ทำไมน้ำมันดิบ WTI ถึงขายถูกกว่า Brent แม้คุณสมบัติจะดีกว่า /โดย ลงทุนแมน

ทำไมน้ำมันดิบ WTI ถึงขายถูกกว่า Brent แม้คุณสมบัติจะดีกว่า /โดย ลงทุนแมน


สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ได้ดันราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบให้ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก

ทั้งราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) และน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอ (WTI) ซึ่งกลายเป็นคำที่เรามักได้ยินเสมอ ๆ ในช่วงเวลานี้

แล้วรู้หรือไม่ว่า น้ำมันดิบ WTI ที่มีคุณสมบัติดีกว่า การขนส่งก็ยากกว่า
แต่กลับมีราคาขายที่ถูกกว่าน้ำมันดิบ Brent มาเป็น 10 ปีแล้ว

โครงสร้างราคาของน้ำมันดิบทั้งสองนี้ แตกต่างกันอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

https://www.facebook.com/share/p/1Dr1jBjm3p/?mibextid=wwXIfr

สำหรับชื่อของน้ำมันดิบทั้งสองประเภทนั้น ก็มาจากแหล่งขุดเจาะที่ต่างกัน

โดยน้ำมันดิบ Brent เป็นน้ำมันดิบที่ขุดเจาะจากแหล่งทะเลเหนือในยุโรป ซึ่งถูกขุดเจาะขึ้นมาใช้ครั้งแรกในปี 1976

ส่วนคำว่า “ราคาน้ำมันดิบ Brent” นั้น จะหมายถึง สัญญาซื้อขายล่วงหน้าสำหรับน้ำมันดิบ Brent ที่ซื้อขายกันในตลาดแลกเปลี่ยนระหว่างทวีป (ICE)

ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบ Brent นั้นถือเป็นราคากลางที่ใช้กำหนดราคาน้ำมันดิบกว่า 70% ของการซื้อขายทั่วโลก

ทางฝั่งของน้ำมันดิบ WTI นั้น เป็นน้ำมันดิบที่ขุดเจาะจากแหล่งหลักในภูมิภาค Permian Basin ทางตะวันตกของรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา โดยมีสถานที่ส่งมอบหลักอยู่ที่เมืองคูชิง รัฐโอคลาโฮมา

ส่วนคำว่า “ราคาน้ำมันดิบ WTI” นั้น หมายถึง สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของน้ำมันดิบ WTI ที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYMEX)

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI นั้นถือเป็นราคากลางที่ใช้กำหนดราคาของตลาดน้ำมันในสหรัฐอเมริกา และในทวีปอเมริกาเหนือ

ต้องบอกว่า ทั้ง Brent และ WTI ถือเป็นน้ำมันดิบคุณภาพสูงที่ตลาดต้องการทั้งคู่ เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นคือ

- “Light” หมายถึง น้ำมันดิบที่มีความหนาแน่นต่ำ ไหลง่าย ทำให้กลั่นได้น้ำมันเบนซินและดีเซลปริมาณมาก
- “Sweet” หมายถึง น้ำมันดิบที่มีกำมะถันต่ำ ทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีต้นทุนการกำจัดสารพิษต่ำ

พูดง่าย ๆ คือ ทั้ง Brent และ WTI เป็นน้ำมันดิบ ที่โรงกลั่นสามารถเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อเทียบกับน้ำมันดิบชนิดเปรี้ยว (Sour) หรือน้ำมันหนัก (Heavy) จากเวเนซุเอลาหรือแหล่งน้ำมันทรายของแคนาดา เป็นต้น

แต่ถ้ามองลึกลงไป ต้องบอกว่า น้ำมันดิบ WTI จะมีคุณลักษณะที่ Light และ Sweet กว่าน้ำมันดิบ Brent

ขณะที่ในแง่ของการผลิต น้ำมันดิบ WTI นั้น ผลิตในพื้นที่ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ส่วนใหญ่ต้องขนส่งทางท่อ จึงทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงกว่า

ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ผลิตในบริเวณใกล้ทะเล ดังนั้น ต้นทุนการขนส่งจึงต่ำกว่า

ดังนั้น ด้วยคุณภาพของน้ำมันดิบ WTI ที่สูงกว่า ต้นทุนการขนส่งที่มากกว่า ก็น่าจะทำให้ราคาน้ำมันดิบ WTI สูงกว่าราคาน้ำมันดิบ Brent

แต่ในความเป็นจริงกลับตรงข้าม เพราะราคาน้ำมันดิบ WTI กลับต่ำกว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent

ปี 2023 ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ 77.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ 82.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปี 2024 ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ 76.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ 80.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปี 2025 ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ 65.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ 69.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ที่น่าสนใจคือ ราคาน้ำมันดิบ Brent นั้นโดยเฉลี่ยแล้วซื้อขายสูงกว่าราคาน้ำมันดิบ WTI มาตั้งแต่ปี 2016 หรือกว่าทศวรรษแล้ว..

สาเหตุสำคัญเนื่องจากความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีในการขุดเจาะแนวนอน (Horizontal Drilling) และ Hydraulic Fracturing หรือ “Fracking” เพื่อสกัดน้ำมันจากชั้นหินดินดานหรือ “Shale Oil” นั่นเอง

ซึ่งประเทศที่มีแหล่ง Shale Oil มากที่สุดในโลกก็คือ สหรัฐอเมริกา เพราะมีสัดส่วนกว่า 70-80% ของปริมาณ Shale Oil ทั้งหมดของโลก

พอเรื่องเป็นแบบนี้ ทำให้สหรัฐอเมริกา สามารถเพิ่มผลผลิตน้ำมันได้มหาศาลจากการขุดเจาะ Shale Oil จนทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกและเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสุทธิมาตั้งแต่ปี 2020

ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐอเมริกา ในช่วงที่ผ่านมา
ปี 2010 ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ปี 2018 ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ 10.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ปี 2025 ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ 13.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทำให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาด สร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ WTI ในช่วงที่ผ่านมาและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ WTI ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ Brent นั่นเอง

ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
รู้ไหมว่า ในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่วิกฤติโควิด-19 ระบาด หลายประเทศประกาศล็อกดาวน์ งดการเดินทางระหว่างประเทศ

เรื่องนี้ ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบมากกว่าความต้องการน้ำมันอย่างมาก แหล่งเก็บน้ำมันดิบสำคัญในโอคลาโฮมา ของสหรัฐอเมริกา จึงไม่สามารถรับน้ำมันที่ผลิตมาได้เพิ่ม

ขณะที่นักลงทุนหรือคนที่บริหารความเสี่ยงที่ถือสัญญาน้ำมันดิบ WTI นั้น ต้องปิดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพราะไม่ต้องการรับน้ำมันจริง ๆ ที่ซื้อล่วงหน้าไป เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการหาที่เก็บน้ำมันสูงกว่ามูลค่าของตัวน้ำมันเองจึงต้องเทขายสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าจำนวนมาก

จนทำให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ติดลบที่ 37 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือก็คือผู้ขายยินดีจ่ายเงินให้ผู้ซื้อ เพียงเพื่อให้ช่วยขนน้ำมันออกไปจากมือ

ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ติดลบเลยทีเดียว..

—--------------------

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่