ที่มา:
https://www.thansettakij.com/economy/655785
04 เม.ย. 69 | 12:29 น.
เปิดอาณาจักรธุรกิจครอบครัวพันล้านภาคใต้ ที่ถูก DSI และตำรวจสนธิกำลังบุกตรวจ หลังพบยอดขายดีเซลพุ่งผิดปกติ 100% พบโครงสร้างถือหุ้นรวมศูนย์กว่า 30 บริษัท สินทรัพย์กว่า 2,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่คลังน้ำมัน-ปั๊มปลีก-เหมืองแร่-ปาล์มน้ำมัน
การสนธิกำลังครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ภายใต้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 นำโดยระดับรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีช่วยกลาโหม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีรวม 6 จุดนั้น ได้สั่นคลอนอาณาจักรธุรกิจครอบครัวแห่งหนึ่งในภาคใต้ที่สะสมความมั่งคั่งมานานหลายทศวรรษ
ตัวเลขผิดปกติ จุดชนวนบุกตรวจ
การสอบสวนครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ยอดขายน้ำมันที่ผิดสังเกต ของคลังน้ำมันแห่งหนึ่งริมปากแม่น้ำตาปี ซึ่งทำหน้าที่กระจายน้ำมันให้ผู้ค้ารายย่อยในภาคใต้ตอนบน มียอดขายดีเซลเดือนมีนาคม 2569 พุ่งสูงถึง 10 ล้านลิตร เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่มีเพียง 4.8 ล้านลิตร คิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 100% ภายในเดือนเดียว
ขณะที่ภาพรวมยอดจำหน่ายน้ำมันทั้งประเทศในช่วงเดียวกัน เพิ่มขึ้นเพียง 20% เท่านั้น
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาควบคู่กับยอดขายเบนซินที่เดินสวนทางกัน โดยเดือนมีนาคมกลับ ดิ่งลงฮวบ จาก 1.7 ล้านลิตร เหลือเพียง 4 แสนลิตร ภาพรวมของตัวเลขทั้งสองชนิดในเดือนเดียวกันจึงชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ ดีเซลถูกกักไว้ในช่วงที่รัฐคุมราคา แล้วระบายออกอย่างผิดปกติในเวลาต่อมา
เปิดโครงสร้างธุรกิจครอบครัว ถือหุ้นกันทั้งตระกูล
เบื้องหลังคลังน้ำมันที่ถูกตรวจสอบ คือกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มีโครงสร้างการถือหุ้นรวมศูนย์อย่างชัดเจน
บริษัทแกนกลางมีสินทรัพย์รวมกว่า 2,000 ล้านบาท รายได้รวมในปี 2567 เกือบ 2,000 ล้านบาท โดยหัวหน้าครอบครัวถือหุ้นในบริษัทแกนกลางกว่า 90% และมีการลงทุนในบริษัทอื่นเกือบ 30 บริษัท
ขณะที่สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ถือหุ้นในสัดส่วนเล็กน้อย คนละ 1-2% แต่ต่างกระจายการลงทุนในบริษัทอื่นๆ ในเครือด้วยตนเองอีกคนละหลายสิบบริษัท ทำให้งตระกูลนี้มีอิทธิพลในธุรกิจภาคใต้ตอนบนอย่างกว้างขวาง
โครงสร้างที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ มีบริษัทในเครือแห่งหนึ่งถือหุ้นข้ามไปยังบริษัทแม่ ขณะที่บริษัทแม่ก็ถือหุ้นย้อนกลับ ลักษณะการถือหุ้นวนเวียนในครอบครัวแบบนี้ ทำให้อำนาจการควบคุมกิจการแทบทั้งหมดยังคงอยู่ในมือของตระกูลเดียว
ธุรกิจครอบครัวแห่งนี้เติบโตจนกลายเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ที่มีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีการสำรองน้ำมันตามปริมาณการค้า และต้องมีปริมาณการค้าขั้นต่ำถึง 1 แสนเมตริกตันต่อปี หรือ 120 ล้านลิตร โดยจะได้รับสิทธิ์เปิดให้ซื้อน้ำมันสำเร็จรูปโดยตรงจากโรงกลั่นในประเทศ หรือนำเข้าจากต่างประเทศ แล้วจัดเก็บในคลังน้ำมันของตัวเอง และขนส่งด้วยเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อจำหน่ายต่อ ซึ่งหมายความว่าธุรกิจของกลุ่มนี้ควบคุมห่วงโซ่การกระจายน้ำมันในภาคใต้ตอนบนอย่างครบวงจร
ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจตระกูลนี้นี้มี คลังน้ำมัน 4 แห่ง กระจายอยู่ในภาคใต้ 2 แห่ง ภาคเหนือ 1 แห่ง และภาคตะวันออกอีก 1 แห่ง ในจำนวนนี้เป็น คลังเขตปลอดอากร 2 แห่ง ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีและศุลกากร นอกจากนี้ยังมีสถานีบริการน้ำมันค้าปลีกในชื่อแบรนด์ของตัวเองกระจายอยู่ในสุราษฎร์ธานีและจังหวัดใกล้เคียงอีกด้วย
เปิดโฉมอาณาจักรมูลค่าพันล้านบาท ปากแม่น้ำตาปี เจ้าของคลังน้ำมันปริศนา จังหวัดสุราษฎร์ธานี