิ่งมารับงานนี้ไม่นาน เพราะลูกสาวไปเมืองนอกแล้ว มีเวลาว่าง
ก่อนหน้านั้น ผมทำบริษัทเล็กๆของตัวเอง รับโปรเจ็กงาน รับทำสากกะเบือ ไปยันเรือหางยาว(ไม่ถึงเรือรบ)  ผมทำตั้งแต่งานวันเดิ ไปจนเป็นส่วนนึงของงานประชุมระดับนานาชาติ ทำทั้งมีเดีย สถานที่ รับเหมากันก็ว่างั้นแหละ

ซึ่งก่อนนั้นผมทำงานระดับบริหาร ของบริษัท"สื่อมวลชน" ที่นับว่าใหญ่ เจ้าหนึ่งของไทย เป็นสายสิ่งพิมพ์ที่ผันตัวมาทำทีวีและดิจิตัลทีวี อยู่ในเครือเจ้าของที่ใหญ่มากกกก

แต่ย้อนไปหลังจากเรียนจบ ผมตัดสินใจกลับบ้าน (ตัดสินใจเรียนให้จบ ไม่งั้นจะดองไปเรื่อยๆละ) ผมไปได้โอกาสในกลุ่มงานเยาวชน วัยรุ่น งานส่งเสริมพัฒนากิจกรรมเยาวชน งานสายการศึกษา (มาเพราะหัวข้อวิจัย) ผมเดินสายอบรม วางแผน ไทย ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลี ไต้หวัน แถบเอเชียฝั่งขวาๆไปเกือบทุกที่แล้ว  ในไทยก็รับประมูลงาน สายประมาณนี้แหละครับ จัดประกวด จัดอบรม รับโปรดักชั่น ท้องถิ่น จังหวัด จากรุ่นพี่ๆ เรียกตัวไปร่วม แรกๆก็แค่ส่วนย่อยๆ แต่งเพลงให้ตำบลบ้างล่ะ ถ่ายสารคดีแนะนำหมู่บ้านบ้างล่ะ ขับร้องประสานเสียงคริสตจักร บ้างล่ะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่