[บันทึกจากอดีต] "จดหมายจากพ่อ" ที่เขียนเล่าชีวิตตอนไปเรียนวิศวะที่อินเดีย เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

กระทู้สนทนา
สวัสดีครับชาว Pantip วันนี้ผมบังเอิญไปจัดของแล้วเจอชุดเอกสารเก่าของที่คุณพ่อคนหนึ่ง เป็นจดหมายที่ท่านพิมพ์ส่งถึงลูกชายในช่วงปี 2549 (ค.ศ. 2006) ตอนที่คุณพ่อท่านนี้ได้รับทุนไปอบรมหลักสูตรวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ที่เมือง Hyderabad ประเทศอินเดีย
​พอได้อ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้นั่งเครื่องบันทึกเวลา (Time Machine) ย้อนกลับไปเลยครับ ในจดหมายพ่อเล่าทุกอย่างตั้งแต่ความต่างของสายการบินในยุคนั้น สภาพบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยเสียงแตร ราคาไข่ไก่ ไปจนถึงการปรับตัวในหอพักที่ลำบากกว่าที่คิด แต่ท่านก็เขียนเล่าด้วยอารมณ์ขันและแฝงคำสอนไว้เสมอ

​ผมเห็นว่าบันทึกนี้น่าจะมีประโยชน์สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวในอดีต หรือใครที่เคยไปใช้ชีวิตที่อินเดียในช่วงนั้น เลยขออนุญาตนำเนื้อหาในจดหมายมาเรียบเรียงแบ่งปันให้ได้อ่านกันครับ...

ตอนที่ : การเดินทาง

08/01/2549 07:19 น. (เวลาไทย)
น้องชงค์ ลูกพ่อ

คุณพ่อ มาถึงเมือง Hyderabad ประเทศอินเดียเรียบร้อยแล้ว การเดินทางไม่มีปัญหาอะไร แค่ติดขัดนิดหน่อยตรงสนามบินเมืองแขก สายการบินเที่ยวที่คุณพ่อเดินทางคือ Indian Airline เที่ยวบิน ที่ ic 736 บินตรงจากกรุงเทพฯ ถึงไฮเดอราบัด ทั้งหมดใช้เวลาในการบินประมาณ 3 ชั่วโมง ถ้าเปรียบเทียบกับสายการบินคาเธย์ แปซิฟิกหรือการบินไทยที่คุณพ่อเคยนั่งมาแล้ว เที่ยวบินนี้ยังอยู่ในระดับที่เป็นรองลงมา เครื่องบินเป็นแบบ แอร์บัส A320 มีที่นั่ง 2 แถว ในขณะที่โบอิ้ง 777 ของคาเธย์ฯ มี 3 แถว น่าจะแถวละ 10 ที่นั่ง อุปกรณ์สื่อสารไม่มีอะไรเลยในขณะที่คาเธย์มีครบสมบูรณ์ ทุกอย่างเช่นจอภาพแบบ LCD (เหมือนจอ note book) ขนาดเล็กติดอยู่ด้านหลังของทุกๆเบาะ ไว้สำหรับผู้โดยสารดู TV, Video หรือแม้กระทั้งแผนที่เส้นทางการเดินทางตามเวลาจริงว่า ที่สามารถดูได้ว่าตอนนี้เดินทางถึงไหนแล้ว ความเร็วในการบินเท่าไหร่ เหลือระยะทางบินเท่าไหร่ จะใช้เวลาเท่าไหร่ ใช้ความสูงในการบินเท่าไหร่ อากาศนอกเครื่องกี่องศา ทำให้เรามีข้อมูลและรู้สึกเพลิดเพลิน แม้กระทั้ง คำแนะนำตัวนักบินและผู้ร่วมงาน การแนะนำการปฏิบัติตัวขณะเกิดเหตุการไม่ปรกติบนเครื่องก็ไม่มี 


พนักงานบนเครื่อง (แอร์โฮสเตส) แจกขนมกรอบแบบถุงละ 5 บาทพร้อมน้ำผลไม้ให้คุณพ่อ คุณพ่อเห็นเท่านั้นก็เริ่มทำใจแล้วว่า การบริการคงตามอัตภาพแน่ๆ ไอ้ขนมกรอบที่ว่าก็ทั้งเปรี้ยวและทั้งเค็มพ่อกินได้คำเดียวก็ไปต่อไม่ไหวต้องหยุด น้ำกล่องเป็นน้ำมะม่วง เห็นบอกว่าน้ำมะม่วงเป็นน้ำผลไม้ที่นิยมกินกันในเมืองอินเดียนะ


อีกหน่อยนึ่งหลังจากขนมกรอบแล้วก็มีพนักงานเข็นรถอาหารมาถามว่าจะรับอะไร คุณพ่อถามไปว่ามีอาหารประเภทปลาหรือเนื้อหรือเปล่าเขาบอกว่าไม่มีมีแต่ไข่เอาไหม คุณพ่อเลย OK ดีกว่าไม่ได้กิน อาหารในกล่องเปิดดูเป็นไข่นึ่งทำม้วนๆ ไก่ก้อนเล็กๆ อยู่ก้อนหนึ่ง แล้วก็มีมันฝรั่งบดตัดเป็นก้อน สี่เหลี่ยมขนาดเท่าขนมหม้อแกงหนึ่งก้อน ดูจากแพกเกจแล้วน่าจะเป็นของครัวการบินไทยทำให้ แต่ก็ไม่ใช่รสชาติของคนไทยหรอก คุณพ่อก็กินไปอย่างนั้นแหละพอให้ได้กินยา


ตอนที่อยู่บนเครื่องคุณพ่อไม่รู้จักใครหรอก คนที่ได้ทุนเดียวกันก็ไม่รู้คนไหน แต่เรื่องนี้มันไม่มีปัญหาสำหรับพ่ออยู่แล้ว บนเครื่องก็มีคนไทยเยอะแยะเห็นอยู่ประมาณกว่า 10 คน คุณพ่อนั่งคนเดียวติดหน้าต่างด้านขวามือ ผู้โดยสารทั้งหมดน่าจะไม่เกิน 100 คน เครื่องลงจอดเวลาประมาณสิบเอ็ดโมงเช้า ตอนเข้าแถวที่ช่องตรวจคนเข้าเมืองจึงได้คุยกับคนไทยกลุ่มหนึ่งประมาณ 9 คน มีอยู่คนบอกว่ามาอบรมที่ CITD ที่เดียวกับคุณพ่อ นอกนั้นเป็นอีกกลุ่ม (8 คน) มาอบรมที่มหาวิทยาลัยอีกแห่งด้วยกันทั้งหมด หนึ่งในแปดบอกว่าเห็นคนถือป้ายมายืนรอรับพวกเราแล้ว 


คุณพ่อฟังแล้วก็งงๆอยู่แต่ก็เดินตามเขามา บอกคนมารับว่ากลุ่มพวกเราคนไทย 10 คน คนที่มารอรับบอกไม่ใช่เขามีรายชื่อคนไทยเพียง 8 คนเท่านั้น เป็นเรื่องแล้วคุณพ่อคิด เพราะก่อนจะมาเจ้าหน้าที่กรมฯบอกพ่อแบบยิ้มๆว่า “ขอให้โชคดีนะครับ อาจารย์จะได้ประสพการณ์ที่สุดยอด สิ่งที่ไม่เคยพบเจอก็จะได้เห็นที่อินเดียนี่แหละ…” คุณพ่อขอดูรายชื่อจากคนที่มารอรับเขายื่นให้อ่านดู ชัดเลยไม่มีชื่อพ่อกับอีกคนที่เป็นอาจารย์จาก มศว.


ติดตามตอนต่อไปนะครับว่าตัวคุณพ่อและอาจารย์ มศว.จะมีคนมารับหรือไม่และจะเดินทางไปสถาบัน CITD ได้อย่างไร

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่